ต้องยอมรับเลยว่าเส้นสายของหวังซิ่วเหมยนั้นยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ เพียงไม่นานเกาเจี้ยนหัวก็ได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานของเฝิงจื้อกวงได้สำเร็จ เรื่องนี้ทำเอาหลินเสวี่ยปี้เชิดหน้าชูคอ ยืดอกเดินกรีดกรายไปทั่วหมู่บ้าน
ทุกครั้งที่สบโอกาส หลินเสวี่ยปี้จะรีบปรี่เข้ามาอวดเบ่งใส่เจิ้งเซี่ยงหง ทำท่าทางเยาะเย้ยราวกับจะบอกว่าเจิ้งเซี่ยงหงช่างไร้วาสนา นิสัยถอดแบบมาจากหลี่เชิ่งเหม่ยราวกับออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เล่นเอาเจิ้งเซี่ยงหงถึงกับกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้มใจอยู่หลายวัน
ทว่าในสายตาของเซี่ยเสี่ยว เธอกลับมองเห็นความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เธอรู้สึกว่าหวังซิ่วเหมยจงใจทำแบบนี้เพื่อแก้เผ็ดมากกว่า คาดว่าคงเป็นเพราะเกาเจี้ยจื๋อและทางบ้านเจิ้งปฏิเสธไม่ยอมรับไมตรี เธอจึงผูกใจเจ็บและเก็บความแค้นเอาไว้ การที่เธอหันไปทำดีกับทางบ้านสายรองของตระกูลเการาวกับลูกสาวในไส้ แถมยังควงคู่โชว์ความหวานชื่นกับเกาเจี้ยนหัวราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามันนั้น ดูอย่างไรก็จงใจประชดชัดๆ
ชาวบ้านในทีมการผลิตต่างพากันอิจฉาเกาเจี้ยนหัว และร่ำลือถึงตำนานรักระหว่างเขากับหวังซิ่วเหมยกันอย่างสนุกปาก แต่สำหรับเซี่ยเสี่ยวแล้ว เธอเห็นเพียงคำสองคำที่แปะอยู่บนหน้าผากของทั้งคู่ นั่นคือคำว่า 'จอมปลอม'
ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่พืชผลอุดมสมบูรณ์ เกากั๋วเฉียงได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเกษตรประจำอำเภอ ควบตำแหน่งหัวหน้าทีมการผลิตกวางหมิงไปด้วย นั่นหมายความว่าความรับผิดชอบของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทีมการผลิตกวางหมิงเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่ยังต้องตระเวนดูแลทีมการผลิตอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงด้วย
ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มมากขึ้น เกากั๋วเฉียงจึงค่อยๆ เริ่มถ่ายโอนงานดูแลทีมการผลิตกวางหมิงให้เกาเจี้ยจื๋อเข้ามาเรียนรู้งานอย่างเต็มตัว ดูท่าทางแล้วเขาคงตั้งใจจะปั้นลูกชายคนโตให้ขึ้นมาเป็นทายาทรับช่วงต่อตำแหน่งหัวหน้าทีมอย่างแน่นอน
ทางด้านเกาเจี้ยซิงที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสอง การเรียนก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น เขาแทบจะไม่ได้แวะเวียนไปที่ทีมการผลิตหงซิงเลย เวลาเซี่ยเสี่ยวไปที่บ้านสกุลเกา ก็มักจะเห็นภาพของเกาเจี้ยซิงนั่งขะมักเขม้นอ่านหนังสือหรือไม่ก็ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่เสมอ
จู่ๆ ได้มาเห็นภาพเกาเจี้ยซิงในมาดนักเรียนดีเด่นผู้ใฝ่รู้เช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวก็อดรู้สึกไม่คุ้นชินไม่ได้จริงๆ
ภาพความขยันขันแข็งของเกาเจี้ยซิงในตอนนี้ ทำให้เซี่ยเสี่ยวรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นเด็กเกเรหลังห้องที่กำลังพยายามถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอัจฉริยะ หรือเด็กมีปัญหาที่กลับตัวกลับใจเป็นคนดี ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าสรรเสริญไม่น้อย
ปีนี้เซี่ยเสี่ยวอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในสายตาคนภายนอก เธอดูเป็นสาวสะพรั่งวัยสิบเก้า ส่วนสูงของเธอตอนนี้แตะที่หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรพอดี
เมื่อรูปร่างหน้าตาเริ่มเข้าที่เข้าทาง ความงามของเซี่ยเสี่ยวก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์ และนั่นก็นำมาซึ่งความวุ่นวายใจ เมื่อเหล่าชายหนุ่มต่างพากันมาขายขนมจีบไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาแม่บ้านในหมู่บ้านต่างก็กระตือรือร้นอยากจะจับคู่ให้เธอ แม้กระทั่งหลิวไห่กั๋วจากทีมการผลิตหงซิงก็ยังเข้ามาร่วมวงแย่งชิงหัวใจกับเขาด้วย
"เซี่ยเสี่ยว หลิวไห่กั๋วมาหาแน่ะ" ต่งเหม่ยหัวเดินเข้ามาในหอพักแล้วเอ่ยบอก
เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจพลางยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเหนื่อยหน่าย เฝิงอิงที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที "ถึงหลิวไห่กั๋วจะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ไปหน่อย แต่ดีชั่วอย่างไรเขาก็เป็นถึงลูกชายหัวหน้าทีมการผลิตนะ อนาคตข้างหน้าไม่แน่อาจจะได้เป็นข้าราชการกับเขาบ้างก็ได้"
เนื่องจากเกากั๋วเฉียงเพิ่งได้รับตำแหน่งในอำเภอ ทำให้สถานะของหัวหน้าทีมการผลิตดูมีอนาคตสดใสขึ้นมาทันตาเห็น
แต่ปัญหาคือเซี่ยเสี่ยวไม่ได้รู้สึกสนใจในตัวหลิวไห่กั๋วแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำความประทับใจแรกพบก็ย่ำแย่เหลือทน บวกกับหน้าตาของหลิวไห่กั๋วที่ยังห่างไกลจากมาตรฐานขั้นต่ำของเธอไปไกลโข แล้วแบบนี้จะให้เธอชายตาแลได้อย่างไร
ถ้าเพียงเพื่อต้องการตำแหน่งภรรยาหัวหน้าทีมการผลิต สู้เธอไปจับลี่เจิ้นชวนไม่ดีกว่าหรือ ดังนั้นการตามตื๊อของหลิวไห่กั๋วจึงสร้างความรำคาญใจให้เซี่ยเสี่ยวอย่างที่สุด
จากเดิมที่เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา ตอนนี้ความรู้สึกนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจเข้ากระดูกดำ
ผู้ชายคนนี้ขยันวิ่งแจ้นมาที่ทีมการผลิตกวางหมิงเป็นว่าเล่น แม้กระทั่งตอนที่เซี่ยเสี่ยวไปบ้านสกุลเกา เขาก็ยังหน้าด้านตามไปหาพ่อลูกสกุลเกาถึงที่ ไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวจะไปที่ไหน ก็มักจะมีชาวบ้านปากสว่างคอยส่งข่าวบอกพิกัดให้หลิวไห่กั๋วรู้เสมอ ทำเอาเซี่ยเสี่ยวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"บอกไปว่าฉันไม่อยู่" เซี่ยเสี่ยวพูดจบก็มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มทันที เธอไม่อยากออกไปปั้นหน้าคุยกับหลิวไห่กั๋วให้เสียอารมณ์
คำปฏิเสธเธอพูดไปจนปากเปียกปากแฉะแล้ว แต่ดูเหมือนหลิวไห่กั๋วจะยึดคติ 'ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก' ยิ่งเธอปฏิเสธ เขาก็ยิ่งรุกหนักขึ้น จนคำพูดของเธอไร้ความหมาย
"หลิวไห่กั๋ว คุณกลับไปเถอะ เซี่ยเสี่ยวไม่ออกมาเจอคุณหรอก" เสียงเฝิงอิงตะโกนบอกอยู่ที่หน้าประตูเรือนพัก
หลิวไห่กั๋วกำช่อดอกไม้ป่าในมือแน่น ก่อนจะยื่นส่งให้เฝิงอิง "สหายเฝิง ผมไม่เข้าไปข้างในหรอก แต่รบกวนคุณช่วยเอาดอกไม้นี้ไปให้สหายเซี่ยหน่อยได้ไหมครับ ผมจริงใจอยากจะคบหากับสหายเซี่ยจริงๆ ผมเชื่อว่าสักวันเธอจะเห็นความตั้งใจของผม"
ไม่ต้องเดาเลยว่าพวกผู้หญิงในหอพักจะหัวเราะคิกคักกันขนาดไหน เซี่ยเสี่ยวได้แต่นอนนิ่งทำตัวแข็งทื่อราวกับศพ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
ไม่นานนัก เฝิงอิงก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้ป่าในมือ "เซี่ยเสี่ยว หลิวไห่กั๋วกลับไปแล้วนะ เธอดูสิ เขาอุตส่าห์เก็บดอกไม้มาให้เธอแทบทุกวัน ถึงทีมการผลิตหงซิงกับกวางหมิงจะอยู่ติดกัน แต่มันก็ไม่ได้ใกล้ขนาดนั้นนะ ความจริงใจขนาดนี้ถือว่าใช้ได้เลย"
"ฉันไม่เอา" เซี่ยเสี่ยวตอบเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ "พี่เฝิงอิง ฉันปฏิเสธหลิวไห่กั๋วไปตั้งหลายรอบแล้ว พี่ช่วยเลิกรับของจากเขาแทนฉันสักทีได้ไหม"
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก ตั้งแต่เธอเปิดโอกาสให้หยางเสวี่ยหัวได้ใกล้ชิดกับลี่เจิ้นชวน เฝิงอิงก็แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน พอมีหลิวไห่กั๋วมาตามจีบเธอ เฝิงอิงก็คอยแต่จะพูดเชียร์เขา และยังเสนอหน้าไปรับของแทนเธออยู่เรื่อย
การกระทำแบบนี้มันจงใจแกล้งกันชัดๆ
"เซี่ยเสี่ยว เธอนี่จะเล่นตัวไปถึงไหน ตอนนี้ในหอพักเราเธอก็มีคนตามจีบเยอะที่สุดแล้ว คนนั้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่ชอบ เธอทำแบบนี้มันเหมือนกำลังบริหารเสน่ห์ ยื้อผู้ชายไว้เช็คเรตติ้งชัดๆ นิสัยไม่ดีเลยนะ" เฝิงอิงพูดเหน็บแนม
เซี่ยเสี่ยวลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงทันที จ้องหน้าเฝิงอิงเขม็งแล้วสวนกลับ
"ฉันเคยบอกไปแล้วว่าอีกสิบปีค่อยคิดเรื่องคู่ครอง อย่างน้อยๆ สองสามปีนี้ฉันจะยังไม่คบใคร พี่เฝิงอิง ถ้าพี่พิศวาสหลิวไห่กั๋วนักก็ไปคบกับเขาเองสิ ไม่ต้องมาใช้ฉันเป็นข้ออ้าง แล้วฉันไปบริหารเสน่ห์ใส่พวกผู้ชายตอนไหน ฉันปฏิเสธพวกเขาไปหมดแล้ว แต่หมู่บ้านเรามันแคบแค่นี้ เดินไปทางไหนก็เจอกัน จะให้ฉันมุดดินหนีไม่ต้องออกไปไหนเลยหรือไง งานการก็ต้องทำทุกวัน แค่เรื่องเลขาฯ ลี่ พี่จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าพี่มีความสามารถพอก็ไปจีบเขาเองสิ ใครเขาไปห้ามพี่ รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่ชอบหลิวไห่กั๋ว แถมยังแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ พี่ก็ยังจงใจรับของจากเขามาให้ฉันรำคาญใจอีก พี่เฝิงอิง พี่ทำเกินไปแล้วนะ"
"เฝิงอิง เธอพูดแรงเกินไปแล้วนะ ไม่น่าไปว่าเซี่ยเสี่ยวแบบนั้น แล้วก็ไม่ควรไปรับของแทนหลิวไห่กั๋วด้วย" หยางเสวี่ยหัวรีบพูดแทรกขึ้นมา
เฝิงอิงหันขวับไปจ้องหน้าหยางเสวี่ยหัวด้วยความโกรธจัด "พอจะได้เป็นเมียท่านเลขาฯ หน่อยก็เริ่มวางก้ามใหญ่โตเลยนะ ก็แน่ล่ะสิ เซี่ยเสี่ยวเป็นแม่สื่อให้เธอนี่ เธอก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา"
"เธอพูดบ้าอะไรของเธอ ฉันกับท่านเลขาฯ บริสุทธิ์ใจต่อกันนะ เฝิงอิง ถ้าเธอยังขืนพูดจาใส่ร้ายป้ายสีมั่วซั่วแบบนี้อีก ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าทีม" หยางเสวี่ยหัวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธเกรี้ยว
เฝิงอิงในตอนนี้ช่างร้ายกาจยิ่งกว่าต่งเหม่ยหัวคนก่อนเสียอีก ทั้งคำพูดคำจาแดกดันและท่าทางที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนรอบข้าง ทำเอาเซี่ยเสี่ยวถึงกับพูดไม่ออก ถ้าเก่งจริงทำไมไม่ไปแย่งชิงเอาเอง มาพาลใส่พวกเธอแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อีกอย่างทำไมเธอจะต้องมีหน้าที่ไปช่วยเฝิงอิงจีบลี่เจิ้นชวนด้วย
แน่นอนว่าวันนั้นคนทั้งหอพักทะเลาะกันบ้านแทบแตก เซี่ยเสี่ยวและหยางเสวี่ยหัวประกาศตัดขาดความเป็นเพื่อนกับเฝิงอิงอย่างเป็นทางการ
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ยิ่งเก็บตัวเงียบ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว
นอกจากเวลาออกไปทำงานแล้ว ทันทีที่เลิกงานหรือทำธุระส่วนตัวเสร็จ เธอก็จะหมกตัวอยู่แต่ในหอพักไม่ออกไปไหน แม้แต่เวลาจะกินข้าวก็ยังวานให้หยางเสวี่ยหัวช่วยตักมาให้
แต่ก่อนซุนอวี้หัวคือคนที่เย็นชาที่สุดในหอพัก แต่ตอนนี้ตำแหน่งนั้นตกเป็นของเซี่ยเสี่ยวไปเรียบร้อยแล้ว มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะกับคนบางประเภท ถ้าเราพูดดีด้วย เขาก็จะทึกทักเอาเองว่ามีใจและรุกหนักขึ้น เซี่ยเสี่ยวจึงไม่สามารถทำตัวเป็นมิตรเฟรนด์ลี่เหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป
"เซี่ยเสี่ยว สถานการณ์แบบนี้ ถ้าเธอหาแฟนสักคนก็น่าจะจบปัญหานะ" หยางเสวี่ยหัวเสนอแนะ
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "เรื่องหาแฟน มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ แบบขอไปทีได้หรอกนะ"
[จบบท]