บทที่ 112: แขกผู้มีเกียรติ
เมื่อมาถึงจุดนี้ เจียงซูหลันก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้อีกต่อไป เธอพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินตามสามีไปสมทบ ก้าวผ่านหาดทรายสีเงินที่ทอดยาวไปยังถนนดินลูกรังเบื้องหน้า ก่อนจะก้าวขึ้นรถจี๊ปคันที่จอดรออยู่
เพียงแค่รถจี๊ปคันนั้นเคลื่อนตัวลับสายตาไป คลื่นลมที่ท่าเรือก็ปะทุขึ้นมาทันที ราวกับมีใครโยนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำนิ่ง
“นั่นรถของผู้บัญชาการกองพลเหลยไม่ใช่เหรอ รถคันพิเศษของท่านเลยนะ ได้ยินว่าขนาดครอบครัวยังไม่ให้แตะต้อง”
“นั่นสิ แต่เมื่อกี้ฉันเหมือนเห็นเสี่ยวหลิวขับรถมารับภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจว โดยเฉพาะเลยนะ”
“เธอตาฝาดหรือเปล่า ภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจวเนี่ยนะ จะเป็นใครมาจากไหนกัน ถึงขั้นที่ผู้บัญชาการกองพลเหลยต้องส่งรถส่วนตัวมารับ”
“อันนี้ฉันก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือที่มาที่ไปของเธอต้องไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาไปแย่งคู่หมายที่ภรรยาของผู้บังคับการซ่งอุตส่าห์ไปติดต่อหามาให้หลานสาวตัวเองหรอก”
เพียงประโยคเดียว วงสนทนาก็เงียบสงัดลงไปในบัดดล ผู้คนรอบข้างต่างสบตากันเลิ่กลั่ก
ก่อนที่เสียงพึมพำอันแผ่วเบาซึ่งแฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาจะดังขึ้นจากหญิงคนหนึ่ง
“หน้าตาก็สวยดีอยู่หรอก แต่ท่าทางยั่วยวนขนาดนั้น ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ลับหลังจะเที่ยวไปแย่งสามีชาวบ้าน”
คำพูดนั้นลอยเข้าหูหวังสุ่ยเซียงที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากเรือพอดิบพอดี หญิงสาวเลือดร้อนอย่างเธอหรือจะทนฟังคนมาว่าร้ายสหายเจียงซูหลันผู้แสนดีได้
หวังสุ่ยเซียงเท้าสะเอวฉับ หันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนขี้นินทา
“พวกเธอนี่มันจริงๆ เลยดีแต่พูดจาให้ร้ายคนอื่นลับหลัง”
“ถ้าแน่จริง ทำไมไม่ไปพูดต่อหน้าสหายเจียงซูหลันเขาล่ะ”
คำท้าทายนั้นทำให้ทุกคนเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม ก็แน่ล่ะ พวกหล่อนที่ไหนจะกล้า ก็ได้แต่แอบกัดแอบแทะกันลับหลังแบบนี้เท่านั้น
“แหม หวังสุ่ยเซียง เธอก็อย่ามาทำเป็นคนดีไปหน่อยเลย”
“เพ้ย! พูดเหมือนตาเห็นอย่างนั้นแหละ พวกเธอคนไหนเห็นสหายเจียงซูหลันไปแย่งผัวคนอื่นเขามิทราบ”
“ถ้าสหายเจียงซูหลันมีปัญหาเรื่องชู้สาวจริง คิดว่าภรรยาของผู้บังคับการซ่งเขาจะนิ่งเฉยเหรอ เขาไม่ไปบอกผัวเขาหรือไง แล้วผู้บังคับการซ่งจะปล่อยเรื่องนี้ให้ลอยนวลเหรอ ก็มีแต่พวกเธอนี่แหละที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่คอยสอดส่องเรื่องของชาวบ้าน”
ว่ากันด้วยเรื่องฝีปากแล้ว หวังสุ่ยเซียงไม่เคยเป็นสองรองใคร เธอจ้องมองกลุ่มคนที่บัดนี้หงอเหมือนไก่แพ้พนัน
เธอมองอย่างสมเพชเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไปอย่างผู้ชนะ ปล่อยให้พวกขี้ขลาดตาขาวเหล่านั้นยืนสั่นงันงกอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จักเจียมกะลาหัวตัวเองเสียบ้าง
…
ณ บ้านสกุลเหลย ข่าวการกลับมาของหลานรักทำให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยดีใจจนข่มตาหลับไม่ลงตลอดทั้งคืน ท่านตื่นตั้งแต่ไก่โห่เมื่อตอนตีสี่ เพื่อมารอคอยการกลับมาของแก้วตาดวงใจ
ความจริงท่านตั้งใจจะไปรับด้วยตัวเองที่ท่าเรือ แต่โชคร้ายที่มีโทรเลขด่วนจากเมืองหลวงเข้ามาพอดี ทำให้ท่านต้องอยู่จัดการเรื่องงานก่อน
และทันทีที่สะสางงานเสร็จ หัวใจของผู้เป็นปู่ก็ร้อนรนจนทนรอในบ้านไม่ไหว ท่านรีบสาวเท้าออกไปยืนชะเง้อคอมองที่ถนนใหญ่หน้าบ้านพัก
รอเพียงไม่นาน เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยก็ดังกระหึ่มมาแต่ไกล พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมายังพื้นถนน
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเผลอยกมือขึ้นถูเข้าด้วยกันอย่างตื่นเต้น ท่านก้าวตรงออกไปรอรับขบวนรถ
เมื่อรถจี๊ปจอดเทียบ ประตูก็เปิดผางออก ร่างเล็กๆ ของเหลยอวิ๋นเป่าก็พุ่งทะยานออกมาเหมือนลูกปืนใหญ่
“คุณปู่!”
เสียงเรียกนั้นดังใสกังวานจับใจ มันเต็มไปด้วยความรักและความโหยหาที่เด็กน้อยมีต่อผู้เป็นปู่
“โอ้! หลานรักของปู่”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยอ้าแขนรับร่างเล็กนั้นเข้าสู่อ้อมกอด ก่อนจะช้อนตัวเขาขึ้นขี่คออย่างที่ทำเป็นประจำ ลูกชายกับลูกสะใภ้ออกไปทำงานไกล ทิ้งหลานคนนี้ไว้ให้ท่านเลี้ยงดู แม้จะมีทหารคนสนิทคอยช่วย แต่ก็เหมือนท่านเลี้ยงเขามากับมือนั่นแหละ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะเรา”
เพียงแค่สัมผัส ท่านก็รู้ได้ถึงน้ำหนักตัวที่หายไปของหลานชาย
ท่านกอดรัดฟัดเหวี่ยงหลานรักจนหนำใจ ก่อนจะค่อยๆ ประคองร่างเล็กลงยืนบนพื้น
จากนั้น ท่านก็จูงมือเหลยอวิ๋นเป่าเดินตรงไปยังเจียงซูหลันและโจวจงเฟิง แล้วก้มศีรษะลงคำนับทั้งสองอย่างสุดซึ้ง
“ในนามของเด็กคนนี้ ฉันขอขอบคุณพวกเธอทั้งสองคนจริงๆ”
หากไม่มีพวกเขา ท่านในวันนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานชายคนนี้อีกแล้ว
เจียงซูหลันตกใจ รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง มือก็ดึงเสี่ยวเถี่ยตั้นให้หลบตามสัญชาตญาณ
โจวจงเฟิงไวกว่า เขาปราดเข้าไปประคองร่างของผู้บัญชาการกองพลเหลยให้ยืนขึ้นตรง
“ท่านครับ อย่าทำแบบนี้เลยครับ พวกเราสองคนจะแย่เอา”
“เอาล่ะๆ ไม่พูดเรื่องนี้ก็ได้”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยคลายรอยยิ้มออกมา ท่านหันไปมองเจียงซูหลันด้วยสายตาชื่นชมอย่างเปิดเผย
“หนูคือสหายเจียงสินะ”
ดวงตาของท่านทอประกายแห่งความประทับใจ ไม่เพียงแต่กล้าหาญ แต่ยังเป็นเด็กสาวที่งดงามอย่างหาตัวจับยาก
เจียงซูหลันพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม
“ค่ะ”
“ดี ดีจริงๆ ผู้หญิงสมัยนี้เทียบเท่าผู้ชายได้สบายมาก จงเฟิงตาถึงจริงๆ ที่ได้ภรรยาดีแบบนี้”
เสียงทรงอำนาจนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม แต่แล้วสายตาของท่านก็เหลือบไปเห็นเด็กชายอีกคนที่ยืนหลบอยู่หลังเจียงซูหลัน ท่านชะงักไปเล็กน้อย
“แล้วเด็กคนนี้คือ”
ท่านมองเด็กทั้งสองสลับกันไปมา หน้าตาคล้ายคลึงกัน แถมยังน่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่
แต่เดี๋ยวก่อน... ท่านไม่ยักรู้ว่าภรรยาคนใหม่ของจงเฟิงมีลูกติดมาด้วย
เจียงซูหลันรีบอธิบาย
“นี่หลานชายของฉันเองค่ะ”
เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะแนะนำหลานชายด้วยชื่อไหนดี ชื่อเล่น ‘เสี่ยวเถี่ยตั้น’ นั้นดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เธอจึงตัดสินใจใช้ชื่อจริงของเขาแทน
“เขาชื่อเจียงผิงอัน ผิงอัน ทักทายคุณปู่เหลยสิจ๊ะ”
เสี่ยวเถี่ยตั้นค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังคุณน้า เขายกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับคุณปู่เหลย”
“อืม เด็กดี”
แต่ดูเหมือนจะมีคนไม่พอใจกับบทสนทนาที่ยืดเยื้อนี้ เหลยอวิ๋นเป่าเริ่มกระทืบเท้าอยู่ไม่สุข เขาไม่ชอบพิธีรีตองอะไรทั้งนั้น
เด็กชายตรงเข้าคว้าข้อมือของเสี่ยวเถี่ยตั้น แล้วฉุดให้วิ่งเข้าไปในบ้านด้วยกัน ตะโกนลั่น
“คุณปู่! คุยอะไรกันนักหนาครับ นี่พี่ชายผม พี่ชายแท้ๆ ของผมเลย”
“ดูสิ ผมยังใส่เสื้อของพี่ชายอยู่เลย”
พูดจบ เด็กทั้งสองก็วิ่งหายลับเข้าประตูไป ทิ้งให้ผู้ใหญ่ยืนมองตามตาปริบๆ
ผู้บัญชาการกองพลเหลยยิ้มค้าง
“เด็กคนนี้นี่... เฮ้อ”
ท่านเลี้ยงมาอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น นิสัยใจร้อนเหมือนท่านไม่มีผิดเพี้ยน เอาแต่ใจตัวเอง ไม่เคยรอใคร
เจียงซูหลันกลับยิ้มบางๆ
“เสี่ยวเป่าเอ๋อร์เป็นแบบนี้ก็น่ารักดีออกนะคะ”
เพราะถ้าเขาไม่ใช่เด็กใจร้อนและกล้าหาญแบบนี้ เขาคงไม่รอดมาจนถึงวันที่เธอและสามีไปพบเข้า
คำพูดนั้นราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจ ผู้บัญชาการกองพลเหลยยิ้มกว้างขึ้น ไม่ว่าหลานจะดื้อจะซนแค่ไหน ในสายตาปู่ เขาก็ดีที่สุดเสมอ
“เข้าบ้านๆ ไปคุยกันข้างในเถอะ ฉันสั่งให้สหายอู๋ทำอาหารพื้นเมืองของเกาะนี้ไว้เพียบเลย แถมยังมีหมูตุ๋นวุ้นเส้นของขึ้นชื่อจากมณฑลตงบ้านพวกเธอด้วยนะ ไปลองชิมกันดู”
งานนี้ผู้บัญชาการกองพลเหลยทุ่มสุดตัวจริงๆ ท่านยอมสละตั๋วปันส่วนอาหารและเนื้อสัตว์เกือบทั้งเดือนเพื่อมื้อนี้โดยเฉพาะ
สหายอู๋ที่ท่านพูดถึง ก็คือแม่บ้านที่ทางพรรคจัดหามาคอยดูแลความเป็นอยู่ของท่าน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คำเรียกขานจึงถูกเปลี่ยนเป็น ‘สหาย’ เพื่อความเท่าเทียม
เจียงซูหลันและโจวจงเฟิงสบตากัน ทั้งสองเข้าใจความหมายในแววตาของกันและกันดี ก่อนจะก้าวตามผู้บัญชาการกองพลเหลยเข้าไปในบ้านพักหลังใหญ่
ส่วนสัมภาระของพวกเขาน่ะหรือ หลังจากที่ทั้งคู่ลงจากรถ เสี่ยวหลิวก็ขับรถจี๊ปมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพักหลังใหม่ที่ทั้งสองยื่นเรื่องขอไว้เรียบร้อยแล้ว เขากำลังจะไปช่วยขนของเข้าบ้านให้
[จบบท]