บทที่ 139: ปล่อยมันไป!
โจวจงเฟิงถูกตื๊อจนไม่รู้จะงัดไม้ไหนมารับมือ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายยกธงขาวเสียเอง
มีแค่เจียงซูหลันเท่านั้นที่กลั้นขำไม่ไหว เธอใช้มือหยิกแขนเขาทีหนึ่ง
“เหนื่อยเปล่าเลยนะ”
โจวจงเฟิงสวนกลับทันควัน “ก็ผมทำเพื่อใครล่ะ” ถ้าไม่ใช่เพื่ออนาคตอันหอมหวานของตัวเอง
แต่ดูผลที่ได้สิ!
สวรรค์ช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย เฮ้อ!
ส่วนบ้านข้างๆ
ครอบครัวของผู้บังคับการกรมน่าซึ่งได้ยินเสียงเอะอะจากบ้านเจียงซูหลัน แม่เฒ่าน่าก็อดยิ้มไม่ได้
“เด็กบ้านเหลยคนนั้นท่าจะถูกชะตากับเสี่ยวเจียงเขานะ”
เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อตอนเย็น เหลยอวิ๋นเป่าดันวิ่งแจ้นมาท้าโจวจงเฟิงสู้ตัวต่อตัว ทำเอาคนที่รู้เรื่องเกือบจะขำกันจนท้องแข็ง
เหมียวหงอวิ๋นพอคิดถึงภาพนั้นก็แอบกระซิบ
“รองผู้บังคับการกรมโจวคงจะหงุดหงิดน่าดู”
คู่แต่งงานใหม่ก็แบบนี้ สองคนผัวเมียอยากจะตัวติดกันตลอดเวลา แต่ดันมีเด็กจอมป่วนโผล่มาตั้งสองคน นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน
แต่ผู้บังคับการกรมน่ากลับมีความเห็นต่างออกไป
“เสี่ยวเจียงภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจวน่ะ น่าคบหาอยู่นะ”
ตัวเขาเองต้องระมัดระวังตัวในกองทัพมาตลอด เนื่องจากปัญหาเรื่องพื้นเพของแม่เฒ่าน่าซึ่งเป็นแม่บุญธรรม ถ้าไม่ใช่เพราะทางกองทัพเห็นว่าเขากตัญญู ประกอบกับท่านก็ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเขา ป่านนี้เขาคงไม่ได้อยู่ในกองทัพจนถึงทุกวันนี้
ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ผู้บังคับการกรมน่าก็ยังคงวางตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่น ภรรยาและแม่ของเขาจึงไม่ค่อยได้สุงสิงกับครอบครัวอื่นเท่าไหร่
พอเขาพูดประโยคนี้ขึ้นมา ทั้งเหมียวหงอวิ๋นและแม่เฒ่าน่าต่างก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว
ผู้บังคับการกรมน่าซึ่งมีใบหน้าสี่เหลี่ยมตามแบบฉบับคนซื่อตรง ถูกมองจนชักจะแปลกๆ
“มองผมทำไมกัน เสี่ยวเจียงเป็นคนซื่อตรง จริงใจ ไม่เหยียบคนล้ม ไม่ประจบคนใหญ่ คนแบบนี้สิถึงควรคบ”
ต่อให้ในอนาคตครอบครัวพวกเขาจะเจอเรื่องแย่ๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเสี่ยวเจียงจะฉวยโอกาสเหยียบซ้ำเพราะรู้ความลับของพวกเขา
เหมียวหงอวิ๋นรีบพูดขึ้นมา
“โธ่ ยังต้องให้คุณบอกอีกเหรอ ฉันดูออกตั้งนานแล้วว่าเสี่ยวเจียงนิสัยดี ฉันก็เริ่มไปมาหาสู่กับเธอตั้งนานแล้วต่างหาก”
เจอแบบนี้เข้า ผู้บังคับการกรมน่าเลยได้แต่ชมภรรยา
“ผมรู้อยู่แล้วว่าหงอวิ๋นฉลาดที่สุด”
แม่เฒ่าน่าที่นั่งอยู่ข้างๆ มองภาพลูกชายกับลูกสะใภ้ที่รักใคร่ปรองดองกันก็อดยิ้มตามไม่ได้
ในใจพลันรู้สึกปลดปลงได้ ไม่มีหลานก็ช่างมันเถอะ แค่ลูกชายกับลูกสะใภ้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ดีถมไปแล้ว
ตัดภาพมาที่บ้านผู้บังคับการกรมจ้าว
ผู้บังคับการกรมจ้าวกลับมาถึงบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบตึงราวกับน้ำแข็ง ยิ่งเมื่อเห็นลูกสามคนกำลังเล่นโคลนกันอย่างสนุกสนานจนเละเทะไปทั่วห้องโถงกลาง อารมณ์ก็ยิ่งขุ่นมัวมากขึ้นไปอีก
เขาปลดกระดุมคอเสื้อออกเล็กน้อยเพื่อระบายความอึดอัด
“แม่พวกลูกไปไหน”
“แม่อยู่ในห้องนอนค่ะ!”
ลูกคนโตบ้านจ้าวตอบกลับมา พลางเสริมว่าพอแม่กลับมาถึงก็ตรงเข้าห้องไปเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน
พอได้ยินแบบนั้น ขมับของผู้บังคับการกรมจ้าวก็เต้นตุบๆ เขาเดินไปเคาะประตู แต่รออยู่พักใหญ่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
ดูเหมือนความอดทนของผู้บังคับการกรมจ้าวจะเริ่มหมดลง
“เหม่ยเจียว ถ้าคุณยังไม่เปิด ผมจะพังเข้าไปแล้วนะ”
เสียงตึงตังนั้นทำให้เด็กๆ ที่กำลังเล่นอยู่ข้างนอกพากันตัวแข็งทื่อ พวกเขาหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าส่งเสียงอีก
แม้แต่เจ้าตัวเล็กที่ปกติงอแงเก่ง ก็ยังอ้าปากหวอ รีบมุดเข้าไปซบอ้อมอกพี่ชายคนโตด้วยความกลัว
สวีเหม่ยเจียวที่อยู่ในห้องไม่อยากจะเปิดประตูแม้แต่น้อย แต่เธอกลัวว่าเสียงดังโครมครามจะทำให้เด็กๆ ตกใจกลัวไปมากกว่านี้ สุดท้ายจึงจำใจต้องเปิดประตูออก
และทันทีที่ประตูเปิดเธอก็ปล่อยโฮออกมา
“คุณจะด่าฉันก็ด่าเลยสิ ฉันมันพวกหาเรื่องเอง ฉันแค่อยากช่วยคุณสร้างสัมพันธ์กับภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจว ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเป็นคนทื่อมะลื่อขนาดนั้น พูดอะไรก็ไม่เข้าหูเลย”
ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือไม่คิดว่าผู้บัญชาการกองพลเหลยจะโผล่มาในจังหวะนั้นพอดี
“คุณคิดดูสิคะ ผู้บัญชาการกองพลเหลยตำแหน่งใหญ่โตขนาดนั้น จะถ่อมานั่งกินข้าวที่บ้านรองผู้บังคับการกรมทำไมกัน นี่มันเรื่องตลกชัดๆ”
ผู้บังคับการกรมจ้าวมองภรรยาคนสวยที่กำลังร้องไห้ขี้มูกโป่ง
ความโกรธที่มีอยู่เจ็ดส่วนพลันลดวูบลงเหลือแค่สาม
“ใครจะด่าคุณ”
น้ำเสียงที่ใช้ก็อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน
สวีเหม่ยเจียวเงยหน้าขึ้นมามองทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น
“อ้าว แล้วที่คุณทำเสียงดังเมื่อกี้หมายความว่ายังไงคะ”
เธอรู้ดีว่าต้องใช้จุดไหนมัดใจสามี และเธอก็มักจะทำสำเร็จเสมอ
ผู้บังคับการกรมจ้าวซึ่งตอนแรกตั้งใจจะอบรมชุดใหญ่ เลยต้องเปลี่ยนมาใช้เสียงนุ่มแทน
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะบอกว่า เหม่ยเจียว... ต่อไปวิธีเข้าหาคนของคุณน่ะ คงต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว”
“ทำไมคะ หรือคุณคิดว่าวิธีของเจียงซูหลันมันดีกว่า”
แค่ทีเดียวก็ซื้อใจผู้บัญชาการกองพลเหลยได้เลยว่างั้น
“เหม่ยเจียว นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไร ผมกำลังคุยเรื่องงานอยู่นะ ภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจว เจียงซูหลันน่ะ เขาก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ไม่ต้องมองเรื่องอื่นไกล แค่เรื่องที่เธอช่วยชีวิตหลานชายของผู้บัญชาการกองพลเหลยไว้ แค่นี้มันยังไม่พอให้คุณไปผูกมิตรอีกเหรอ”
มันก็อาจจะจริง
แต่พอนึกถึงหน้าสวยๆ กับท่าทางไม่ยอมคนของเจียงซูหลัน สวีเหม่ยเจียวก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
“ฉันไม่ถูกชะตากับหล่อนนี่คะ”
“เหม่ยเจียว!”
ผู้บังคับการกรมจ้าวขึ้นเสียง
“คุณน่ะเป็นคนหัวก้าวหน้ามาตลอด ทำไมจู่ๆ ถึงคิดอะไรคับแคบแบบนี้”
การเป็นมิตรกับเจียงซูหลันมีแต่จะได้ประโยชน์มากกว่าเสียนะ
พอเห็นว่าสามีเริ่มจะโกรธจริง สวีเหม่ยเจียวเลยต้องยอมรับปากแบบไม่เต็มใจ
“ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
ปกติเธอเป็นคนเข้ากับคนง่าย แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นเจียงซูหลัน เธอก็รู้สึกเหม็นหน้าขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
แต่แน่นอนว่าความคิดนี้เธอไม่สามารถพูดออกไปให้สามีฟังได้
ทางด้านบ้านสกุลซ่ง
ซ่งเว่ยกั๋วกลับมาถึงบ้านก็พบว่ามันมืดไปหมด เขาจึงเดินไปเปิดไฟ และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามีคนนั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเซียวอ้ายจิ้ง ภรรยาของเขาที่ชิงกลับมาจากบ้านโจวก่อนนั่นเอง
“เป็นอะไรของคุณ”
“แหม คุณยังรู้จักทางกลับบ้านด้วยเหรอคะ”
เซียวอ้ายจิ้งแค่นเสียงออกมา
เจอคำประชดแบบนี้เข้าไป ต่อให้ซ่งเว่ยกั๋วที่ปกติเกรงใจภรรยา ก็ยังอดหงุดหงิดไม่ได้
“คุณรู้ตัวไหมว่าโชคดีแค่ไหนที่กลับมาก่อน ถ้าคุณยังอยู่ที่นั่น คนที่ต้องอับอายขายหน้าก็คือคุณ”
แค่ท่าทีที่ภรรยาของเขาปฏิบัติต่อภรรยาของจงเฟิงก่อนหน้านี้ ก็แย่พออยู่แล้ว
นี่ยังมาลุกกลับกลางคันอีก เขาต้องคอยตามขอโทษสองสามีภรรยาบ้านโจวอยู่ตั้งนานกว่าเรื่องจะสงบ
แต่พอนึกถึงคำพูดที่ภรรยาของผู้บังคับการกรมจ้าวพูดออกมา เขาก็ยังเสียวสันหลังไม่หาย
ถ้าคำพูดแบบนั้นหลุดออกมาจากปากภรรยาของเขาล่ะก็ ตำแหน่งผู้บังคับการฝ่ายการเมืองที่เขานั่งอยู่จะยังเหลือเหรอ
แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะทำงานต่อไปได้ยังไง
พอเห็นท่าทางจริงจังของสามี เซียวอ้ายจิ้งก็เริ่มลดท่าทีแข็งกร้าวลง
“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
[จบบท]