บทที่ 178: หินวิเศษเลื่อนขั้น
เรื่องราววุ่นวายเกี่ยวกับการขุดสุสานบรรพบุรุษที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยังคงทิ้งร่องรอยความขุ่นเคืองไว้ในใจชาวบ้านไม่จางหาย หลิวไห่กั๋วในฐานะหัวหน้าทีมเป็นคนนำชาวบ้านไปขุดสุสานด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งต้องมาตายจากไป มิหนำซ้ำยังมีชาวบ้านอีกหลายคนล้มป่วยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ครอบครัวของผู้สูญเสียต่างพากันบุกมาโวยวายเรียกร้องความเป็นธรรมถึงหน้าบ้าน จนสุดท้ายต้องเป็นเก๋อไล่จื่อที่ออกหน้าช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้สงบลง
หากไม่ได้เก๋อไล่จื่อช่วยออกหน้าจัดการให้ เกรงว่าบรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายเหล่านั้นคงจะบุกเข้าไปรุมประชาทัณฑ์หลิวไห่กั๋วถึงในบ้านจนตายคาตีน หรือไม่ก็คงเรียกร้องให้เขาชดใช้ด้วยชีวิตไปแล้ว
ต้องเข้าใจว่าคนที่ตายไปนั้นเป็นคนหนุ่มที่กำลังวังชาแข็งแรง ทั้งยังเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนซึ่งถือเป็นแรงงานหลักของครอบครัว การสูญเสียเสาหลักไปแบบนี้ ใครบ้างจะไม่เจ็บแค้นและชิงชัง
ทางด้านหลิวไห่กั๋วเองก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ เขากลัวว่าหากตัวเองมัวแต่นอนป่วยอยู่แบบนี้ นานวันเข้าเก๋อไล่จื่อจะฉวยโอกาสเบียดเขาตกกระป๋องแล้วยึดอำนาจไปแทน ดังนั้นเขาจึงรีบประกาศปาวๆ ว่าตัวเองหายดีแล้ว พร้อมกับออกมาแสดงอำนาจสั่งการชี้นิ้วให้เก๋อไล่จื่อนำชาวบ้านออกไปทำงานทันที
เรื่องราววุ่นวายทางฝั่งทีมการผลิตหงซิงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมาถึงทีมการผลิตกวางหมิง ทางฝั่งนี้สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อยดี แม้บรรยากาศภายนอกจะตึงเครียดแค่ไหน แต่ทีมการผลิตกวางหมิงยึดถือคติปัดกวาดหน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน มุ่งมั่นตั้งใจทำการผลิตอย่างเดียว แถมยังระมัดระวังตัวเป็นพิเศษไม่ไปหาเรื่องใส่ตัว ดังนั้นต่อให้เบื้องบนส่งคนลงมาตรวจสอบ ที่นี่ก็ยังคงผ่านการประเมินไปได้ด้วยดี
ช่วงสิ้นปีใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนแล้ว เซี่ยเสี่ยวจึงไปทำเรื่องลากับทางทีมการผลิต พร้อมทั้งรับจดหมายแนะนำตัวเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
เกาเจี้ยซิงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า
“ให้ผมตามไปส่งคุณด้วยเถอะ ไม่อย่างนั้นผมคงวางใจไม่ลงจริงๆ”
พอจินตนาการว่าหญิงสาวหน้าตาสะสวยอย่างเซี่ยเสี่ยวต้องเดินทางกลับบ้านตามลำพังท่ามกลางสถานการณ์ภายนอกที่ไม่น่าไว้วางใจ หัวใจของเกาเจี้ยซิงก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความกังวลจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่ต้องหรอก คุณอย่าลืมสิว่าเรื่องที่เราจะเข้าเมืองกันน่ะ แค่จะเดินเคียงข้างกันหรืออยู่ใกล้กันเกินไปก็ยังทำไม่ได้เลย ถ้าขืนคุณตามฉันไปจะยิ่งทำให้เรื่องมันยุ่งยากเข้าไปใหญ่”
“งั้นผมจะไม่เดินไปกับคุณ แต่จะคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ก็พอ”
เกาเจี้ยซิงยังคงไม่ยอมแพ้ เขารีบพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า
“ผมสัญญาว่าจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับคุณเด็ดขาด”
เซี่ยเสี่ยวยังคงยืนกรานคำเดิมด้วยการส่ายหน้า
“ไม่จำเป็นจริงๆ ฉันจะไปมีเรื่องอะไรได้ล่ะ”
ความจริงแล้วเซี่ยเสี่ยวไม่ได้คิดจะนั่งรถไฟกลับบ้านแบบคนทั่วไป เธอวางแผนจะใช้ทางลัดผ่านมิติของเธอต่างหาก แล้วแบบนี้เธอจะยอมให้เกาเจี้ยซิงตามมาให้เสียแผนได้อย่างไร
ก่อนที่เซี่ยเสี่ยวจะออกเดินทางกลับบ้าน ในที่สุดเจ้าก้อนหินก็ดูดซับพลังงานจากหินพลังงานจนเสร็จสมบูรณ์ พอเซี่ยเสี่ยวลองเข้าไปในมิติอีกครั้ง เธอก็สัมผัสได้ทันทีว่าภายในมิติมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เส้นทางที่ทอดยาวออกไปดูเหมือนจะไกลขึ้นกว่าเดิม ทำให้ในใจของเธออดรู้สึกยินดีขึ้นมาไม่ได้
ในเมื่อเธอกำลังจะกลับบ้านพอดี เซี่ยเสี่ยวจึงหันไปยิ้มกว้างให้เจ้าก้อนหินพลางพูดว่า
“ดูท่าแล้วอีกไม่นาน การเดินทางจากทีมการผลิตกลับไปในเมืองคงจะกลายเป็นเรื่องง่ายแค่ชั่วพริบตาเดียว”
เจ้าก้อนหินตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้ายิ่งได้ดูดซับพลังงานเข้ามามากกว่านี้ จะให้ไปทั่วประเทศหรือแม้แต่ไปต่างประเทศก็ไม่มีปัญหา”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะได้ยินเจ้าก้อนหินพูดต่อว่า
“คราวนี้พวกเราโชคดีมากจริงๆ”
“นั่นสินะ”
เซี่ยเสี่ยวตอบรับสั้นๆ
ทันใดนั้นเจ้าก้อนหินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
“เซี่ยเสี่ยว ฉันช่วยเปลี่ยนหน้าตาให้เธอได้แล้วนะ”
สิ้นเสียงของเจ้าก้อนหิน เซี่ยเสี่ยวก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“จริงเหรอ”
“แน่นอน เดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ”
สิ้นคำพูดของเจ้าก้อนหิน เซี่ยเสี่ยวก็รู้สึกเหมือนมีสายลมอ่อนๆ พัดผ่านใบหน้าไปวูบหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดหรือแปลกประหลาดอะไรมากไปกว่าการถูกลมเป่าหน้า
เจ้าก้อนหินบอกให้เธอดูผลงาน
“ลองส่องกระจกดูสิ”
เซี่ยเสี่ยวรีบคว้ากระจกขึ้นมาส่องดูทันที แล้วเธอก็ต้องตาโตด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพสะท้อนในกระจก
“ทำไมนายถึงเปลี่ยนหน้าฉันให้กลายเป็นหลิวเยว่ไปได้ล่ะ”
“นี่ไม่ใช่หลิวเยว่ซะหน่อย แค่คล้ายกันเฉยๆ”
เจ้าก้อนหินแย้ง
เซี่ยเสี่ยวถึงกับพูดไม่ออก
“หน้าตาแบบนี้มันพี่น้องของหลิวเยว่ชัดๆ”
โชคยังดีที่เปลี่ยนแค่หน้าตา ไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างไปด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าเซี่ยเสี่ยวต้องแบกหน้าอกดูมๆ สองลูกแบบหลิวเยว่ไว้บนตัว คงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจพิลึก
“รับรองว่าดูไม่เหมือนตัวเธอเดิมแน่นอน แถมเธอยังไม่สังเกตเหรอว่าตัวเองดูสูงขึ้นนิดหน่อยด้วย”
เจ้าก้อนหินเสริม
เซี่ยเสี่ยวยืนจ้องเจ้าก้อนหินนิ่งๆ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เจ้าหิน นายต้องมีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่แน่ๆ ฉันรู้สึกว่านายไม่ใช่จิตวิญญาณแห่งมิติธรรมดาๆ ทั่วไปหรอก”
“ฉันก็ไม่ใช่มิติธรรมดาอยู่แล้วนี่”
เจ้าก้อนหินตอบกลับแบบกำปั้นทุบดิน
“แล้วสรุปนายเป็นตัวอะไรกันแน่”
เซี่ยเสี่ยวเริ่มระแวงในที่มาที่ไปของเจ้าก้อนหินมากขึ้นทุกที
“ฉันมีความลับแน่นอนอยู่แล้ว แต่รับรองว่าจะไม่ทำร้ายเธอ เรื่องนี้วางใจได้เลย”
“นายพูดแบบนี้ ฉันยิ่งไม่วางใจเข้าไปใหญ่น่ะสิ”
เซี่ยเสี่ยวเบ้ปากบ่นอุบอิบ ในใจเธอจะไปสงบลงได้ยังไง
“ถ้าเธอไม่วางใจ ฉันก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน”
เจ้าก้อนหินตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
เซี่ยเสี่ยวได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ก็จริงอย่างที่มันว่า ตอนนี้ชีวิตของพวกเธอผูกติดกันไว้แล้ว จะทำอะไรได้
แต่ถึงอย่างนั้น เซี่ยเสี่ยวก็อดถามออกไปอีกประโยคไม่ได้ว่า
“เจ้าหิน นายแน่ใจนะว่าไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อทำลายล้างมนุษยชาติ หรือมาเพื่อทำลายโลกใบนี้น่ะ?”
ถ้าเกิดภารกิจของมันคือการทำลายล้างโลกจริงๆ ก็คงเป็นบาปกรรมของเธอแล้วล่ะ
“เธอคิดมากไปแล้ว”
เจ้าก้อนหินตอบตัดบท และไม่ยอมอธิบายอะไรให้เซี่ยเสี่ยวฟังอีก
เซี่ยเสี่ยวรู้ดีว่าถ้าเจ้าก้อนหินไม่อยากพูด ต่อให้เธอคาดคั้นยังไงก็คงไม่ได้คำตอบ ดังนั้นเธอจึงเลิกเซ้าซี้ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปคุยถึงเหตุการณ์ที่ทีมการผลิตหงซิงแทน
เจ้าก้อนหินจึงให้คำแนะนำว่า
“เธอไม่จำเป็นต้องเก็บเอามาใส่ใจ หรือโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองหรอก นี่เป็นคราวเคราะห์ถึงฆาตของเขา ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ก็ต้องมีเรื่องอื่นมาทำให้เขาตายอยู่ดี เรื่องของชะตาชีวิต ส่วนใหญ่มันถูกลิขิตไว้แล้ว สรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามกรรม แข่งอะไรก็แข่งได้แต่แข่งวาสนาไม่ได้หรอก”
เซี่ยเสี่ยวฟังแล้วก็รู้สึกหนาวเยือกเข้าไปในหัวใจ พลันนึกถึงเรื่องคราวเคราะห์ความตายของเกาเจี้ยซิงขึ้นมาได้ จึงรีบถามว่า
“แล้วถ้าฉันไม่อยากให้คนใกล้ตัวต้องตายเร็วล่ะ คราวเคราะห์นี้มีวิธีแก้ไหม”
เจ้าก้อนหินส่ายหน้าไปมา
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
“แล้วถ้าฉันลงมือช่วยล่ะ”
เซี่ยเสี่ยวถามต่อ
เจ้าก้อนหินพยักหน้า
“อันที่จริงก็พอทำได้ เพราะเธอเป็นตัวแปรสำคัญ เธอสามารถช่วยคนที่อยากช่วยได้ แต่ต้องระวังอย่าไปฝืนกฎธรรมชาติมากเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนสวรรค์ลงทัณฑ์เอาได้ และที่สำคัญการที่เธอไปฝืนชะตาช่วยชีวิตคนอื่น มันจะบั่นทอนอายุขัยของเธอเองด้วยนะ”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับรู้ อย่างน้อยเธอก็รู้ว่ายังพอมีหนทางช่วยได้ ส่วนเรื่องอายุขัยอะไรนั่น เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน การได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตมากพอแล้ว
เมื่อคิดได้แบบนี้ เซี่ยเสี่ยวก็โล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง ดูท่าต่อไปเธอคงต้องคอยจับตาดูเกาเจี้ยซิงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่อย่างน้อยกันไว้ก็ดีกว่าแก้
ในขณะเดียวกัน ทางด้านบ้านสกุลเกา
เกาเจี้ยซิงกำลังหารือกับพ่อแม่และพี่ชายเรื่องที่เขาจะขอติดตามไปคอยคุ้มกันเซี่ยเสี่ยว
เจิ้งเซี่ยงหงผู้เป็นแม่ทักท้วงขึ้นว่า
“ลูกไม่เคยเดินทางไกลมาก่อนเลยนะ เกิดหลงทางขึ้นมาจะทำยังไง”
เจิ้งเซี่ยงหงไม่ได้คิดจะขัดขวางความตั้งใจของลูกชาย แต่เธอกลัวลูกชายจะพลัดหลงหายไปมากกว่า
เกาเจี้ยจื๋อผู้เป็นพี่ชายส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“นายกับเขายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ให้สหายเซี่ยกลับเข้าเมืองเองยังจะปลอดภัยกว่าให้นายไปส่งอีกมั้ง”
“ผมไม่ได้จะให้เธอเดินทางคนเดียว ผมแค่จะตามไปดูอยู่ข้างหลัง พอเธอถึงเมืองแล้วผมค่อยกลับ”
เกาเจี้ยซิงอธิบาย
เกากั๋วเฉียงผู้เป็นพ่อจึงถามขึ้นว่า
“แกหมายความว่าจะแอบตามไปส่งสหายเซี่ยเข้าเมืองงั้นรึ?”
“จะเรียกว่าแอบตามได้ยังไง พูดซะเสียเลย ผมเรียกว่าไปคอยคุ้มกันอย่างลับๆ ต่างหาก ข้างนอกสถานการณ์เป็นแบบนั้น ผมเป็นห่วงเขานี่นา”
เกาเจี้ยซิงพยายามหว่านล้อมขอความเห็นชอบจากคนในครอบครัว
เกากั๋วเฉียงถามจี้จุดอีกว่า
“สหายเซี่ยตกลงปลงใจคบหากับแกแล้วหรือยัง?”
เกาเจี้ยซิงตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“ก็กำลังตามจีบอยู่นี่ไงครับ ถ้าไม่ขยันทำคะแนนแล้วเมื่อไหร่จะจีบติดล่ะ”
เกากั๋วเฉียงได้ยินแบบนั้นก็เงียบไป เกาเจี้ยจื๋อจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า
“งั้นนายก็ไปพยายามเข้าเถอะ”
พูดจบเขาก็หันไปพูดกับพ่อและแม่ว่า
“พ่อครับ แม่ครับ เจ้าเจี้ยซิงมันไม่เคยออกไปไหนไกลๆ ให้มันได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะครับ ถ้ามีโอกาสผมเองก็อยากจะออกไปดูโลกกว้างเหมือนกัน ถ้ามัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในนี้คงไม่มีวันรู้ว่าโลกภายนอกมันกว้างใหญ่แค่ไหน”
ในที่สุดเกากั๋วเฉียงและเจิ้งเซี่ยงหงก็พยักหน้าตกลง ทั้งคู่คิดว่าการปล่อยให้ลูกชายออกไปหาประสบการณ์บ้างก็เป็นเรื่องดี เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เคยผ่านโลกภายนอกมาแล้ว แต่ลูกชายของพวกเขายังไม่เคยเห็นอะไรเลย
เมื่อได้รับจดหมายแนะนำตัวเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเสี่ยวก็ไปบอกลาคนในทีมการผลิตเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน แต่แล้วเธอก็ต้องพบความจริงที่น่าปวดหัว เมื่อรู้ว่ากู้เว่ยกั๋วก็จะกลับบ้านในช่วงนี้เหมือนกัน
ส่วนเหยาวั่งชุน สวีเหมย และซุนอวี้หัวตัดสินใจไม่กลับบ้าน
แม้แต่หยางเสวี่ยหัวก็ไม่กลับ แต่ประเด็นสำคัญคือกู้เว่ยกั๋วจะต้องเดินทางไปพร้อมกับเธอนี่สิ
พอค้นพบความจริงข้อนี้ เซี่ยเสี่ยวก็ถึงกับกลัดกลุ้มใจขึ้นมาทันที
[จบบท]