บทที่ 198: ก็ไปกินดินสิ
ที่ด้านนอกตัวบ้าน เกาเจี้ยจื๋อยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความตกตะลึงแล่นพล่านไปทั่วร่างจนเขาทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยแม้แต่น้อยว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อกับแม่
ถ้าอย่างนั้น... แล้วเขาเป็นลูกของใครกันแน่?
ชั่ววูบหนึ่งเกาเจี้ยจื๋ออยากจะพุ่งพรวดพราดเข้าไปถามความจริงให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าความขลาดเขลากลับฉุดรั้งเขาเอาไว้ เขาไม่กล้าพอ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขารู้สึกหวาดกลัวต่อความจริงที่จะได้รับรู้ ดังนั้นเกาเจี้ยจื๋อจึงตัดสินใจค่อยๆ ย่องถอยออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
ความสับสนงุนงงเข้าเกาะกุมจิตใจจนเขารู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้เลยว่าเวลานี้ควรจะพาตัวเองไปอยู่ที่ไหนดี
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเซี่ยเสี่ยวที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้านตระกูลเกา เมื่อเธอเดินมาถึงหน้าหอพักยุวปัญญาชนหญิงก็บังเอิญสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งที่มีบุคลิกท่าทางองอาจผึ่งผาย ดูปราดเปรียวราวกับคนที่ผ่านการฝึกฝนมาจากกองทัพ เซี่ยเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะมองพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียด แต่กลับได้รับสายตาที่ไม่เป็นมิตรตอบกลับมา
ผู้หญิงที่มีกลิ่นอายทหารแบบนี้ ทำให้เซี่ยเสี่ยวอดนึกเชื่อมโยงไปถึงพวกลูกสาวนายทหารระดับสูงไม่ได้ แต่ความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เพราะในเมื่อเธอไม่ได้ลงเอยกับเฮ่อเสวียปิง ลูกสาวนายทหารที่ไหนจะถ่อมาถึงที่นี่กัน
ทว่าเมื่อพิจารณาจากบริบทและท่าทางวางอำนาจของหญิงแปลกหน้าคนนี้ เซี่ยเสี่ยวก็พอจะเดาออกรางๆ แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“เธอคือเซี่ยเสี่ยวใช่ไหม?” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยถามเสียงห้วน
“ใช่ค่ะ ฉันเอง ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครเหรอคะ?” เซี่ยเสี่ยวแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ฉันชื่อหนิงฮุ่ย เป็นคู่หมั้นของลี่เจิ้นชวน”
เซี่ยเสี่ยวถึงกับลอบปาดเหงื่อในใจ เฝิงอิงเพิ่งจะจากไปได้ไม่ทันไร ก็มีหนิงฮุ่ยโผล่มาแทนที่เสียแล้ว แถมดูท่าทางคนนี้จะมาแบบไม่เป็นมิตรเสียด้วยสิ
ชื่อหนิงฮุ่ย ฟังดูไพเราะเสนาะหู ให้ความรู้สึกเหมือนคุณหนูผู้เพียบพร้อมและเฉลียวฉลาด แต่เมื่อมองดูเจ้าของชื่อที่มีสีหน้าเคร่งเครียด แววตาจ้องจับผิดฉายชัด และใบหน้าที่เชิดขึ้นด้วยความถือดี เซี่ยเสี่ยวก็รู้สึกเสียดายชื่อเพราะๆ นี้ขึ้นมาทันที
“สวัสดีค่ะสหายหนิงฮุ่ย” เซี่ยเสี่ยวทักทายตามมารยาท
“ฉันไม่อยากเห็นเธอไปวุ่นวายใกล้ชิดกับลี่เจิ้นชวน เขาเป็นคนที่มีคู่หมั้นแล้ว” หนิงฮุ่ยประกาศเจตนารมณ์เสร็จก็สะบัดหน้าเดินนำเซี่ยเสี่ยวเข้าไปในหอพักทันที
เซี่ยเสี่ยวยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่ลงทุนเดินทางมาเพื่อขู่เธอกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยเหรอ เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินตามเข้าไปในหอพัก
ภายในห้องพัก หวังอ้ายหัว ซุนอวี้หัว และหยางเสวี่ยหัวอยู่กันครบ ปกติแล้วบรรยากาศในห้องจะมีเสียงพูดคุยหยอกล้อเฮฮา แต่เวลานี้ทุกคนกลับนั่งเงียบกริบ
ต่างคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมา
เซี่ยเสี่ยวหยิบไข่ต้มออกมาแบ่งให้หวังอ้ายหัว ซุนอวี้หัว และหยางเสวี่ยหัวกินกันคนละฟอง เพื่อทำลายบรรยากาศอึมครึม แต่หนิงฮุ่ยที่จับตามองอยู่แล้วก็โพล่งขึ้นมาทันที
“นี่มันพฤติกรรมทุนนิยมชัดๆ”
เซี่ยเสี่ยวได้ยินดังนั้นก็เหลืออด เธอหันขวับไปมองแล้วกลอกตาใส่อีกฝ่ายอย่างเปิดเผย คิดว่าเธอเป็นคนหัวอ่อนรังแกง่ายหรือไง
“แค่กินไข่ก็เป็นทุนนิยมแล้วเหรอ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปนั่งแคะดินกินแทนข้าวเถอะ”
“ฉันหมายถึงพฤติกรรมของเธอต่างหาก เธอเอาไข่มาติดสินบนคนอื่น” หนิงฮุ่ยยังคงไม่ยอมลดละ
เซี่ยเสี่ยวหัวเราะเยาะในลำคอ “ฉันกับพี่อ้ายหัว พี่อวี้หัว แล้วก็พี่เสวี่ยหัว พวกเรารักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน มันผิดตรงไหนที่ฉันจะแบ่งปันของกินให้พี่น้อง”
คนในห้องต่างสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากทั้งเซี่ยเสี่ยวและหนิงฮุ่ย ปกติแล้วเซี่ยเสี่ยวเป็นคนรักสงบและประนีประนอม แต่ในเมื่อหนิงฮุ่ยเปิดฉากโจมตีด้วยความเกลียดชังขนาดนี้ เธอก็พร้อมจะตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
“เธอมันพวกชอบแถ!” หนิงฮุ่ยถลึงตาใส่
เซี่ยเสี่ยวสวนกลับทันควัน “งั้นฉันก็คงต้องบอกว่าเธอมันพวกชอบหาเรื่องใส่ตัวเหมือนกัน”
หยางเสวี่ยหัวรีบพูดแทรกขึ้นมา “เซี่ยเสี่ยว อย่าไปสนใจเลย เขาแค่หาเรื่องชวนทะเลาะเท่านั้นแหละ”
หวังอ้ายหัวในฐานะพี่ใหญ่พยายามไกล่เกลี่ย “สหายหนิงฮุ่ย คุณอาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรเกี่ยวกับหยางเสวี่ยหัวและเซี่ยเสี่ยวหรือเปล่าคะ ไหนๆ ก็ต้องพักอยู่ห้องเดียวกัน มีอะไรก็เปิดอกคุยกันให้เข้าใจดีกว่าไหม?”
“เข้าใจผิดเหรอ? ฉันว่าคงไม่หรอก ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าพวกหล่อนแต่ละคนพยายามจะเกาะแกะลี่เจิ้นชวน ถ้าไม่ใช่เพราะพวกยุวปัญญาชนหญิงอย่างพวกเธอ มีเหรอที่เขาจะทำตัวห่างเหินไม่สนใจฉันแบบนี้” หนิงฮุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
คำว่า ‘พวกยุวปัญญาชนหญิงอย่างพวกเธอ’ เป็นการเหมารวมทุกคนในห้อง ทำให้หวังอ้ายหัวและซุนอวี้หัวเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เซี่ยเสี่ยวลอบถอนหายใจ เธอคิดว่าการที่ลี่เจิ้นชวนไม่ชอบขี้หน้าคู่หมั้นคนนี้ สาเหตุน่าจะมาจากนิสัยส่วนตัวและปากคอที่ร้ายกาจของเจ้าหล่อนมากกว่า แต่ก็นะ เป็นคนตรงๆ แบบนี้ก็ดีไปอย่าง ดีกว่าพวกหน้าเนื้อใจเสือที่ต่อหน้ายิ้มแย้มแต่ลับหลังถือมีดรอแทงข้างหลัง
หนิงฮุ่ยหน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้สวยจัด ทว่านิสัยที่แสดงออกมานั้นช่างไม่น่าคบหาเอาเสียเลย การเป็นคนพูดตรงนั้นพอรับได้ แต่การพูดจาขวานผ่าซากแถมยังก้าวร้าวชอบโจมตีคนอื่นแบบนี้ ใครจะไปชอบลง
“ใครไปเกาะแกะเลขาธิการลี่ไม่ทราบ ตัวเองไม่เป็นที่โปรดปราน แทนที่จะหาสาเหตุจากตัวเอง ดันมาโทษคนอื่นซะงั้น” เซี่ยเสี่ยวพูดตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจ ในเมื่อดูทรงแล้วคงผูกมิตรกันไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจกัน
ถ้าหนิงฮุ่ยนิสัยดี เป็นมิตร และวางตัวดี เซี่ยเสี่ยวคงยินดีที่จะผูกมิตรด้วย แต่กับคนแบบนี้ เธอขอผ่าน
“ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอตามตื๊อเขานี่นา”
สิ้นเสียงของหนิงฮุ่ย เซี่ยเสี่ยวก็เลิกคิ้วถามกลับ “ใคร?” หลี่เชิ่งเหม่ยเหรอ? หรือต่งเหม่ยหัว?
“ก็คนในทีมการผลิตนั่นแหละ” หนิงฮุ่ยตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากระบุชื่อ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมพูดความจริง เซี่ยเสี่ยวและคนอื่นๆ ก็ขี้เกียจจะซักไซ้ต่อ ต่างพากันเมินเฉยไม่สนใจหนิงฮุ่ยอีก พอเห็นว่าไม่มีใครคุยด้วย หนิงฮุ่ยก็แสดงอาการฮึดฮัดไม่พอใจก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกไปข้างนอก
เพียงไม่นาน ทุกคนก็ได้ยินเสียงหนิงฮุ่ยตวาดดังมาจากด้านนอก
“นายเป็นใคร! มาทำลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนี้?”
เสียงของผู้ชายตอบกลับมาตะกุกตะกัก “สหายครับ... คือผมมาหาซุนอวี้หัว ไม่ทราบว่าเธออยู่ไหมครับ?”
เป็นเสียงของเกาเจี้ยจื๋อนั่นเอง
“จะหาก็ไปหาเองสิ” หนิงฮุ่ยพูดทิ้งท้ายอย่างมะนาวไม่มีน้ำแล้วเดินหนีไป
เซี่ยเสี่ยวจึงหันไปบอกเพื่อนร่วมห้อง “พี่อวี้หัวคะ พี่เกาเจี้ยจื๋อมาหาค่ะ”
ซุนอวี้หัวลุกจากเตียงด้วยความงุนงงแล้วเดินออกไป
หวังอ้ายหัวบ่นอุบ “ทำไมหนิงฮุ่ยถึงนิสัยแย่แบบนี้เนี่ย ไม่เห็นจะเหมาะสมกับเลขาธิการลี่ตรงไหนเลย”
“ต่อให้ไม่เหมาะสม เขาก็เป็นคู่หมั้นกันอยู่ดี” หยางเสวี่ยหัวเปรยขึ้นมา
เซี่ยเสี่ยวเองก็พูดไม่ออก ในยุคสมัยนี้ หรือแม้แต่ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า การแต่งงานแบบคลุมถุงชนก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ยิ่งในยุคนี้ด้วยแล้ว พ่อแม่เป็นคนจัดการหาคู่ให้ลูกแทบทั้งนั้น
เธออดนึกไปถึงกู้เว่ยกั๋วที่เจอที่สถานีรถไฟไม่ได้ รายนั้นก็ถูกทางบ้านจับคู่ให้เหมือนกัน เพียงแต่ของกู้เว่ยกั๋วเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ ส่วนของลี่เจิ้นชวนนี่ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า
ไม่นานนัก ซุนอวี้หัวก็เดินกลับเข้ามาในห้อง
“เร็วจัง?” หวังอ้ายหัวถาม
ซุนอวี้หัวหัวเราะขำ “เกาเจี้ยจื๋อท่าทางจะเพี้ยน จู่ๆ ก็วิ่งมาถามฉันว่าเขาหน้าตาเหมือนคนในครอบครัวบ้างไหม ประสาทจริงๆ”
“อ้าว แล้วเธอตอบไปว่ายังไงล่ะ?”
ซุนอวี้หัวส่ายหน้า “ฉันไม่ได้สนใจหรอก ง่วงจะตายอยู่แล้ว จะนอนดีกว่า”
ว่าแล้วซุนอวี้หัวก็ปีนกลับขึ้นเตียงนอนต่อ เซี่ยเสี่ยวชะงักไปเล็กน้อย พลางนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเดินออกมาจากบ้านตระกูลเกาแล้วสวนกับเกาเจี้ยจื๋อ การที่จู่ๆ เขาวิ่งมาถามคำถามแปลกๆ แบบนี้ มันช่างดูมีพิรุธชอบกล
แต่เวลานี้เซี่ยเสี่ยวไม่อยากเก็บเรื่องไร้สาระมาคิดให้ปวดหัว อีกอย่างเธอเพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงเหนื่อยๆ และทุกคนในห้องก็กำลังพักผ่อน เธอจึงล้มตัวลงนอนบ้าง
ทางด้านนอก เกาเจี้ยจื๋อเดินคอตกกลับบ้านไปแล้ว เมื่อเห็นว่าทั้งพ่อและแม่ต่างก็พักผ่อนกันหมดแล้ว เขาจึงแอบย่องกลับเข้าห้องตัวเองด้วยความโล่งใจ
ชายหนุ่มผู้ไม่เคยสนใจรูปลักษณ์ตัวเองมาก่อน วันนี้กลับเดินเข้าไปในห้องของน้องชายเพื่อค้นหากระจกเงามาส่องดู เกาเจี้ยจื๋อพินิจใบหน้าตัวเองในกระจก หันซ้ายทีขวาที พยายามจับจุดสังเกตบนใบหน้า ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองหน้าตาเหมือนคนตระกูลเกาอยู่วันยังค่ำ
ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องเป็นลูกหลานตระกูลเกาสิ...
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว หรือว่าเขาจะเป็นลูกของลุงใหญ่ทั้งสองคนที่พลีชีพในสนามรบ? แต่เขาก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไป เพราะเขาก็รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนคล้ายแม่เจิ้งเซี่ยงหงอยู่เหมือนกัน
ทันใดนั้น เกาเจี้ยจื๋อก็ชะงักกึก ความเป็นไปได้อีกอย่างผุดขึ้นมาในสมอง... ลุงใหญ่ฝ่ายแม่! เมื่อลองนึกเปรียบเทียบใบหน้าของตัวเองกับญาติๆ ฝั่งแม่เจิ้ง หากเขาเป็นลูกของลุงใหญ่ฝั่งแม่จริงๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วแม่แท้ๆ ของเขาคือใครกันล่ะ? เธอหายไปไหน?
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งเจิ้งเซี่ยงหงตื่นจากการงีบหลับ เกาเจี้ยจื๋อจึงเดินออกมาจากห้อง เมื่อเจิ้งเซี่ยงหงเห็นลูกชายคนโตเดินออกมาจากห้องของลูกคนเล็ก เธอก็เอ่ยขึ้น
“เมื่อกี้เสี่ยวเสี่ยวมาที่บ้าน บอกว่าเจ้ารองไปเป็นทหารพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวเสี่ยวแล้วนะ”
“อ้อ ครับ” เกาเจี้ยจื๋อตอบรับ เขายินดีกับน้องชายด้วยใจจริง แต่ความสงสัยเรื่องชาติกำเนิดยังคงรบกวนจิตใจ จนเขาหลุดปากถามออกไปว่า
“แม่ครับ ทำไมแม่ถึงให้ผมเป็นครูล่ะครับ?”
“ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้ล่ะ?” เจิ้งเซี่ยงหงถามกลับอย่างแปลกใจ โดยที่ไม่ได้เอะใจเลยสักนิด หรือล่วงรู้เลยว่าบทสนทนาระหว่างเธอกับสามีก่อนหน้านี้ ได้ถูกลูกชายคนโตแอบได้ยินเข้าเสียแล้ว
[จบบท]