บทที่ 140: ตัวปัญหาและของขวัญจากทะเล
ซ่งเว่ยกั๋วเล่าลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาฟังอย่างรวบรัดที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าดูเหมือนว่าวิธีคิดของผู้ชายกับผู้หญิงจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เพราะหลังจากที่เซียวอ้ายจิ้งฟังจนจบ เธอก็โพล่งคำตำหนิออกมาทันที
“ฉันว่าหล่อนนั่นแหละตัวปัญหา สวีเหม่ยเจียวก็แค่โชคร้ายที่ดันไปพูดคุยเรื่องพวกนั้นด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ซ่งเว่ยกั๋วขมวดคิ้วแน่น เขามองภรรยาของตัวเองอย่างจริงจัง “เหล่าเซียว นี่คุณก็เป็นสหายที่ผ่านอะไรมามากแล้วนะ ทำไมถึงยังพูดจาแบบนี้ออกมาได้”
“หรือว่าตอนนี้ ระบบความคิดของพวกเรามันถูกกัดกร่อนจนเละเทะไปหมดแล้ว”
“ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมก็คงต้องยอมรับว่าผมล้มเหลวในหน้าที่ผู้บังคับการฝ่ายการเมือง มันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่สามารถปลูกฝังอุดมการณ์ที่ดีให้กับทุกคนได้”
คำพูดของสหายเจียงซูหลันมันผิดตรงไหน การที่เหล่าภรรยาทหารจับกลุ่มนินทากันมันก็เหมือนน้ำขุ่นๆ ที่ไม่มีวันใสสะอาดอยู่แล้ว พอมีคนที่เป็นเหมือนน้ำใสแจ๋วเข้ามา กลับพากันไปรุมตำหนิว่าน้ำใสนั้นไม่ควรจะใสจนมองเห็นก้นบ่ออย่างนั้นหรือ
เซียวอ้ายจิ้งถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเจอคำเปรียบเปรยนั้น
เธอทำได้เพียงกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจ
ซ่งเว่ยกั๋วถอนหายใจยาว “เหล่าเซียว คุณไม่ควรมีอคติกับสหายเจียงซูหลันนะ สหายคนนี้เขาเป็นคนดีมากๆ จริงๆ ต่อให้คุณจะไม่ชอบหน้าเขา ผมก็ไม่อยากให้คุณไปสร้างเรื่องบาดหมางกับเขา”
คำพูดของสามีทำให้เซียวอ้ายจิ้งยิ่งโมโห
“นี่ฉันต้องกลัวเขาด้วยหรือไง”
เจียงซูหลันก็เป็นได้แค่ภรรยาของรองผู้บังคับการกรม แต่เธอคือภรรยาของผู้บังคับการฝ่ายการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น สามีของเธอก็ยังอายุน้อย อนาคตในเส้นทางนี้ยังไปได้อีกไกลอย่างที่เทียบกันไม่ติด
ท่าทีและน้ำเสียงที่แสดงความเหนือกว่านั้นทำให้ซ่งเว่ยกั๋วต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
“เหล่าเซียว ตอนนี้ความคิดของคุณมีปัญหาจริงๆ แล้วนะ ผมขอแนะนำให้คุณไปเขียนรายงานทบทวนความผิดมา 1,000 ตัวอักษร แล้วกลับไปคิดให้ดีว่าคุณทำอะไรผิดไป”
ประโยคนี้เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เซียวอ้ายจิ้งหมดความอดทน “ฉันว่าคุณนั่นแหละที่เพี้ยนไปแล้ว พอเห็นว่าเจียงซูหลันหน้าตาสวยหน่อย ก็หลงจนลืมไปแล้วหรือไงว่าใครเป็นภรรยาของคุณ”
เวลาที่ผู้หญิงหึงหวงขึ้นมา พวกเธอก็มักจะพูดจาไร้สาระและหาเหตุผลไม่ได้
ซ่งเว่ยกั๋วไม่อยากจะทนอีกต่อไป เขานวดขมับที่เต้นตุบๆ ของตัวเอง พลางมองภรรยาด้วยสายตาที่เหนื่อยหน่าย “ถ้าคุณอยากให้ผมต้องถอดเครื่องแบบนี้ แล้วกลับไปเป็นชาวนาขุดดิน ก็เชิญคุณสร้างเรื่องต่อไปได้เลย ไปเป็นศัตรูกับสหายเจียงซูหลันให้สมใจ ผมมันคนบ้านนอกอยู่แล้ว กลับไปทำนาก็ไม่เดือดร้อนอะไร แต่ผมกลัวแค่ว่าคุณต่างหากที่จะทนความลำบากแบบนั้นไม่ไหว”
เซียวอ้ายจิ้งเป็นคนเมืองหลวงแท้ๆ
การที่ต้องติดตามสามีกลับไปทำนาที่บ้านเกิดในมณฑลเสฉวนอันห่างไกล มันคือฝันร้ายชัดๆ
คำขู่นี้ได้ผลชะงัด เซียวอ้ายจิ้งทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง น้ำตาเริ่มไหลออกมา “ทำไมฉันต้องมาแต่งงานกับผู้ชายอย่างคุณด้วยนะ”
ภรรยาถูกคนอื่นรังแกมา แต่สามีกลับไม่คิดจะปกป้อง แถมยังมาซ้ำเติมบีบคั้นกันอีก นี่เขาตั้งใจจะบีบให้เธอยอมแพ้เจียงซูหลันในทุกเรื่องใช่ไหม
แต่พอนึกถึงเรื่องยุ่งเหยิงที่หลานสาวอย่างเจียงหมิ่นอวิ๋นต้องเจอ เธอก็ไม่อาจกล้ำกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปได้
เมื่อเห็นว่าภรรยายังคงดื้อดึงไม่ยอมรับฟังเหตุผล ซ่งเว่ยกั๋วก็โกรธจนแทบไม่อยากพูดอะไรอีก เขาคว้าเสื้อคลุมแล้วเดินตรงไปยังประตูทันที
“เรื่องของเจียงซูหลัน ผมไม่เคยขอให้คุณไปประจบเอาใจเขา แต่อย่างน้อยที่สุดคุณก็ต้องไม่ไปสร้างศัตรูกับเขา”
“ผมจะไปนอนที่สำนักงาน คุณใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องนี้ดูให้ดีก็แล้วกัน”
คราวนี้ เซียวอ้ายจิ้งเงียบกริบ เธอตกใจจนรีบลุกพรวดพราดวิ่งตามสามีออกไป
แต่เพราะความรีบร้อนเกินไป ทำให้เธอไม่ทันระวังธรณีประตู ร่างของเธอจึงสะดุดล้มถลาไปข้างหน้าอย่างแรง
เสียงร่างล้มลงกระแทกพื้นดังโครม! ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วร่างจนเธอต้องสูดหายใจเฮือก ร่างกายที่เจ็บปวดบวกกับความอัดอั้นตันใจที่สามีไม่เข้าข้าง ทำให้เซียวอ้ายจิ้งปล่อยโฮออกมาดังยิ่งกว่าเดิม
…
เจียงซูหลันไม่รู้ตัวเลยว่าโจวจงเฟิงออกจากบ้านไปตอนไหน เพราะเธอหลับสนิทมากจริงๆ
เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นเพียงกระดาษโน้ตที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งบอกสั้นๆ ว่าเขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก
เธอก็อดที่จะถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ หลังจากที่เธอจัดการตัวเองจนเรียบร้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “พี่สะใภ้ครับ อยู่หรือเปล่า”
เจียงซูหลันที่ยังคงงัวเงียเล็กน้อยเดินไปเปิดประตู เธอจำหน้าทหารหนุ่มคนนี้ได้ลางๆ รู้แค่ว่าเป็นคนที่สนิทกับโหวจื่อ แต่เธอไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร
“พี่สะใภ้ครับ นี่อาหารเช้า รองผู้บังคับการกรมสั่งให้ผมเอามาให้” ทหารหนุ่มผิวเข้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ
ในมือของเขาคือหมั่นโถวขาวและโจ๊กข้าวโพดที่ยังอุ่นๆ เหมือนเช่นเคย
เจียงซูหลันแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะรับมา “ขอบคุณนะจ๊ะ”
“พี่สะใภ้ครับ งั้นผมไปก่อนนะ รองผู้บังคับการกรมฝากบอกว่าถ้าพี่มีอะไรก็ไปเรียกผมได้เลย ผมกับโหวจื่อน่ะเป็นพี่น้องกัน แถมรองผู้บังคับการกรมก็เคยช่วยชีวิตผมไว้ด้วยครับ”
ความหมายของเขาก็คือ โหวจื่อรู้สึกขอบคุณเธอมากเพียงใด เขาก็รู้สึกไม่ต่างกัน
เจียงซูหลันไม่คิดว่าโจวจงเฟิงจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ถึงขนาดนี้ เขาฝากฝังให้คนมาดูแลเธอเป็นการส่วนตัวเลยทีเดียว ความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบเข้ามาในหัวใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ ถ้าฉันมีอะไร ฉันจะไปหาเธอแน่นอน”
อาจเพราะการไม่อยู่ของโจวจงเฟิง ทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนในบ้านรู้สึกผ่อนคลายและกล้าเล่นซนมากกว่าปกติ ถึงจะไม่ถึงขั้นปีนป่ายหลังคา แต่ก็วิ่งเล่นกันจนทั่วทุกมุมของบ้านเท่าที่พวกเขาจะทำได้
เวลาล่วงเลยมาจนถึงสี่โมงเย็น
แสงแดดสีส้มทองเริ่มอ่อนแรงลง ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หวังสุ่ยเซียงในชุดทะมัดทะแมง สวมหมวกสาน แขนข้างหนึ่งคล้องถังใบเล็ก ส่วนอีกมือก็ถือคราดอันจิ๋วเดินมาเคาะประตูบ้าน
“น้องซูหลัน วันนี้น้ำลดใหญ่เลยนะ ไปเก็บของทะเลด้วยกันไหม”
มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่ เมื่อไหร่ที่ถึงช่วงน้ำทะเลลดลงมาก บรรดาภรรยาทหารก็จะรวมตัวกันออกไปแสวงหาโชค
ช่วงน้ำลดใหญ่หมายถึงของดีจากธรรมชาติ นี่คือของขวัญที่ทะเลมอบให้ ใครไม่ไปก็ถือว่าพลาดอย่างแรง
เพราะการจะเจียดเงินเบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิดของสามีไปซื้ออาหารทะเลกินนั้น ถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยที่นานๆ จะทำได้สักครั้ง
พอได้ยินแบบนั้นดวงตาของเจียงซูหลันก็เป็นประกายขึ้นมา เธอเติบโตมาในพื้นที่ห่างไกลทะเล ไม่เคยมีประสบการณ์เก็บของทะเลมาก่อนเลย จึงรู้สึกตื่นเต้นอยากลองดู “พี่สุ่ยเซียง รอฉันแป๊บนึงนะคะ”
เด็กทั้งสองคนที่ได้ยินบทสนทนาก็พากันโห่ร้องดีใจ รีบวิ่งเข้าไปเปลี่ยนรองเท้าแตะในบ้านทันที เพราะพวกเขาตั้งใจจะไปด้วย
เจียงซูหลันมองหาอุปกรณ์ทั่วบ้านแล้ว แต่ก็ไม่พบถังขนาดเล็กที่พอจะใช้ได้เลย สุดท้ายเธอจึงจำใจหยิบกะละมังเคลือบใบหนึ่งติดมือออกมา
ภาพนั้นทำให้หวังสุ่ยเซียงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “น้องซูหลัน ทำไมเธอไม่ยกหม้อหุงข้าวที่บ้านออกมาด้วยเลยล่ะ”
ใครเขาไปเก็บของทะเลโดยใช้กะละมังเคลือบกัน มันน่าเสียดายของดีๆ แบบนั้นจะตายไป
เจียงซูหลันรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที “พอดีฉันไม่มีถังน่ะค่ะ”
ด้วยนิสัยที่เป็นคนขี้อายและไม่ค่อยพูดเล่นอยู่แล้ว พอโดนแซวแบบนี้ ใบหน้าของเธอก็เห่อร้อนจนแดงก่ำ
หวังสุ่ยเซียงมองภาพนั้นแล้วนึกอยากจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มใสๆ นั้นจริงๆ ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้ช่างสร้างมาได้อย่างไรกันนะ
ขนาดแค่หน้าแดงยังดูสวยจนน่ามองขนาดนี้
เธอต้องพยายามลดโทนเสียงที่ดังเป็นปกติของตัวเองลง “ช่างเถอะๆ งั้นเธอเอาถังใบนี้ของฉันไปใช้ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาใบใหม่ที่บ้าน”
ยังไม่ทันที่หวังสุ่ยเซียงจะได้หมุนตัวกลับ เหมียวหงอวิ๋นที่อยู่บ้านติดกันก็ชะโงกหน้าออกมาพร้อมกับตะกร้าสานใบเล็กในมือ “จะกลับไปทำไมให้เสียเวลา มาเอาตะกร้าที่บ้านฉันนี่ก็ได้”
[จบบท]