"ป้าเจิ้งคะ! พอเถอะค่ะ พี่เจี้ยซิงเขายังมีแผลที่ตัวอยู่นะคะ!"
เสียงของเซี่ยเสี่ยวร้องห้ามทัพด้วยความตกใจ ใจจริงเธอก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องในครอบครัวคนอื่นให้กระอักกระอ่วนใจเล่นหรอก แต่เกาเจี้ยซิงคนนี้เพิ่งจะช่วยชีวิตเธอไว้หมาดๆ แถมตอนนี้สภาพเขาก็ดูไม่จืด ยังมีหน้ามีตามาให้แม่ถือไม้ไล่หวดอีก ขืนเธอปล่อยให้ป้าเจิ้งฟาดไม้ลงไปจริงๆ มีหวังผู้มีพระคุณของเธอได้เดี้ยงซ้ำสองแน่
ทันทีที่ได้ยินเสียงทัก เจิ้งเซี่ยงหงชะงักมือที่กำลังเงื้อไม้ทันที พลางหันมามองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากนางยักษ์เป็นนางฟ้าในชั่วพริบตา
"โอ๊ย หนูไม่ต้องไปสนมันหรอก ไอ้ลูกเวรนี่มันมีเรื่องชกต่อยเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว วันไหนไม่พกแผลกลับมาบ้านสิป้าถึงจะแปลกใจ" เจิ้งเซี่ยงหงทิ้งไม้ลงข้างตัว ก่อนจะเดินปรี่เข้ามาคว้าแขนเซี่ยเสี่ยวอย่างสนิทสนม "มาๆ เสี่ยวเสี่ยว วันนี้หนูต้องอยู่กินข้าวเย็นที่นี่แหละ เดี๋ยวป้าจะทำของอร่อยให้กิน ป้าจะไม่เรียกหนูว่ายุวปัญญาชนเซี่ยแล้วนะ ฟังดูห่างเหินชะมัด"
พูดจบ เจิ้งเซี่ยงหงก็ลากแขนเซี่ยเสี่ยวให้เดินตามออกมาจากลานบ้านทันที ทิ้งลูกชายตัวดีไว้นอกสายตา เซี่ยเสี่ยวเดินตามแรงลากไปแบบงงๆ ใจหนึ่งก็รู้สึกเกรงใจ เพราะเมื่อกี้ตอนเจอกันหน้าประตู เกาเจี้ยซิงอุตส่าห์กระซิบไล่ให้เธอรีบกลับไปเพราะไม่อยากให้เห็นสภาพสะบักสะบอมของเขา
แต่เธออุตส่าห์แบกของมาขอบคุณถึงที่ จะให้วางของแล้ววิ่งหนีกลับไปเลยก็ดูจะแล้งน้ำใจไปหน่อย
เจิ้งเซี่ยงหงคนนี้เป็นคนกระตือรือร้น นิสัยใจคอเปิดเผย ตรงไปตรงมาแบบชาวบ้านร้านตลาดขนานแท้ ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้เห็นฉากแม่เสือคำรามใส่เกาเจี้ยซิง เซี่ยเสี่ยวคงนึกว่าป้าแกเป็นคนใจดีแบบไม่มีโหมดโหด
"ป้าเจิ้งคะ ไม่ต้องลำบากทำกับข้าวหรอกค่ะ ฉันกลับไปกินที่โรงอาหารของทีมการผลิตก็ได้ อย่าสิ้นเปลืองเสบียงอาหารของที่บ้านเลยค่ะ" เซี่ยเสี่ยวรีบปฏิเสธพัลวัน ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ การกินข้าวบ้านคนอื่นถือเป็นเรื่องใหญ่
"จะมาเกรงใจป้าทำไมเล่า เอ้า รีบนั่งลงก่อน เดี๋ยวป้าจะไปนวดแป้งลวกเกี๊ยวให้กิน ไหนๆ หนูอุตส่าห์หิ้วแป้งหมี่ชั้นดีมาให้ตั้งเยอะแยะ ขนาดนี้แล้วต้องลองชิมฝีมือป้าสักมื้อ" เจิ้งเซี่ยงหงพูดเองเออเองเสร็จสรรพ ก็คว้าถุงแป้งหมี่ที่เซี่ยเสี่ยวเอามา เดินฮัมเพลงเข้าครัวไปหน้าตาเฉย
เซี่ยเสี่ยวทำท่าจะตามเข้าไปช่วย แต่ถูกเจิ้งเซี่ยงหงไล่ออกมา เลยต้องกลับมานั่งแกร่วอยู่ตรงโต๊ะในห้องโถงกลาง
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นชุดเครื่องเขียนที่วางกองอยู่บนโต๊ะ พู่กันกับน้ำหมึกที่เธอเอามายังวางแอ้งแม้งอยู่ เซี่ยเสี่ยวเดาว่าป่านนี้เกาเจี้ยซิงคงทายาเสร็จแล้ว จึงตัดสินใจหยิบของเหล่านั้นเดินไปที่ห้องของเขา
ก๊อกๆ...
"เธอเอาอะไรมาบ้าง?"
เสียงห้าวๆ ถามขึ้นทันทีที่เธอเดินเข้าไป เกาเจี้ยซิงใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขานั่งเก๊กท่าอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แต่ท่าทางยังดูขัดยอกชอบกล
เซี่ยเสี่ยววางพู่กันและขวดน้ำหมึกลงตรงหน้าเขา "ฉันเอาแป้งหมี่กับน้ำตาลทรายแดงมาให้ป้าเจิ้ง แล้วก็นี่...พู่กันกับน้ำหมึก ซื้อมาฝากนายค่ะ"
เกาเจี้ยซิงเหลือบตามองของบนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเธอ "ขอน้ำตาลกินก้อนนึงสิ"
"หือ?" เซี่ยเสี่ยวชะงักไปนิดนึง นึกว่าจะพูดเรื่องอะไรที่มันซึ้งใจกว่านี้ "อ้อ... ได้สิ"
เธอเดินออกไปที่ห่อของ บิเอาน้ำตาลทรายแดงก้อนขนาดพอคำเดินกลับเข้ามาส่งให้เขา
ชายหนุ่มรับไปโยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ทำหน้านิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องระดับชาติ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "วันนี้ฉันคนเดียวนัดกับพวกมันเจ็ดคน"
เซี่ยเสี่ยว "..."
อะไรของเขา? นี่กำลังอวดสรรพคุณความห้าวเป้งให้เธอฟังเหรอ? หรือต้องการคำชมเชยว่า 'โห พี่เจี้ยซิงเท่สุดๆ ไปเลยค่า' อย่างนี้เหรอ?
เซี่ยเสี่ยวพยายามปรับสีหน้าให้ดูชื่นชม "เก่งจังเลยค่ะ... แล้วทำไมถึงต้องไปมีเรื่องกันด้วยล่ะคะ?"
"ก็ไอ้พวกบ้านั่นมันหน้าตาชวนโดนตีน" เกาเจี้ยซิงตอบสั้นๆ เม้มปากแน่นแล้วทำหน้าบึ้งตึงเหมือนไม่อยากพูดถึงอีก
เซี่ยเสี่ยวได้แต่ยิ้มแห้งๆ เธอไม่รู้จะจูนคลื่นความถี่ให้ตรงกับพ่อหนุ่มเลือดร้อนคนนี้ยังไงดี ชาติก่อนชีวิตของเธอมีแต่เรียนกับทำงานบ้าน พอขึ้นมัธยม ช่วงปิดเทอมเธอก็ต้องดิ้นรนไปรับจ้างขายของบ้าง ขายเสื้อผ้าบ้างเพื่อหาเงินค่าขนม
ก่อนขึ้น ม.ปลาย พ่อแม่ยังพอจะช่วยจ่ายค่าเทอมให้ แต่เรื่องค่าขนมน่ะเหรอ... ฝันไปเถอะ ปีหนึ่งเธอจะได้เสื้อผ้าใหม่กับรองเท้าผ้าใบสักคู่ก็ตอนตรุษจีน นอกนั้นต้องรอรับมรดกตกทอดเป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ของน้องชายมาใส่
ถ้าฐานะทางบ้านยากจนจริงๆ เซี่ยเสี่ยวก็คงไม่น้อยใจหรอก แต่ความจริงแล้วพ่อแม่ของเธอทำงานโรงกลั่นน้ำมัน รายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่พวกเขามีค่านิยมฝังหัวเรื่อง 'ลูกชายคือมังกร ลูกสาวคือหนอนไม้' จะควักเงินให้ลูกสาวสักหยวนมือสั่นเหมือนเจ้าเข้า แต่ถ้าเป็นลูกชาย ต่อให้ผลาญเงินเป็นฟ่อนก็ยิ้มหน้าบาน
เพราะแบบนี้ เซี่ยเสี่ยวถึงต้องสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก
"หนังสือพวกนี้อ่านได้ไหมคะ?" เซี่ยเสี่ยวชี้ไปที่กองหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นยุค 70 บนโต๊ะเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
"ตามสบาย" เกาเจี้ยซิงยักไหล่
เซี่ยเสี่ยวหยิบหนังสือของเกาเจี้ยซิงมาเปิดดูผ่านๆ มีทั้งภาษาจีน พีชคณิต ภาษาอังกฤษ... เธอแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เนื้อหาพวกนี้สำหรับเธอมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
"นี่... เธออยากตอบแทนบุญคุณที่ฉันช่วยชีวิตไว้ใช่ไหม?" จู่ๆ เกาเจี้ยซิงก็โพลงขึ้นมา สายตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าหงึกๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินข้อเสนอสุดประหลาดจากปากผู้มีพระคุณ "งั้นการบ้านของวันนี้เธอช่วยฉันทำหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต ยุวปัญญาชนอย่างเธออย่างน้อยก็ต้องจบ ม.ต้น มา การบ้านแค่นี้คงจิ๊บจ๊อยใช่ไหมล่ะ?"
"..." เซี่ยเสี่ยวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หนี้ชีวิตแลกกับการทำการบ้านเนี่ยนะ? เธอได้แต่แย้งเสียงอ่อย "แต่ลายมือฉันกับของนายไม่เหมือนกันนะคะ ครูจับได้แน่"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า เธอก็ดูตัวหนังสือฉันแล้วก็เขียนโย้ๆ เย้ๆ ให้มันคล้ายๆ กันก็พอ ตกลงเธอทำเป็นหรือเปล่าเนี่ย" เกาเจี้ยซิงหรี่ตามองอย่างจับผิด
เซี่ยเสี่ยวกัดฟันกรอด อยากจะตะโกนใส่หน้าว่า 'ฉันจบสูงกว่านายเยอะย่ะ!' แต่สุดท้ายก็จำใจพยักหน้า
เกาเจี้ยซิงรีบร่ายยาวรายการการบ้านวันนี้อย่างรวดเร็วราวกับกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ
เซี่ยเสี่ยวฉุกคิดขึ้นได้ว่าลายมือของตัวเองในตอนนี้กับเจ้าของร่างเดิมก็ไม่เหมือนกัน ขืนเขียนไปมั่วๆ อาจจะโป๊ะแตกได้ เธอจึงเสนอทางออก "ฉันสอนนายเขียนดีกว่าค่ะ คือว่า... ร่างกายฉันยังไม่หายดีเท่าไหร่ นั่งเขียนนานๆ จะเวียนหัว"
"ฉันเจ็บมือ" เกาเจี้ยซิงตอบหน้าตาย ยกมือที่พันผ้าก๊อซขึ้นมาโชว์
เซี่ยเสี่ยวถึงบางอ้อ ที่แท้ก็เจ็บมือจากการไปเป็นพระเอกหนังบู๊มานี่เอง เธอมองมือที่มีรอยถลอกปอกเปิกของเขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมพยักหน้าตกลงเป็นทาสรับใช้ทำการบ้านให้แต่โดยดี
ดังนั้นเมื่อเกากั๋วเฉียงและเกาเจี้ยจื๋อกลับมาถึงบ้าน แล้วเห็นเซี่ยเสี่ยวกับเกาเจี้ยซิงสุมหัวกันอยู่ในห้อง พวกเขาก็แปลกใจเล็กน้อย เกาเจี้ยซิงรีบออกตัวหน้าตาเฉย "สหายเซี่ยกำลังติวหนังสือให้ผมอยู่ครับ"
เซี่ยเสี่ยวหน้าร้อนวูบ รู้สึกผิดที่ต้องสมรู้ร่วมคิดโกหกผู้ใหญ่ โชคดีที่ลุงเกากับพี่ใหญ่ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบหลักฐาน เธอเลยรอดตัวไป
การบ้านมีไม่เยอะเท่าไหร่ พอดีกับที่เจิ้งเซี่ยงหงตะโกนบอกว่าลวกเกี๊ยวเสร็จ เซี่ยเสี่ยวก็วางปากกาพอดี
เกาเจี้ยซิงหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาดู เลิกคิ้วสูงอย่างทึ่งๆ "เฮ้ย... เธอก็เก่งใช้ได้นี่หว่า"
เซี่ยเสี่ยวอมยิ้มมุมปาก 'แน่นอนสิยะ ฉันเป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิเชียวนะ' เธอคิดในใจ
"เสี่ยวเสี่ยว ออกมากินเกี๊ยวได้แล้วลูก!" เสียงเรียกของเจิ้งเซี่ยงหงดังลอยมาจากห้องโถงกลาง
เซี่ยเสี่ยวขานรับ แล้วลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป
เกาเจี้ยซิงพูดไล่หลังขึ้นมาว่า "วันหลังถ้าเธอมีปัญหาอะไร หรือใครมารังแก ก็มาบอกฉัน รับรองว่าฉันจัดการให้ได้แน่นอน"
เซี่ยเสี่ยวแปลความหมายในใจได้ทันทีว่า 'ใครซ่ากับเธอ บอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปกระทืบมันให้'
เธอหันกลับมายิ้มหวานแล้วบอกเกาเจี้ยซิงว่า "นายเองก็ตั้งใจเรียนด้วยนะคะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็มาถามฉันได้ ฉันอาจจะไม่เก่งภาษารัสเซีย แต่วิชาอื่นรับรองว่าไม่มีปัญหาค่ะ"
หลังจากเซี่ยเสี่ยวเดินออกไป เกาเจี้ยซิงก็นั่งมองสมุดการบ้านบนโต๊ะเงียบๆ ความรู้สึกที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงตัวเปี๊ยกที่อายุน้อยกว่า แถมยังดูบอบบางเหมือนจะปลิวลมได้ มันช่างน่าเจ็บใจพิลึก
เกาเจี้ยซิงจ้องมองตัวอักษรในบทเรียน ปกติเขาเป็นฝ่ายจ้องมันตาเขม็งแต่ไม่เคยรู้เรื่อง แต่วันนี้เขากลับอ่านมันเข้าใจอย่างน่าประหลาด มหัศจรรย์จริงๆ หรือว่าเขาจะฉลาดขึ้นเพราะโดนตีหัว?
"สวัสดีค่ะลุงเกา พี่ใหญ่เกา" เซี่ยเสี่ยวทักทายหัวหน้าทีมกับเกาเจี้ยจื๋ออย่างนอบน้อม
เกาเจี้ยซิงหน้าตาถอดแบบลุงเกามาเปี๊ยบ ทั้งคิ้วเข้มตาโต ตัวสูงใหญ่เหมือนหมีควาย แข็งแรงบึกบึน แต่ได้ส่วนผสมความคมคายของเจิ้งเซี่ยงหงมาช่วยชีวิตไว้ เกาเจี้ยซิงเลยดูหล่อเข้มแบบดิบๆ
ส่วนเกาเจี้ยจื๋อสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบสาม แม้จะไม่สูงใหญ่เท่าเกาเจี้ยซิง แต่เขาได้เค้าโครงหน้าหวานๆ ของแม่มาเยอะกว่า จึงดูสุภาพเรียบร้อยและหน้าตาหมดจดกว่าน้องชายจอมหาเรื่อง
ลุงเกากับเจิ้งเซี่ยงหงหน้าตาบ้านๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ลูกชายทั้งสองคนกลับดูดีแบบ 'กลายพันธุ์ในทางที่ดี' เห็นได้ชัดว่าธรรมชาติช่างสรรสร้าง คัดเอาแต่ยีนเด่นของพ่อแม่มารวมกัน
ลุงเกานั่งหน้าขรึม บุคลิกดูจริงจังและดุดัน สมกับเป็นหัวหน้าทีมการผลิตผู้ทรงอิทธิพล
และก็เป็นไปตามคาด เซี่ยเสี่ยวได้ยินเกากั๋วเฉียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจ "สหายเซี่ย นั่งลงเถอะ มาก็มาสิ ขนของมาทำไมเยอะแยะ ที่นี่เราไม่นิยมธรรมเนียมมอบของกำนัลแบบนี้หรอกนะ ครั้งนี้หยวนๆ ให้ แต่ครั้งหน้าห้ามทำอีก"
เซี่ยเสี่ยวยิ้มรับปากอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับเถียงฉอดๆ 'ถ้าหนูมามือเปล่า หนูจะกล้าเสนอหน้าเข้าบ้านลุงไหมล่ะคะ ยิ่งอยู่กินข้าวเย็นด้วยยิ่งแล้วใหญ่'
เพียงแต่พอมองเห็นแกงจืดไข่น้ำสีเหลืองทอง กับเกี๊ยวนึ่งควันฉุยบนโต๊ะ เซี่ยเสี่ยวก็หน้าร้อนผ่าวด้วยความเกรงใจ ของพวกนี้ถือเป็นอาหารเหลาในยุคนี้เลยนะ พอเห็นเจิ้งเซี่ยงหงเดินถือจานออกมาจากครัว เธอรีบทักขึ้นว่า "ป้าเจิ้งคะ... นี่ป้าใส่ไข่ไก่ลงไปจริงๆ เหรอคะเนี่ย?"
"อ้าว ไข่ไก่มีไว้กิน ไม่ได้มีไว้บูชาซะหน่อย วันนี้ป้าทำเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวใส่ไข่ หนูต้องกินให้พุงกางเลยนะ นี่ก็ทำจากแป้งหมี่ที่หนูเอามาทั้งนั้นแหละ กินให้อร่อยไม่ต้องเกรงใจ!"
[จบบท]