“เสวี่ยหัว! เสวี่ยหัว รอเดี๋ยว!”
เสียงตะโกนเรียกชื่อดังไล่หลังมาติดๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระชั้นเข้ามา ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางทาง ทำท่าจะคว้ามือของหยางเสวี่ยหัวเอาไว้เพื่อรั้งไม่ให้เดินหนี
เซี่ยเสี่ยวที่เดินอยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอาตัวเข้าไปแทรกกลางทันที เธอปัดมือไม้ที่กำลังจะถึงตัวเพื่อนสาวออก แล้วยืนจังกาขวางหน้าไว้ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง
“คุณจะทำอะไร! มีปากก็พูดไปสิ จะมาฉวยโอกาสจับไม้จับมือกันแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้ายังไม่หยุดรุ่มร่าม ฉันจะตะโกนฟ้องคนแถวนี้ว่าคุณลวนลามผู้หญิง!”
ชายหนุ่มชะงักกึก สีหน้าเจื่อนลงทันตาเมื่อเจอคนจริง เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูสุภาพนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเอ่ยแก้ตัวเสียงอ่อน
“สหายหญิง เข้าใจผิดแล้วครับ ผมกับหยางเสวี่ยหัวเราเป็นเพื่อนนักเรียนกัน ผมแค่อยากจะคุยกับเธอดีๆ เท่านั้นเอง รบกวนคุณ...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค หยางเสวี่ยหัวที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเซี่ยเสี่ยวก็สวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ลั่วหมิงเจ๋อ นายมีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา”
“คือว่า...” ลั่วหมิงเจ๋อมองหน้าเซี่ยเสี่ยวอย่างลำบากใจ สายตาของเขาบอกชัดเจนว่าอยากให้คนนอกอย่างเธอหลบฉากไปก่อน เพื่อที่เขาจะได้ปรับความเข้าใจกับอดีตคนรักได้สะดวก แต่ฝันไปเถอะ เซี่ยเสี่ยวสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ท่อนแขน หยางเสวี่ยหัวเกาะแขนเธอแน่นขนาดนี้ แถมตัวยังสั่นเทาด้วยความโกรธ (หรือความเสียใจก็ไม่อาจทราบได้) แล้วเธอจะทิ้งเพื่อนไปได้ยังไง
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังมาคุนั่นเอง เสียงหวานหยดย้อยที่ดัดจนเล็กแหลมก็ดังแทรกเข้ามา
“พี่หมิงเจ๋อคะ! ทำไมเดินไม่รอฉันเลยล่ะ”
สิ้นเสียงหวาน ร่างเล็กบอบบางของหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็เดินนวยนาดเข้ามาคล้องแขนลั่วหมิงเจ๋อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างออกนอกหน้า ทว่าทันทีที่สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหยางเสวี่ยหัว ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงแฝงความระแวงทันที
“หยางเสวี่ยหัว? ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ได้!”
เซี่ยเสี่ยวมองภาพตรงหน้าแล้วแทบอยากจะยกมือกุมขมับ กลิ่นอายของ 'ละครน้ำเน่า' ลอยฟุ้งเตะจมูกเข้าอย่างจัง นี่มันฉากคลาสสิกชัดๆ แฟนเก่า แฟนใหม่ และผู้ชายโลเล!
แต่คนที่ตื่นเต้นกว่าเซี่ยเสี่ยวกลับเป็นเจ้าก้อนหินในมิติ จู่ๆ เสียงของมันก็หวีดร้องขึ้นมาในหัวเธออย่างตื่นตระหนก
“เฮ้ย! ยัยหนู! นี่มันไอ้ผัวเมียคู่กรณีคู่นั้นนี่นา!”
เซี่ยเสี่ยวสะดุ้งเล็กน้อย พยายามตั้งสติฟังเสียงในหัว
“จำที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อวานได้ไหม เรื่องกระถางต้นไม้ที่หล่นลงมาทับเธอตายน่ะ ก็เพราะไอ้สองผัวเมียคู่นี้แหละที่ทะเลาะตบตีกันจนไปชนกระถางร่วงลงมา! ถึงตอนนี้หน้าตาพวกมันจะดูละอ่อนกว่าตอนนั้นก็เถอะ แต่ฉันจำแม่น ไม่มีทางพลาดแน่ๆ คนพวกนี้แหละต้นเหตุ!”
เซี่ยเสี่ยวเบิกตากว้าง หันขวับไปมองสำรวจลั่วหมิงเจ๋อและหลิวเยว่อย่างละเอียดอีกครั้ง โอ้โห... นี่มันศัตรูคู่แค้นข้ามภพข้ามชาติชัดๆ! ฝ่ายชายดูเป็นบัณฑิตหน้าขาว ท่าทางสุภาพเรียบร้อยเหมือนพวกหนอนหนังสือ ส่วนฝ่ายหญิงก็สวยเฉี่ยว รูปร่างดี แต่นิสัยดูเอาแต่ใจและหยิ่งยโส ทั้งคู่แต่งตัวดีดูมีฐานะ น่าจะเป็นลูกท่านหลานเธอจากในเมือง
หยางเสวี่ยหัวแค่นหัวเราะในลำคอ “เหอะ นึกว่าพวกเธอจะเสวยสุขอยู่ที่เมืองหลวงซะอีก ที่แท้ก็ระเห็จมาตกระกำลำบากที่นี่เหมือนกันสินะ”
คำพูดเหน็บแนมของหยางเสวี่ยหัวทำเอาลั่วหมิงเจ๋อหน้าชา ทำตัวไม่ถูก ได้แต่อึกอัก
หลิวเยว่เห็นคนรักเสียท่าก็รีบออกโรงปกป้องทันที เธอเชิดหน้าขึ้น มองเหยียดหยางเสวี่ยหัวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เธอมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ” น้ำเสียงห้วนจัดแสดงความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด สายตาก็ยังคงจิกกัดลั่วหมิงเจ๋อเป็นระยะ เหมือนกลัวว่าเขาจะเผลอใจอ่อน
หยางเสวี่ยหัวยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ฉันจะอยู่ที่ไหนมันก็ไม่ใช่กงการอะไรของพวกเธอนี่ แล้วก็ช่วยกรุณาอยู่ให้ห่างๆ ฉันด้วย ฉันกับผู้ชายคนนี้ถอนหมั้นกันไปตั้งนานแล้ว ถ้าเธอหวงเขานักก็หาโซ่มาล่ามไว้สิ จะได้ไม่ต้องวิ่งพล่านมาหาคนอื่นแบบนี้”
“ฮึ! ฉันกับพี่หมิงเจ๋อเราหมั้นกันแล้วย่ะ พี่เขาไม่ลดตัวลงไปยุ่งกับเธอหรอก” หลิวเยว่เชิดหน้าอย่างผู้ชนะ ทำท่าทางราวกับไก่ชนที่เพิ่งตีชนะมาหมาดๆ
หยางเสวี่ยหัวกระชับมือที่จับเซี่ยเสี่ยวแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะฝืนยิ้มเยาะ “งั้นก็ยินดีด้วยนะ ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร อยู่กันไปนานๆ จนแก่เฒ่าก็แล้วกัน”
“นี่เธอจะไม่พูดอวยพรให้เรามีความสุขหน่อยเหรอ?” หลิวเยว่ยังไม่ยอมจบ เหมือนอยากจะเอาชนะให้ถึงที่สุด
หยางเสวี่ยหัวเลิกคิ้วสูง “อ้าว ถ้าฉันไม่อวยพร พวกเธอก็จะไม่มีความสุขหรือไง?”
“เปล่าสักหน่อย ก็แค่สงสัยว่าที่เธอไม่อวยพรเนี่ย เป็นเพราะในใจยังตัดพี่หมิงเจ๋อไม่ขาดล่ะสิ ถึงได้ทำใจอวยพรให้เราไม่ได้” หลิวเยว่พูดจายั่วยุ สีหน้าท่าทางกวนประสาทสุดๆ
เซี่ยเสี่ยวฟังแล้วคันไม้คันมือยิบๆ คนสมัยนี้เขามีตรรกะพังพินาศแบบนี้กันหรือไงนะ แย่งแฟนชาวบ้านแล้วยังจะหน้าด้านมาขอคำอวยพรจากแฟนเก่าอีก เป็นนางเอกละครหลังข่าวคงตบคว่ำไปแล้ว
แต่หยางเสวี่ยหัวกลับนิ่งกว่าที่คิด เธอสูดหายใจลึกแล้วสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน
“สรุปก็คือ เธอไปแย่งคู่หมั้นคนอื่นมา แล้วยังหน้าหนามาเรียกร้องขอคำอวยพรจากอดีตคู่หมั้นอีก เพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี ไม่ได้ทำอะไรผิดสินะ สบายใจขึ้นรึยังล่ะ?”
เซี่ยเสี่ยวแทบอยากจะปรบมือให้รัวๆ เพื่อนสาวคนนี้สกิลฝีปากไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดเธอเป็นคนนอกฟังแล้วยังสะใจแทน
“เธอ...!” หลิวเยว่โกรธจนหน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก หน้าอกหน้าใจที่ค่อนข้างดูมดูมกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์
ลั่วหมิงเจ๋อที่ยืนเงียบอยู่นานรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย สายตาที่มองหยางเสวี่ยหัวยังคงเจือไปด้วยความรู้สึกผิด “เสวี่ยหัว อย่าถือสาเสี่ยวเยว่เลยนะ น้องยังเด็ก ไม่ค่อยรู้ความเท่าไหร่”
เซี่ยเสี่ยวลอบประเมินด้วยสายตา อืม... หุ่นของแม่สาวน้อยคนนี้แซ่บใช้ได้ มิน่าล่ะผู้ชายถึงได้หลง
หยางเสวี่ยหัวปรายตามอง “เด็กกว่าฉันแค่ปีเดียวเนี่ยนะ? ช่างเถอะ ฉันจะถือว่าทำบุญไม่ถือสาคนพาลก็แล้วกัน ต่อไปถ้าเจอกันอีกก็ช่วยทำเหมือนไม่รู้จักกันด้วยนะ ฉันไม่อยากมีเพื่อนร่วมสถาบันแบบพวกเธอ บอกตรงๆ ว่าอายเขา!”
พูดจบ หยางเสวี่ยหัวก็ดึงมือเซี่ยเสี่ยวให้เดินออกมาทันที แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง สง่างาม ไม่หันกลับไปมองเบื้องหลังแม้แต่นิดเดียว
“เสวี่ยหัว...” เสียงลั่วหมิงเจ๋อยังคงตะโกนไล่หลังมา แต่ก็ไม่ได้ตามมา เพราะเสียงแหวของหลิวเยว่ดังขัดขึ้นทันควัน
ทั้งสองเดินห่างออกมาไกลพอสมควรแล้วถึงได้ผ่อนฝีเท้าลง เซี่ยเสี่ยวลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหยางเสวี่ยหัว ถึงแม้เพื่อนของเธอจะไม่ได้สวยจัดจ้านเท่าหลิวเยว่ แต่บุคลิกท่าทางและความสง่างามนั้นกินขาดแบบไม่เห็นฝุ่น
เจ้าก้อนหินในมิติยังคงเมาท์มอยไม่หยุด “เสี่ยวเสี่ยว ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไอ้ผัวเมียคู่นั้นน่ะ อนาคตกัดกันยังกับหมา แม่งทะเลาะกันทุกวัน สาเหตุก็เพราะไอ้ผู้ชายหน้าติ๋มนั่นแหละ เจ้าชู้ตัวพ่อ! แอบไปมีเมียน้อยแล้วไม่กลับบ้าน เมียหลวงก็เลยอาละวาดบ้านแตก จนสุดท้ายก็ซวยมาถึงเธอนั่นแหละ บอกเพื่อนเธอไปเลยว่าให้หนีไปให้ไกลๆ ไอ้คู่นี้มันตัวซวย!”
เซี่ยเสี่ยวทำได้แค่รับฟังเงียบๆ จะให้ไปบอกหยางเสวี่ยหัวตอนนี้ว่า ‘เธอโชคดีแล้วที่เลิกกับมัน เพราะอนาคตมันจะนอกใจเมีย’ ก็คงจะดูเป็นหมอดูตาทิพย์เกินไปหน่อย แต่ดูจากทรงแล้ว อนาคตคงบันเทิงน่าดู สวรรค์มีตาจริงๆ
เดินมาสักพักก็เจอเข้ากับกลุ่มของต่งเหม่ยหัวที่กำลังเดินสวนมาพอดี
“อ้าว ไปไหนกันมา เจอใครเหรอ?” ต่งเหม่ยหัวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หยางเสวี่ยหัวเงียบกริบ ไม่ยอมตอบอะไร เซี่ยเสี่ยวเลยต้องแก้ต่างให้ “ไม่มีอะไรหรอก แค่ทักคนผิดน่ะ”
“เมื่อกี้พวกยุวปัญญาชนชายคุยกันว่าจะขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาหนานหัวแน่ะ” หวังอ้ายหัวพูดแทรกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
เซี่ยเสี่ยวตาโตทันทีเมื่อได้ยินเรื่องของกิน “บนเขามีผลไม้ป่าด้วยใช่ไหม?”
“มีสิ! พวกเรากะว่าจะไปเก็บผลไม้ป่ากันเนี่ยแหละ พวกเธอจะไปด้วยกันไหม?” ต่งเหม่ยหัวชวน
“แล้วมันจะไม่อันตรายเหรอ?” หยางเสวี่ยหัวถามอย่างกังวล
“ไม่หรอก มีพวกผู้ชายไปด้วยตั้งหลายคน อีกอย่างเราแค่เก็บผลไม้อยู่แถวชายป่า ไม่ได้เข้าไปลึกเสียหน่อย” ต่งเหม่ยหัวยืนยันเสียงแข็ง
เซี่ยเสี่ยวแอบคิดในใจว่า ถ้าเจอสัตว์ป่าเข้าจริงๆ พวกผู้ชายคงวิ่งหนีเอาตัวรอดก่อนเพื่อนแน่ๆ แต่ปากท้องสำคัญกว่าความกลัว
“แล้วพี่อ้ายหัว พี่อวี้หัวกับพี่เฝิงอิงล่ะ?” เซี่ยเสี่ยวมองหาเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน
“สองคนนั้นขี้เกียจเดิน กลับไปนอนพักที่บ้านพักแล้ว” หวังอ้ายหัวตอบพลางคะยั้นคะยอ “ตกลงจะไปไหม ถ้าไปก็รีบเดินเถอะ เดี๋ยวตลาดวาย”
ยังไม่ทันที่เซี่ยเสี่ยวจะตอบตกลง เจ้าก้อนหินในหัวก็เชียร์ลั่น “ไปเลยๆ! เสี่ยวเสี่ยว ขึ้นเขาไปเถอะ เผื่อฟลุคเจอของดี!”
“ไปสิ” เซี่ยเสี่ยวหันไปถามหยางเสวี่ยหัว “พี่เสวี่ยหัว ไปเปิดหูเปิดตากันหน่อยไหม?”
หยางเสวี่ยหัวพยักหน้าเบาๆ “อืม ไปก็ไป”
ตอนนี้ในเมืองเงียบเหงา ร้านรวงก็มีของขายน้อย เดินไปก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ สู้ไปเดินป่าสูดอากาศบริสุทธิ์ยังดีกว่า
ทั้งสองคนเดินตามหลังกลุ่มของหวังอ้ายหัวและต่งเหม่ยหัวไปห่างๆ ปล่อยให้คนข้างหน้าคุยจ้อกันไป ส่วนพวกเธอก็เดินคุยกันเงียบๆ
“พี่เสวี่ยหัว อย่าไปใส่ใจกับไอ้ผู้ชายเฮงซวยกับผู้หญิงนิสัยเสียพรรค์นั้นเลยนะ โมโหไปก็เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ” เซี่ยเสี่ยวพยายามปลอบใจ เพราะสังเกตเห็นว่าหยางเสวี่ยหัวยังดูซึมๆ อยู่
หยางเสวี่ยหัวหลุดขำพรืดออกมาเมื่อได้ยินคำศัพท์แปลกๆ ของเซี่ยเสี่ยว “คำเปรียบเปรยของเธอนี่เห็นภาพดีจัง ‘ผู้ชายเฮงซวย’ เหรอ... อืม ก็เหมาะดีนะ”
ถึงปากจะบอกว่าตัดใจแล้ว แต่แววตาของเธอก็ยังมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ ลึกๆ แล้วความผูกพันมันไม่ได้ตัดขาดกันได้ง่ายๆ เหมือนตัดเชือก หยางเสวี่ยหัวถอนหายใจยาวก่อนจะเริ่มระบายความในใจ
“ฉันกับเขาโตมาด้วยกัน พ่อเขาทำงานอยู่หน่วยงานการศึกษา แม่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สนิทกับแม่ของฉันมาก บ้านเราไปมาหาสู่กันตลอด ฉันหมั้นกับเขาตอนอายุสิบหก... เรื่องนี้ไม่มีใครที่โรงเรียนรู้หรอกนะ พอเรียนจบมัธยมปลาย ทุกคนต้องลงมาชนบท เขามีพี่สาวทำงานแล้วคนหนึ่ง พี่สาวอีกคนก็เรียนมหาวิทยาลัย ตามกฎแล้วเขาต้องเป็นคนที่ถูกส่งตัวลงมา แต่ที่บ้านเขาทำใจไม่ได้ พยายามวิ่งเต้นหาลู่ทางทุกวิถีทางเพื่อรั้งตัวเขาไว้...”
[จบบท]