บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนสองคน เกาเจี้ยซิงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าคิ้วขมวดเป็นปม สายตาของเขาฉายแววไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม
"เธอจะอยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม"
เซี่ยเสี่ยวแสร้งทำหูทวนลม ตีหน้าซื่อตาใสเหมือนเด็กไม่รู้ความ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ก็ไม่ได้จะเอาไปทำอะไรนี่คะ แค่อยากรู้ไว้ประดับสมองเฉยๆ ไม่ได้เหรอ"
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความดื้อรั้นของอีกฝ่าย
"ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ เรื่องพรรค์นี้เธออย่าไปยุ่งเลยดีกว่า รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้อิ่มท้อง แถมจะพาความซวยมาให้เสียเปล่าๆ"
พอโดนตัดบทแบบนี้ เซี่ยเสี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะเบะปากใส่ด้วยความขัดใจ
"เมื่อก่อนพี่รองเกายังยอมเล่าให้ฉันฟังตั้งหลายเรื่อง ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงทำตัวมีลับลมคมในล่ะคะ หรือว่ามีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่"
เกาเจี้ยซิงหรี่ตามองคนช่างซักไซ้ ก่อนจะสวนกลับเจ็บแสบ
"นี่เธอไม่สังเกตตัวเองบ้างเลยหรือไง พักหลังมานี้คำพูดคำจาของเธอชักจะเหมือนพวกนักเลงหัวไม้เข้าไปทุกวัน ความกล้าก็มีเยอะจนล้นเกินผู้หญิงปกติ ระวังตัวไว้เถอะ ทำตัวห้าวเป้งแบบนี้ระวังสามีในอนาคตจะหนีหายหมด เอาแต่ใจจนไม่มีใครกล้ามาสู่ขอแล้วจะหนาว"
เซี่ยเสี่ยวฟังแล้วก็ยักไหล่ ไม่สะทกสะท้านกับคำขู่แม้แต่น้อย ความมั่นใจในตัวเองของเธอมันทะลุปรอทไปไกลแล้ว
"เรื่องนั้นพี่วางใจได้เลยค่ะ ต่อให้สาวๆ ทั้งโลกขายไม่ออก คนคนนั้นก็ต้องไม่ใช่ฉันแน่นอน ระดับนี้แล้ว"
เกาเจี้ยซิงเลิกคิ้วสูง หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบพลางกวาดสายตามองพิจารณาใบหน้าของหญิงสาวอย่างละเอียด แล้ววิจารณ์ออกมาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม
"มั่นหน้าเหลือเกินนะแม่คุณ หน้าตาเธอก็จัดว่าแค่พอดูได้แบบถูไถเท่านั้นแหละ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าตอนนี้ชื่อเสียงวีรกรรมของเธอมันดังกระฉ่อนไปถึงทีมการผลิตหงซิงแล้ว หนุ่มๆ ทั้งสองหมู่บ้านเขาพากันขยาดจนต้องถอยห่างจากเธอหมด เมื่อก่อนยังมีคนจากฝั่งหงซิงมาเลียบๆ เคียงๆ ถามเรื่องเธอกับฉันอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อเธอสักคน"
ต่อมความอยากรู้อยากเห็นของเซี่ยเสี่ยวทำงานทันที เธอเมินประโยคที่เขาว่าเธอหน้าตาแค่ 'พอดูได้' ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แล้วรีบถามเข้าประเด็น
"ใครคะ ใครเป็นคนมาถามถึงฉัน"
เกาเจี้ยซิงปรายตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะตอบเสียงเรียบ
"ก็ลูกชายของหัวหน้าทีมการผลิตหงซิงไง หลิวไห่กั๋ว..."
"พรู๊ด!"
น้ำที่เซี่ยเสี่ยวกำลังยกขึ้นดื่มพุ่งออกจากปากราวกับท่อประปาแตก ละอองน้ำสาดกระจายพุ่งใส่เป้าหมายตรงหน้าอย่างแม่นยำ
เกาเจี้ยซิงหลับตาแน่น ไม่ทันได้ขยับหนีด้วยซ้ำ ใบหน้าของเขาเปียกโชก หยดน้ำไหลย้อยจากปลายคางลงมาที่คอเสื้อ สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนจากเรียบเฉยกลายเป็นมืดครึ้มเหมือนเมฆฝนตั้งเค้าพายุ
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น จ้องเขม็งไปที่ตัวต้นเหตุ
"นี่เธอจงใจแกล้งฉันใช่ไหม"
"เปล่านะ! ไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ!"
เซี่ยเสี่ยวลนลานลุกขึ้นยืน คว้าผ้าขนหนูใกล้มือมาเช็ดหน้าให้เขาพัลวัน
เกาเจี้ยซิงกัดฟันกรอด ก่อนจะชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่โต๊ะ
"เธอตายแน่ คราวนี้เธอตายแน่ๆ แหกตาดูสิว่าทำอะไรลงไป การบ้านที่ฉันนั่งหลังขดหลังแข็งทำมาตั้งนาน!"
เซี่ยเสี่ยวหันขวับไปมองตามนิ้วของเขา แล้วก็ต้องอุทานในใจว่า 'ฉิบหายแล้ว' กระดาษการบ้านที่เขานั่งเขียนมาเป็นชั่วโมง บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยน้ำ หมึกปากกาซึมเลอะเทอะเป็นวงกว้างจนอ่านไม่ออก เธอก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้วจริงๆ
"พี่รองเกา... ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ ขอโทษนะ เดี๋ยวฉันชดใช้ให้ หรือจะให้ฉันช่วยคัดลอกใหม่ก็ได้ ฉันยอมทำทุกอย่างเลย"
เกาเจี้ยซิงสูดหายใจเข้าลึก พยายามข่มอารมณ์โกรธที่กำลังพุ่งพล่าน ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเข้ม
"คราวหน้าถ้าเธอนั่งตรงข้ามฉัน ห้ามดื่มน้ำเด็ดขาด เข้าใจไหม"
"รับทราบค่ะ! ต่อไปฉันจะไม่แตะแก้วน้ำเลยถ้าอยู่ต่อหน้าพี่" เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร ก็ใครใช้ให้เขาพูดชื่อสยองขวัญออกมาในจังหวะที่เธอกำลังดื่มน้ำกันเล่า ร่างกายมันตอบสนองไปเองนี่นา
"แต่พี่รองเกา พี่จะโทษฉันฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะ ใครใช้ให้พี่พูดชื่อคนพรรค์นั้นออกมาล่ะ"
เซี่ยเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ แค่ได้ยินชื่อหลิวไห่กั๋ว เธอก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว เป็นใครไม่เป็น ดันเป็นตานั่น เซี่ยเสี่ยวถึงจะไม่ใช่คนเรื่องมาก แต่เธอก็เป็นพวกนิยมชมชอบคนหน้าตาดี ถ้าจะต้องแต่งงาน อย่างน้อยฝ่ายชายก็ควรจะมีหน้าตาที่เจริญหูเจริญตาบ้าง ไม่ใช่หน้าตาแบบหลิวไห่กั๋ว
แค่นึกถึงใบหน้านั้น เซี่ยเสี่ยวก็หนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง ยิ่งไปกว่านั้น วีรกรรมที่เขาทิ้งเพื่อนหนีหมีป่าจนเป็นที่กล่าวขวัญ ยิ่งทำให้คะแนนติดลบจนกู่ไม่กลับ คนขี้ขลาดตาขาวแบบนั้นไม่มีทางอยู่ในสายตาของเซี่ยเสี่ยวได้เลย
"ฉันยังพูดไม่จบนะ นอกจากหลิวไห่กั๋วแล้ว ยังมีเก๋อไล่จื่ออีกคน" เกาเจี้ยซิงเอ่ยต่อเหมือนจงใจยั่วโมโห
เซี่ยเสี่ยวทำหน้าเหม็นเบื่อหนักกว่าเดิม
"งั้นพี่ก็ควรเอาชื่อเก๋อไล่จื่อขึ้นมาก่อนสิ อย่างน้อยเก๋อไล่จื่อก็หน้าตาดูดีกว่าหลิวไห่กั๋วตั้งเยอะ มองแล้วสบายตากว่ากันเยอะเลย"
"จะบ้าเหรอ หลิวไห่กั๋วเป็นถึงลูกชายของหลิวเจี่ยฟางเชียวนะ เขามีฐานะมีสมบัติ ส่วนเก๋อไล่จื่อนั้นจนกรอบไม่มีอะไรเลย"
เซี่ยเสี่ยวเบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ
"ฐานะแล้วไงคะ ฉันไม่ได้มองคนที่เงินทองเสียหน่อย ในสายตาฉัน เก๋อไล่จื่อยังดูดีกว่าหลิวไห่กั๋วร้อยเท่าพันทวี"
เกาเจี้ยซิงเม้มปากแน่น มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาประเมินราวกับเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาด
"เรื่องที่เธอไม่ชอบหลิวไห่กั๋วน่ะพอเข้าใจได้ แต่ฉันไม่นึกเลยว่ารสนิยมของเธอจะไปตกอยู่ที่คนอย่างเก๋อไล่จื่อ"
"เฮ้ย! ไม่ใช่นะ พี่เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้ชอบเขา ฉันหมายถึงถ้าต้องเอามาเทียบกันน่ะ... ความจริงแล้วฉันชอบผู้ชายหน้าตาดีต่างหาก" เซี่ยเสี่ยวรีบปฏิเสธพัลวัน
"หน้าตาดี? แบบเฮ่อเสวียปิงน่ะเหรอ"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ายอมรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ผิวเผินจริงๆ" เกาเจี้ยซิงส่ายหน้าเอือมระอา
"ช่วยไม่ได้นี่คะ หน้าตาดีๆ มันช่วยให้เจริญอาหาร นั่งมองแล้วข้าวอร่อยขึ้นตั้งเยอะ พี่ไม่เข้าใจหรอก"
เกาเจี้ยซิงถึงกับพูดไม่ออก เขาเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่กล้าพูดจาเปิดเผยความต้องการของตัวเองอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ เป็นตัวตึงของยุคสมัยจริงๆ
"โธ่... ไหงเรามาคุยเรื่องผู้ชายกันได้ล่ะเนี่ย ฉันจะถามพี่เรื่องสถานการณ์ในเมืองต่างหาก พี่รองเกา เล่าให้ฟังหน่อยเถอะนะ นะคะ" เซี่ยเสี่ยวเริ่มใช้ลูกอ้อน พยายามตะล่อมถามข้อมูลจากเขาให้ได้
โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่า ความสนิทสนมและท่าทีที่เป็นธรรมชาติของเธอยามอยู่ต่อหน้าเกาเจี้ยซิงนั้นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกำแพงระหว่างกันเริ่มจางหายไป
"นั่งดีๆ แล้วพูดจาให้มันเรียบร้อยหน่อย เห็นแล้วขนลุก" เกาเจี้ยซิงลูบแขนตัวเองพลางทำหน้าหยี ก่อนจะปั้นหน้าขรึมใส่
"แหะๆ" เซี่ยเสี่ยวรีบจัดท่านั่งให้เรียบร้อย ส่งยิ้มแหยๆ ให้เขา
สุดท้ายเกาเจี้ยซิงก็ทนลูกตื๊อไม่ไหว ยอมเล่าสถานการณ์ภายนอกให้ฟัง ยิ่งฟัง สีหน้าของเซี่ยเสี่ยวก็ยิ่งเคร่งเครียดลงเรื่อยๆ เธอไม่คิดเลยว่าสถานการณ์ข้างนอกจะตึงเครียดและอันตรายขนาดนี้
"แล้วตอนนี้ตลาดยังเปิดอยู่ไหมคะ ตลาดมืดน่ะ" เซี่ยเสี่ยวถามเสียงกระซิบ พอคิดว่าการค้าขายในตลาดมืดถูกกวาดล้างหนักกว่าเดิม หากไม่ระวังอาจโดนจับ หรือโดนคนแจ้งเบาะแสได้ง่ายๆ เธอก็เริ่มกังวล
"เปิดสิ เธอมีของอะไรอยากจะเอาไปขายหรือไง"
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าดิก
"เปล่าค่ะ ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ"
"เรื่องข้างนอกนั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องไปใส่ใจ รู้มากไปก็ไม่ได้ทำให้อิ่มท้อง ทางที่ดีเธอควรจะหาวิธีทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจะดีกว่า คำพูดอวดเก่งของเธอในวันนั้นแพร่กระจายไปทั่ว จนตอนนี้เธอโด่งดังไปทั้งสองหมู่บ้านแล้ว ถ้าพวกโจรมันบุกมาจริงๆ แล้วเธอป้องกันตัวเองไม่ได้ ระวังจะกลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะเอา"
พอเกาเจี้ยซิงพูดจบ เซี่ยเสี่ยวก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
"พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันดูแลตัวเองได้แน่นอน รับรองว่าจะไม่มีใครได้หัวเราะเยาะฉันหรอกค่ะ"
พูดถึงเรื่องโจร เซี่ยเสี่ยวก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
"จริงสิ พี่รองเกา พี่รู้ไหมว่ารังของพวกโจรมันอยู่ที่ไหน ฉันไม่เคยได้ข่าวเลยว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่"
"เธอจะรู้ไปทำไม" คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง
"ก็ถามไว้ประดับความรู้ไงคะ ถ้ารู้ตำแหน่งจะได้หลีกเลี่ยงไม่เฉียดกรายเข้าไปใกล้แถวนั้น"
"ถ้าฉันรู้ ป่านนี้ฉันคงพาคนไปล้อมจับพวกมันนานแล้ว ไม่ปล่อยให้มันลอยนวลอยู่แบบนี้หรอก"
คำตอบของเขาทำเอาเซี่ยเสี่ยวไปต่อไม่ถูก ได้แต่เงียบกริบ
หลังจากคุยสัพเพเหระกับเกาเจี้ยซิงต่ออีกครู่หนึ่ง เซี่ยเสี่ยวก็ขอตัวกลับ เดิมทีเธอมีความคิดแผลงๆ ว่าอยากจะลองไป 'ยืม' อาวุธจากรังโจรมาใช้ป้องกันตัวบ้าง แต่ดูเหมือนเธอจะเพ้อฝันมากเกินไป รังโจรไม่ใช่สถานที่ที่จะหาเจอได้ง่ายๆ บนแผนที่เสียหน่อย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างพากันฝึกฝนร่างกายอย่างแข็งขัน ข่าวลือเรื่องกลุ่มโจรทำให้ทุกคนหวาดผวา กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มๆ โดยไร้วี่แววของพวกโจร บรรยากาศตึงเครียดก็เริ่มผ่อนคลายลง
"ช่วงเก็บเกี่ยวนี้ทุกคนต้องระวังตัวให้มาก ห้ามประมาทเด็ดขาด เข้าใจไหม!" เกากั๋วเฉียงกำชับลูกบ้านเสียงเข้มผ่านเครื่องขยายเสียง
คำเตือนนั้นดึงสติทุกคนให้กลับมาตระหนักถึงความจริง ตอนนี้คือช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นช่วงเวลาทองที่พวกโจรน่าจะลงมือมากที่สุด หากพวกมันรอจังหวะที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วบุกมาปล้น นั่นจะกลายเป็นหายนะอย่างแท้จริง
ความกลัวเรื่องโจรทำให้ชาวบ้านจิตตก กลางคืนต้องจัดเวรยามเดินตรวจตราอย่างเข้มงวด ไม่สามารถวางใจได้แม้แต่วินาทีเดียว
ทว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวจริง ความกังวลก็ถูกแทนที่ด้วยความปิติยินดี ปีนี้ข้าวในนา มันเทศ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ต่างพากันเติบโตงอกงาม ผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
รอยยิ้มเปื้อนเหงื่อปรากฏบนใบหน้าของชาวนาทุกคน แม้แต่เกากั๋วเฉียงที่ปกติมักจะทำหน้าเคร่งขรึม ก็ยังมีรอยยิ้มประดับมุมปาก เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
เซี่ยเสี่ยวเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปสำรวจแปลงนาที่เธอแอบหยดน้ำพุวิเศษลงไป เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงอื่น ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนจนน่าตกใจ แปลงที่เธอหยดน้ำลงไปเยอะ ต้นข้าวจะอวบใหญ่และรวงข้าวแน่นขนัดจนก้านแทบหัก ส่วนแปลงที่หยดแค่หนึ่งหรือสองหยดนั้นแทบไม่เห็นความแตกต่าง
รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของเซี่ยเสี่ยว นาผืนที่ได้ผลผลิตมากที่สุดนั้น เธอใช้น้ำพุวิเศษไปไม่ถึงหนึ่งชามด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ที่ได้มันช่างน่าอัศจรรย์
แต่ในความดีใจก็แฝงไปด้วยความกังวล ปีนี้ผลผลิตดีเกินคาด ย่อมเป็นที่ล่อตาล่อใจของคนชั่ว นี่อาจจะเป็นลาภก้อนโต หรืออาจจะเป็นก้อนเนื้อชิ้นงามที่ดึงดูดหมาป่าเข้ามาก็ได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาเกือบครึ่งค่อนปี การได้เห็นผลผลิตเต็มยุ้งฉางก็ทำให้ชาวบ้านมีความสุขจนลืมความเหนื่อยล้าไปชั่วขณะ
"พวกเอ็งที่อยู่เวรยามต้องตื่นตัวตลอดเวลา อย่าให้คลาดสายตาเชียวนะ" เกากั๋วเฉียงย้ำเตือนกลุ่มชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอีกครั้ง ธัญญาหารเหล่านี้คือชีวิต คือปากท้องของคนทั้งหมู่บ้าน หากถูกปล้นไปก็เท่ากับถูกปล้นชีวิต
ในขณะเดียวกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกไปในความมืดมิด
"ลูกพี่เหอต้าโถว ผมสืบมาได้เรื่องแล้วครับ ทีมการผลิตกวางหมิงปีนี้ผลผลิตดีที่สุดในละแวกนี้เลย ไอ้แก่เกากั๋วเฉียงนั่นมันมีฝีมือจริงๆ ในบรรดาทุกทีมการผลิตในอำเภอนี้ ไม่มีที่ไหนสู้ทีมกวางหมิงได้เลยสักที่เดียว"
[จบบท]