บรรยากาศภายในบ้านตระกูลเกาดูตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อหยางฮว่าเดินหน้ามุ่ยกลับเข้ามา หลินเสวี่ยปี้ที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ไม่สบอารมณ์ของว่าที่ลูกสะใภ้จึงเอ่ยปากทักทายด้วยความสงสัย
“เป็นอะไรไปล่ะนั่น ทำไมออกไปข้างนอกแป๊บเดียวถึงทำหน้าบอกบุญไม่รับกลับมาแบบนั้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
หยางฮว่ากระแทกตัวลงนั่งพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ก็ที่นอนของฉันน่ะสิคะ โดนคนอื่นแย่งไปแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเสวี่ยปี้กลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะโบกมือไปมาคล้ายกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย “โอ๊ย โดนแย่งก็ปล่อยให้เขาแย่งไปเถอะน่า อีกไม่นานเธอก็ต้องแต่งเข้ามาอยู่ที่บ้านนี้แล้ว จะไปสนที่นอนตรงนั้นทำไมกัน ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเด็กในท้องต่างหาก เธอต้องระวังตัวให้มากนะ ช่วงสามเดือนแรกนี่สำคัญที่สุด ถ้าไม่ระวังจนแท้งไป เดี๋ยวจะหาลูกยากเอานะบอกไว้ก่อน”
ลึกๆ แล้วหลินเสวี่ยปี้ไม่ได้รู้สึกพอใจในตัวหยางฮว่าสักเท่าไหร่นัก การที่ผู้หญิงคนหนึ่งยอมปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนท้องก่อนแต่งแบบนี้ ในสายตาของคนเป็นแม่สามีก็มองว่าดูไม่รักนวลสงวนตัว แต่ถึงอย่างนั้นหลานในท้องก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเกา เธอจึงต้องยอมรับสภาพไปตามระเบียบ
ทว่าปฏิกิริยาของแม่เฒ่าเกานั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หญิงชรามองเรื่องนี้ในมุมที่ต่างกันสุดขั้ว การที่หลานชายคนโตของเธออย่างเกาเจี้ยนหมินสามารถหาเมียได้ แถมยังกำลังจะมีเหลนให้เธออุ้มชู เป็นเรื่องที่น่าปิติยินดีที่สุด แม่เฒ่าเกาจึงรักและเอ็นดูหยางฮว่าชนิดที่เรียกว่าริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม
อาจจะเป็นเพราะความรักแบบข้ามรุ่น หรืออาจจะเป็นเพราะแม่เฒ่าเกาเกลียดขี้หน้าเจิ้งเซี่ยงหงเข้าไส้ พอเห็นใครที่เป็นศัตรูกับฝั่งบ้านนั้น แม่เฒ่าเกาก็พร้อมจะอ้าแขนรับและมอบความรักให้ทันที ยิ่งมองหยางฮว่าก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา ราวกับเห็นเพชรเม็ดงามในมือ
“พูดจาอะไรไม่เป็นมงคลแบบนั้น” แม่เฒ่าเกาตวาดแว้ดใส่ลูกสะใภ้อย่างหลินเสวี่ยปี้ทันควัน ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววไม่พอใจ “หล่อนนี่เป็นแม่ผัวประสาอะไร หลานสะใภ้กำลังท้องกำลังไส้ แทนที่จะพูดจาดีๆ กลับไปพูดจากระแทกแดกดันอยู่ได้”
หลังจากดุลูกสะใภ้เสร็จ หญิงชราก็หันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้หยางฮว่าพร้อมกวักมือเรียก “แม่หนูฮว่าเอ๊ย มาหาคุณย่าทางนี้มาลูก”
“ค่ะ คุณย่า” หยางฮว่ารีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้หวานหยด ขานรับอย่างว่าง่ายแล้วเดินเข้าไปหาแม่เฒ่าเกา ท่าทางสนิทสนมประจบเอาใจนั้นทำให้หลินเสวี่ยปี้ที่มองอยู่ถึงกับเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้
หยางฮว่ารู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ แม่เฒ่าเกาคือผู้มีอิทธิพลตัวจริงที่ใครก็ไม่กล้าหือ ขนาดเจิ้งเซี่ยงหงที่ว่าแน่ยังเคยโดนแม่เฒ่าเกาจัดการจนอยู่หมัด ดังนั้นการมีแม่เฒ่าเกาหนุนหลังย่อมเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด
การที่หยางฮว่าทำตัวสนิทสนมกับแม่เฒ่าเกา ยิ่งทำให้หลินเสวี่ยปี้ไม่พอใจมากขึ้นไปอีก เดิมทีก็ไม่ชอบใจเรื่องท้องก่อนแต่งอยู่แล้ว พอเห็นลูกสะใภ้ข้ามหัวไปประจบแม่ผัวของตน ก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตาพาลให้หงุดหงิดใจ
“น่าเสียดายจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรอฤกษ์ยาม ป่านนี้พวกเธอคงได้จดทะเบียนกันไปนานแล้ว” แม่เฒ่าเกาพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย พลางดึงมือของหยางฮว่ามากุมไว้แล้วตบหลังมือเบาๆ อย่างปลอบโยน “หนูอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะนะ คิดซะว่าที่นี่คือบ้านของหนู ย่าคนนี้ยอมรับหนูเป็นหลานสะใภ้แล้ว หนูมีหน้าที่แค่ดูแลตัวเองให้ดี คลอดเหลนตัวอ้วนท้วนให้ย่าก็พอ ตราบใดที่ย่าแก่คนนี้ยังมีลมหายใจอยู่ รับรองว่าจะไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังแกหนูได้”
คำประกาศิตที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่เฒ่าเกาทำให้หัวใจที่ขุ่นมัวของหยางฮว่ากลับมาพองโตอีกครั้ง แม้เธอจะยังรู้สึกเคืองเกาเจี้ยนหมินที่ปกป้องเธอไม่ได้ในเรื่องที่นอน แต่พอมีแม่เฒ่าเกาออกหน้าให้แบบนี้ ความโกรธก็ทุเลาลง
ตลอดทั้งวันนั้น เกาเจี้ยนหมินต้องคอยตามง้อเอาใจหยางฮว่าสารพัด ยอมลดศักดิ์ศรีลงมาเพื่อทำให้เธอพอใจ จนในที่สุดหยางฮว่าก็ยอมหายโกรธ
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของพวกเซี่ยเสี่ยว หลังจากที่ปลอบใจและจัดการเรื่องของสวีเหมยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็กลับมารวมตัวกันที่ห้องพักและเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ดูๆ ไปแล้ว หยางฮว่าก็นับว่าโชคดีเหมือนกันนะที่ได้แต่งงานไป เห็นไหมว่าเกาเจี้ยนหมินดูห่วงใยเธอขนาดไหน” เฝิงอิงเปิดประเด็นขึ้นมาพลางทำท่าทางประกอบ
ซุนอวี้หัวแค่นหัวเราะในลำคอ “หึ เกาเจี้ยนหมินน่ะเหรอ ต่อหน้าเกาเจี้ยซิงก็เป็นได้แค่คนขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นแหละ ไม่เห็นจะแน่จริงตรงไหน”
หยางเสวี่ยหัวส่ายหน้าเบาๆ “เซี่ยเสี่ยว เธออย่าไปเก็บคำพูดของหยางฮว่ามาใส่ใจเลยนะ ผู้หญิงคนนั้นสติสตังไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอก”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย “ก็นั่นน่ะสิคะ ฉันก็ว่าเธอป่วยแน่ๆ เห็นหน้าฉันทีไรเป็นต้องวิ่งเข้ามากัดเหมือนหมาบ้าทุกที”
ทันใดนั้น ต่งเหม่ยหัวที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็หันขวับมามองเซี่ยเสี่ยว ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “เซี่ยเสี่ยว พักนี้ฉันรู้สึกว่าคำพูดคำจาของเธอมันดูแหลมคมบาดหูชอบกลนะ”
เซี่ยเสี่ยวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “คนเราไม่ใช่ก้อนดินก้อนทรายนี่คะ จะได้ไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไร ฉันก็มีขีดจำกัดของฉันเหมือนกัน ถ้ามัวแต่ยอมคน เขาก็จะคิดว่าฉันรังแกง่าย ที่ผ่านมาฉันไม่ถือสาหาความเพราะไม่อยากจะลดตัวลงไปทะเลาะด้วยต่างหาก”
“คงเป็นเพราะว่าเธอสนิทกับป้าเจิ้งแล้วสินะ ถึงได้ดูมีปากมีเสียง มั่นอกมั่นใจขึ้นมา วันนี้ขนาดเกาเจี้ยซิงยังออกโรงปกป้องเธอเลยนี่” ต่งเหม่ยหัวพูดเหน็บแนม สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ
เซี่ยเสี่ยวหรี่ตามองต่งเหม่ยหัว ก่อนจะย้อนกลับไป “ถ้าพูดเรื่องความมั่นใจ ฉันว่าเธอก็ดูมีความมั่นใจไม่แพ้กันหรอกนะ ก็แหม เธอเป็นถึงว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดของหัวหน้าหลี่เลยนี่นา”
“เซี่ยเสี่ยว เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” ต่งเหม่ยหัวหน้าตึงขึ้นมาทันที
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ เหม่ยหัว ฉันก็สงสัยเหมือนกันนะว่าฉันไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจนักหนา มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ สิ ไม่ใช่มาคอยพูดจาถากถางแดกดันกันอยู่แบบนี้ เธอไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือไง”
“เธอ!” ต่งเหม่ยหัวถลึงตาใส่ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เซี่ยเสี่ยวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เธอพูดต่อทันที “หัวหน้าหลี่บอกว่าเธอเป็นคนมีวาสนา แต่ก่อนฉันก็เคยคิดนะว่าเธอเป็นคนน่ารัก รูปร่างอวบอิ่มดูใจดี หน้าตาก็ดูสบายตาน่าคบหา แต่เดี๋ยวนี้เธอลองส่องกระจกดูตัวเองบ้างไหม ว่าหน้าตาเธอมันดูบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาแค่ไหน”
เซี่ยเสี่ยวเริ่มสงสัยว่า หรือเป็นเพราะต่งเหม่ยหัวไปคลุกคลีกับหลี่เชิ่งเหม่ยมากเกินไป ถึงได้ซึมซับนิสัยแย่ๆ มา จากคนที่เคยดูจิตใจดี ตอนนี้กลับมีแต่กลิ่นอายความริษยาแผ่ออกมา
“เหม่ยหัว ที่เซี่ยเสี่ยวพูดก็มีส่วนถูกนะ เธอเองอาจจะไม่รู้ตัว แต่ช่วงหลังมานี้เธอชอบพูดจาประชดประชันแปลกๆ ไม่รู้ไปติดนิสัยใครมา” หวังอ้ายหัวช่วยเสริมอีกแรง
“พวกเธอก็เข้าข้างแต่เซี่ยเสี่ยวกันหมดนั่นแหละ!” ต่งเหม่ยหัวตวาดเสียงดังลั่นห้อง “ยัยนี่แหละตัวดี ต่อหน้าทำเป็นคนดี แต่ลับหลังเสแสร้งเก่งจะตายไป”
เซี่ยเสี่ยวปรบมือเปาะแปะด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ดี พูดออกมาให้หมด แบบนี้แหละดีกว่ามาทำเป็นดีด้วยแต่ปากพูดจากระแนะกระแหน ฉันบอกตรงๆ นะ ถ้าเธอไม่รังเกียจความจอมปลอมของตัวเอง ฉันนี่แหละที่รังเกียจความดัดจริตของเธอ”
“ก็แหงล่ะสิ พอไปเกาะขาป้าเจิ้งได้ ก็ทำตัวปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาเลยนะ ถ้าเป็นเซี่ยเสี่ยวคนก่อนไม่มีทางกล้าปากดีแบบนี้หรอก วันๆ เอาแต่ทำตัวขี้ขลาดตาขาว ใจแคบจะตาย”
พอได้ยินต่งเหม่ยหัวพูดพาดพิงถึงเจ้าของร่างเดิม เซี่ยเสี่ยวก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ แม้เธอจะเป็นวิญญาณที่มาอาศัยร่างนี้ แต่เธอก็รู้สึกสงสารเด็กสาวคนเก่าไม่น้อย การที่ต่งเหม่ยหัวมาดูถูกคนตายแบบนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
“เธอว่าฉันใจแคบ แล้วคนอย่างเธอล่ะใจกว้างนักหรือไง” เซี่ยเสี่ยวสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าเธอใจกว้างจริง คงไม่เที่ยวไปยืมของคนอื่นเขาไปทั่วแบบนี้หรอกมั้ง ยืมครีมตลับหอย ยืมเข็ม ยืมด้าย ลามไปยืมเสื้อผ้า ยืมรองเท้า เธอเองก็โตๆ แล้ว แถมยังมีความรู้ การศึกษาก็ดี หัดรู้จักระวังคำพูดคำจาบ้างเถอะ ไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาเพื่อให้คนอื่นรังแกหรอกนะ ฉันเองก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดีอะไรขนาดนั้น ที่ผ่านมาฉันแค่ไม่อยากถือสา แต่คนเรามันก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน ขนาดหมาจนตรอกมันยังกัด แล้วนับประสาอะไรกับคน”
เซี่ยเสี่ยวนึกถึงเจ้าของร่างเดิม แม้อายุในทะเบียนบ้านจะเท่ากัน แต่ความจริงแล้วเด็กคนนั้นอายุน้อยกว่าต่งเหม่ยหัวถึงสามปี เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวต้องระหกระเหินจากบ้านมาไกลถึงชายแดนทุรกันดารแบบนี้ ความหวาดกลัวและความระมัดระวังตัวมันเป็นเรื่องปกติ แต่ในสายตาของต่งเหม่ยหัว กลับมองว่านั่นคือความขี้ขลาดและใจแคบ มองว่าคนเมืองอย่างเซี่ยเสี่ยวทำตัวไม่สมฐานะ ทั้งที่ความจริงแล้วต่งเหม่ยหัวเองต่างหากที่เอาเปรียบคนอื่น
“เซี่ยเสี่ยว... เธอ... เธอรังแกฉันเกินไปแล้วนะ” ต่งเหม่ยหัวขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“ฉันรังแกเธอเหรอ เหม่ยหัว เธอลองถามใจตัวเองดูนะ เวลาเธอมายืมของ ฉันเคยปฏิเสธเธอสักครั้งไหม ครีมตลับหอยกระปุกนั้นฉันแทบไม่ได้แตะ แต่พอเธอจะใช้ฉันก็ให้ยืม เราต่างก็จากบ้านมาไกล มาอยู่รวมกันที่นี่ ฉันเห็นแก่คำว่าเพื่อน เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา ฉันถึงยอมทนฟังคำพูดแย่ๆ ของเธอมาตลอด ฉันยังจำได้ดีตอนที่ฉันโดนงูกัด เธอเป็นคนแรกๆ ที่เข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง ตอนนั้นเธอน่ารักมากนะ ฉันชอบเธอในตอนนั้นมาก แต่ตอนนี้... เธอกลับทำตัวเป็นศัตรูกับฉันตลอดเวลา บางทีเธออาจจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเธอน่ะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างอึ้งกับคำพูดที่พรั่งพรูออกมาของเซี่ยเสี่ยว
หยางเสวี่ยหัวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เหม่ยหัว ที่เซี่ยเสี่ยวพูดมาก็ถูกนะ เธอลองฟังดูดีๆ เซี่ยเสี่ยวเขายังเป็นห่วงเธออยู่นะ อย่าเพิ่งโกรธที่เขาพูดแรงๆ เลย ช่วงนี้พวกเราทุกคนก็รู้สึกเหมือนกันว่าเธอเปลี่ยนไปจริงๆ เธอมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า เล่าให้พวกเราฟังได้นะ ในห้องพักนี้พวกเราก็อยู่กันแบบพี่แบบน้อง เซี่ยเสี่ยวเองก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย มีปัญหาอะไรก็บอกมาเถอะ พวกเราจะได้ช่วยกันแก้ไข”
[จบบท]