บทที่ 142: หอยตากลม
“ก็พอไหวค่ะ แต่บางทีเด็กๆ ก็ซนมากไปหน่อย ฉันก็อดโมโหไม่ได้เหมือนกัน”
เจียงซูหลันตัดสินใจถอดรองเท้าออก แล้วปล่อยให้เท้าเปล่าได้สัมผัสกับหาดทรายสีเงินละเอียดนุ่มที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกอุ่นสบายจากเม็ดทรายที่อาบแดดมาทั้งวันแทรกผ่านระหว่างนิ้วเท้า ก่อนจะไหลขึ้นมากลบหลังเท้า ให้ความรู้สึกผ่อนคลายคล้ายกับการนวดเบาๆ เธอทอดสายตามองผืนน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รับเอากลิ่นเค็มจางๆ ที่ลอยมากับสายลม ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างเป็นสุข “ชายทะเลนี่ดีจริงๆ เลยนะคะ”
บรรยากาศที่นี่ช่างแตกต่างจากแผ่นดินใหญ่ กลิ่นอายของคลื่นทะเลที่ชัดเจนทำให้เธอรู้สึกสดชื่น
หวังสุ่ยเซียงที่มองท่าทางเปี่ยมสุขนั้นอยู่ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ดีอะไรกันจ๊ะ ที่นี่มันทั้งยากจนแถมยังห่างไกลความเจริญ ฉันว่านะเป็นเพราะน้องซูหลันมองโลกในแง่ดีมากกว่า ตอนที่ภรรยาทหารหลายคนย้ายมาที่เกาะนี่ใหม่ๆ พอตื่นเช้ามาอีกวันก็ร้องห่มร้องไห้จะขอกลับบ้านกันเป็นแถว บางคนก็บ่นว่าเกาะนี้ยากจนเกินไป บางคนก็ว่ามันเก่าซอมซ่อไม่น่าอยู่ คนที่ปรับตัวง่ายแล้วก็มีความสุขง่ายๆ แบบน้องซูหลันเนี่ย ฉันเพิ่งจะเคยเจอเป็นคนแรกเลยนะ”
เธอยังจำได้ดีว่าตอนที่ตัวเองมาถึงครั้งแรก เห็นสภาพรอบตัวแล้วก็ใจหายไปเหมือนกัน นั่นทำให้เธอพาลไม่อยากคุยกับสามีไปตั้งครึ่งเดือน
เหมียวหงอวิ๋นเองก็พยักหน้าสนับสนุน ขณะที่มือก็ยังคงสาละวนกับการคุ้ยเขี่ยหาของทะเลบนหาดทราย “ใช่ค่ะ ตอนแรกฉันเองก็ร้องไห้ไปหลายรอบเลย กว่าจะทำใจยอมรับได้”
เจียงซูหลันทำเพียงแค่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม หญิงสาวรู้ดีว่าสิ่งที่พวกพี่สะใภ้พูดมาคือความจริง ในสายตาคนอื่น เกาะแห่งนี้อาจจะดูโดดเดี่ยว ห่างไกลจากความเจริญ และการเดินทางก็ลำบาก แต่สำหรับเธอแล้ว คุณสมบัติเหล่านั้นคือสิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุด
เพราะการอยู่ที่นี่หมายความว่าเธอปลอดภัย ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา จะต้องเผชิญหน้ากับเจิ้งเซี่ยงตง ใบหน้าที่ตามหลอกหลอนเธอไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ เพียงแค่คิดว่าได้มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีเขา อากาศที่นี่ก็พิเศษกว่าที่ไหนๆ แล้ว
เมื่อเห็นว่าเจียงซูหลันกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้า ทั้งหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นต่างก็พากันเงียบเสียงลง พวกเธอทำตามอย่างเจียงซูหลันบ้าง ลองหลับตาลงช้าๆ
เสียงสายลมที่พัดผ่านชายหาดดังหวีดหวิวอยู่ในหู กระทบผิวกายเบาๆ มีเสียงนกนางนวลร้องแว่วมาแต่ไกล ผสมผสานกับเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่งอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความเงียบสงบที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
บรรยากาศอันเงียบสงบนั้นต้องหยุดลง เมื่อเสียงของเถี่ยตั้นดังขึ้น เด็กชายวิ่งหน้าตาตื่นมาหาพร้อมกับหอบหายใจ “คุณอาเล็กครับ ผมเจอหอยตัวหนึ่งด้วย”
แต่เขาไม่รู้ว่ามันคือหอยอะไร
เจ้าหอยที่ว่ามีขนาดใหญ่พอๆ กับฝ่ามือเล็กๆ ของเถี่ยตั้น รูปทรงของมันค่อนข้างกลมป้อม เปลือกแข็งด้านบนม้วนเป็นเกลียว โดยมีส่วนปลายสุดเป็นยอดแหลมสีน้ำตาลอมฟ้าดูคล้ายดวงตา
ส่วนด้านล่างเปลือกเป็นส่วนของเนื้อสีขาวนวลอวบอิ่มที่ดูโปร่งแสง มันแผ่กว้างออกมาเป็นแผ่นหนาราวกับเนื้อบด หรือดูคล้ายชายกระโปรงขนาดใหญ่ที่กำลังลากไปกับพื้นช้าๆ และมันกำลังพ่นน้ำออกจากตัวไม่หยุด
เสียงเรียกของเถี่ยตั้นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามต้องรีบหันไปมอง
หวังสุ่ยเซียงเป็นคนที่ไวกว่าใคร เธอก้าวเข้าไปรับหอยตัวนั้นมาไว้ในมืออย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะทันรู้ตัว
แล้วใช้นิ้วทั้งห้าบีบลงไปบนตัวหอยอย่างแรงจนเนื้อของมันหดกลับเข้าไปในเปลือก พร้อมกับพ่นน้ำออกมาเป็นสาย กระจายไปทั่วบริเวณ
เสี่ยวเถี่ยตั้นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ โดนน้ำพุ่งใส่หน้าเต็มๆ จนต้องรีบยกมือขึ้นมาป้องใบหน้าเอาไว้
หวังสุ่ยเซียงเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะออกมา เธอยกมือขึ้นไปขยี้หัวทุยๆ ของเด็กชาย “นี่เขาเรียกหอยตากลมจ้ะ จำไว้นะ พอเก็บได้ปุ๊บต้องรีบฉีดน้ำมันออกทันที ไม่อย่างนั้นถ้ามันรู้ตัวเมื่อไหร่ มันจะดูดทรายเข้าไปในเปลือกจนหมด คราวนี้ล่ะล้างให้สะอาดยากเลย”
เธอส่งหอยตากลมที่รีดน้ำออกหมดแล้วคืนให้เสี่ยวเถี่ยตั้น และลูบแก้มเขาเบาๆ “วันนี้ดวงดีนะเรา ไปหาเก็บมาอีกสิ หอยแบบนี้น่ะเนื้อเยอะมากๆ กัดไปคำเดียวก็เต็มปากแล้ว”
นี่คือหอยชนิดที่พวกเธอชอบเก็บมากที่สุดเวลาที่ออกมางมหอย ไม่เหมือนพวกหอยเจดีย์หรือหอยเล็กๆ ชนิดอื่นที่แทบไม่มีเนื้อ แถมยังเก็บยากเย็น พอเอาไปทำกับข้าวก็ยิ่งเสียเวลากว่าเดิม
เสี่ยวเถี่ยตั้นดูเหมือนจะได้กำลังใจขึ้นมาเป็นกอง เขาไม่อยากเอาหอยตัวแรกที่หาได้ใส่ลงถังรวม แต่กลับเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเองอย่างหวงแหน
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองหวังสุ่ยเซียงแล้วพูดอย่างนอบน้อม “ขอบคุณครับคุณป้า”
เด็กคนนี้ช่างมีมารยาทดีจริงๆ
หวังสุ่ยเซียงถึงกับหันไปทางเจียงซูหลัน “น้องซูหลัน นี่เธอสอนหลานยังไงเหรอจ๊ะ ทำไมถึงได้เรียบร้อยรู้ความขนาดนี้”
ถ้าเป็นลูกๆ ที่บ้านเธอล่ะก็ อย่างกับพวกลิงทโมน อย่าว่าแต่จะมาพูดขอบคุณเลย ไม่โดดถีบเธอก็ดีแค่ไหนแล้ว
เจียงซูหลันกำลังตั้งใจฟังวิธีจัดการกับหอยตากลม เธอคิดว่าจะต้องจดจำรายละเอียดเหล่านี้ไว้ให้ดี เพราะถ้าเทียบกับหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นแล้ว เธอก็ไม่ต่างอะไรกับมือใหม่ที่เพิ่งเคยมางมหอยเป็นครั้งแรก
พอได้ยินคำชมของหวังสุ่ยเซียง เธอก็ได้แต่ถอนหายใจ “ก็คงเพราะเป็นเด็กไม่มีแม่ เลยต้องเรียนรู้ที่จะโตเร็วกว่าคนอื่นน่ะค่ะ”
การที่เสี่ยวเถี่ยตั้นไม่มีแม่ คอยดูแล ประกอบกับพ่อของเขาก็ร่างกายไม่แข็งแรง นั่นจึงทำให้เด็กชายดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปมาก
คำพูดนั้นทำให้เหมียวหงอวิ๋นหันมามองด้วยความสนใจ “ฉันก็สงสัยมาตั้งนานแล้วล่ะค่ะ ว่าทำไมน้องเป็นเจ้าสาวหมาดๆ แต่กลับต้องพกหลานชายมาด้วยแบบนี้”
มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก แต่เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยสนิทกัน เธอเลยไม่กล้าเอ่ยปากถาม
เจียงซูหลันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นความลับอะไรที่ต้องปิดบัง เธอจึงเล่าไปตามตรง “พอดีเถี่ยตั้นเขาป่วยเป็นโรคหอบหืดน่ะค่ะ สามีฉันเขาได้ยินมาว่าอากาศที่เกาะนี่ดี เหมาะกับการรักษาโรคนี้ เขาก็เลยตัดสินใจพาน้องมาด้วยกันเลย”
พอรู้เหตุผล หวังสุ่ยเซียงก็รู้สึกสงสารเด็กชายจับใจ “โถ ชีวิตของเด็กคนนี้น่าสงสารจริงๆ”
ใครๆ ก็รู้ว่าโรคหอบหืดเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เด็กตัวแค่นี้ต้องมาป่วยเป็นโรคแบบนี้ได้ยังไง
แต่เหมียวหงอวิ๋นก็พูดแทรกขึ้นมา “ถ้าป่วยเป็นโรคหอบหืดจริงๆ ล่ะก็ พวกเธอพาน้องมาที่นี่น่ะ ถูกต้องที่สุดแล้ว”
เธอเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะลดเสียงลงแล้วพูดต่อ “แม่สามีของฉันเองก็เป็นโรคนี้เหมือนกันจ้ะ สมัยที่ยังอยู่ที่เมืองหลวงนะ ท่านจะมีอาการกำเริบอยู่บ่อยๆ แต่เชื่อไหมว่าตั้งแต่ย้ายมาอยู่บนเกาะนี่ นี่ก็ผ่านมาสามสี่ปีกว่าแล้ว ท่านไม่เคยมีอาการกำเริบเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ดวงตาของเจียงซูหลันสว่างวาบขึ้นมา “จริงเหรอคะ”
“เรื่องแบบนี้ฉันจะโกหกเธอไปทำไมล่ะจ๊ะ”
ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจของเจียงซูหลันคล้ายกับถูกยกออกไปในทันที แม้ว่าก่อนหน้านี้เหออวี้จู้ที่พบบนรถไฟจะเคยพูดทำนองนี้เหมือนกัน แต่เธอก็ยังไม่เคยเห็นข้อพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง
หรือพูดอีกอย่างก็คือ เธอยังไม่เคยได้ยินการยืนยันจากคนรอบข้างที่นี่ มันเลยยังรู้สึกขาดความมั่นใจอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ พอมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างคุณย่าแม่สามีของเหมียวหงอวิ๋น เจียงซูหลันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาจริงๆ เธอรีบซักต่อ “แล้วปกติท่านต้องทานยา หรือว่าต้องคอยระวังเรื่องอาหารการกินอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมคะ”
เหมียวหงอวิ๋นส่ายหน้า “ไม่เลยจ้ะ ไม่มีอะไรเลย มันก็แปลกดีเหมือนกันนะ ตั้งแต่แม่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านก็ไม่เคยป่วยด้วยโรคนี้อีกเลย”
เจียงซูหลันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนี้เธอก็เลยยิ่งตั้งอกตั้งใจฟังคำแนะนำเรื่องการงมหอยมากขึ้นไปอีก
หวังสุ่ยเซียงเห็นว่าเธอตั้งใจเรียนรู้มากขนาดนี้ ก็เลยเปลี่ยนเป็นการสอนภาคปฏิบัติแทน สายตาของเธอกวาดมองไปตามแนวชายหาดอย่างรวดเร็ว
เธอมองเห็นร่องรอยบางอย่างบนผืนทราย มันเป็นเส้นทางยาวๆ ที่ดูเหมือนรอยคลานของหอย
หวังสุ่ยเซียงจึงจูงมือเจียงซูหลันเดินตรงไปที่จุดนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงซูหลัน เธอก็หยิบพลั่วอันเล็กขึ้นมา แล้วเริ่มขุดลงไปตามแนวนั้น
[จบบท]