บทที่ 145: ขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล
เจียงซูหลัน "...?"
หน้าต่างข้อความพวกนี้ชักจะไปกันใหญ่แล้ว แต่ละอย่างที่โผล่ขึ้นมานี่มันช่างข้ามโลกข้ามภพเสียเหลือเกิน
ไอ้ระดับ 4 นั่นมันคืออะไรกัน เธอไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด แล้วจะให้ไปอวยพรชาวบ้านเขาได้ยังไง ยิ่งเรื่องเลื่อนตำแหน่งขึ้นเงินเดือนนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ขนาดตัวเธอเองยังเป็นคนว่างงาน ไม่มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่งด้วยซ้ำ
แต่ที่ดูจะเหนือจริงที่สุดก็คงเป็นเรื่องขอให้ช่วยอวยพรเรื่องการตั้งท้องนี่แหละ นี่เธอไม่ได้ท้อง ไม่ใช่ผู้ชาย และก็ไม่มีความสามารถพิเศษที่จะเสกเด็กเข้าท้องใครได้สักหน่อย
เจียงซูหลันยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พยายามข่มความรู้สึกสับสนวุ่นวายให้สงบลง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ดูเหมือนเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ความคิดนั้นทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างข้อความที่ลอยเด่นอยู่แถวบนสุดอีกครั้ง ก่อนที่สัญชาตญาณจะสั่งให้เธอก้มลงมองบริเวณโขดหินที่เท้าตัวเอง
และภาพที่เห็นก็ทำให้เจียงซูหลันแทบจะหยุดหายใจ ดวงตาคู่สวยทรงอัลมอนด์เบิกกว้างจับจ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
เท้าของเธอเหยียบอยู่บนโขดหินที่บัดนี้ไม่ได้มีแค่สีน้ำตาลเข้มของหิน แต่กลับถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกหอยขนาดเล็กนับแสนนับล้านตัว พวกมันเกาะกลุ่มกันแน่นขนัดจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับโขดหินไปแล้ว เมื่อทอดสายตามองออกไปก็เห็นแต่เจ้าหอยพวกนี้เต็มพรืดไปหมด
ไม่ว่าจะในซอกหลืบไหน หรือมุมอับใดของโขดหินก็ล้วนแต่มีพวกมันยึดครองพื้นที่อยู่เต็มไปหมด พวกมันเกาะกันแน่นหนาตั้งแต่บริเวณที่น้ำทะเลเพิ่งซัดผ่านไปหมาดๆ ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงส่วนที่อยู่พ้นผิวน้ำ แต่ยังคงโดนคลื่นสาดกระเซ็นถึง
มันมีอยู่ทุกที่จริงๆ!
หรือว่า... นี่จะเป็น 'หมวกแม่ทัพ' ที่ในหน้าต่างข้อความพูดถึงนั่นน่ะเหรอ?
แถมยังถูกเรียกว่า 'หอยเป๋าฮื้อปลอม' อีกต่างหาก แค่ฟังชื่อเล่นก็พอจะเดาได้แล้วว่ามันต้องเป็นของดีมีราคาแน่ๆ
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มันไม่ได้มีแค่หย่อมสองหย่อม แต่มันมีเยอะจนสุดลูกหูลูกตา เธอมองไม่เห็นเลยว่าแนวโขดหินนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน นั่นหมายความว่าจำนวนของหอยหมวกแม่ทัพพวกนี้มันอาจจะมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
เจียงซูหลันพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้นที่กำลังประเดประดังเข้ามาจนแทบจะพูดไม่ออก ลิ้นของเธอแข็งทื่อไปหมด แต่เธอก็พยายามรวบรวมสติตะโกนเรียกคนทั้งสอง
"พี่สุ่ยเซียง! พี่สะใภ้เหมียว! พวกพี่รีบมาทางนี้เร็ว!"
"มาดูเร็วว่าฉันเจออะไร!?"
เสียงเรียกที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นนั้นดังชัดเจน ทำให้หวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นที่กำลังแยกกันหาของอยู่รีบผละจากตรงนั้นแล้ววิ่งตรงมาหาเธอทันที
ทันทีที่หวังสุ่ยเซียงวิ่งมาถึงและได้เห็นภาพตรงหน้า เธอก็ถึงกับอ้าปากค้าง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จนแทบจะสำลัก "โอ้! แม่เจ้าประคุณ! นี่มันหอยเป๋าฮื้อปลอมทั้งนั้นเลยนี่นา! ทำไมมันเยอะขนาดนี้!"
"นี่มันจะเยอะไปถึงไหนกันเนี่ย!?"
"แบบนี้เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านกันล่ะเนี่ย!!!!"
แววตาของเธอสั่นระริกเมื่อมองไปยังโขดหินที่ทอดยาวซึ่งบัดนี้ถูกหอยหมวกแม่ทัพยึดครองไปหมดแล้ว แค่คิดว่าต้องมานั่งแซะทั้งหมดนี่ก็เหนื่อยล่วงหน้าแล้ว เผลอๆ แซะกันจนตะวันตกดินก็อาจจะยังไม่หมด
ส่วนเหมียวหงอวิ๋นที่ตามมาติดๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน เมื่อเห็นขุมทรัพย์มหาศาลตรงหน้า ขาเธอก็อ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ต้องรีบเอามือยันโขดหินไว้เพื่อพยุงตัว "คนเฒ่าคนแก่ชอบพูดกันว่า คนที่เพิ่งหัดมาเก็บของทะเลครั้งแรกมักจะดวงดี... แต่ก่อนฉันไม่เคยเชื่อเลย" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ "แต่วันนี้... ฉันเชื่อหมดใจแล้ว"
นี่มันไม่ใช่แค่คำว่าโชคดีแล้ว
แต่มันคือโชคหล่นทับ โชคดีแบบฟ้าประทานชัดๆ
เธอใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนี้มาก็หลายปีดีดัก ออกมาตระเวนเก็บของทะเลตามชายหาดไม่ต่ำกว่า 3 ปี แต่เธอกล้าพูดได้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยเจอภาพอะไรที่มันน่าตื่นตาตื่นใจเท่านี้มาก่อน การเจอของดีว่ายากแล้ว แต่การเจอของดีที่รวมกลุ่มกันหนาแน่นเป็นแพขนาดนี้ มันคือครั้งแรกในชีวิตของเธอจริงๆ!
วินาทีนี้ ในสมองของเหมียวหงอวิ๋นว่างเปล่า มีเพียงความคิดเดียวที่ดังก้องอยู่ข้างใน
ทำไม! ทำไมเธอถึงไม่หยิบตะกร้าใบใหญ่มาด้วย!
มันก็นอนแอ้งแม้งอยู่ในลานบ้านแท้ๆ แต่เธอดันคิดว่ามันใหญ่เกะกะ เลยเลือกหยิบใบเล็กติดมือมาแทน
แล้วดูตอนนี้สิ ตะกร้าใบจิ๋วในมือเธอ มันจะไปพอใส่อะไรได้?
แค่ก้มหน้าก้มตาแซะไม่ถึงชั่วโมงก็คงจะเต็มจนล้นปรี่ออกมาแล้ว!
ใครมันจะไปคิดล่ะว่า วันนี้โชคจะเข้าข้างกันขนาดนี้ ปกติเวลาที่น้ำทะเลลดลงมากๆ ต่อให้ออกมาเก็บของทะเลทั้งวัน ตะกร้าใบเล็กยังแทบจะไม่เต็มเลยด้วยซ้ำ!
แต่วันนี้... วันนี้ต่อให้เอาตะกร้าใบใหญ่ที่สุดในบ้านมา ก็ไม่รู้ว่าจะใส่หมดหรือเปล่า
เจียงซูหลันมองสีหน้าตกตะลึงและอาการเหม่อลอยของทั้งสองคนแล้วก็พอจะเข้าใจ เธอจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น "แล้วเราจะเอาเจ้าพวกนี้ออกมายังไงเหรอคะ?"
เมื่อครู่เธอแอบลองใช้เล็บจิกดึงมันออกมาดูแล้ว แต่ไร้ประโยชน์ เจ้าหอยพวกนี้กลับยิ่งเพิ่มแรงยึดเกาะแน่นกว่าเดิมราวกับรู้ตัว มันเกาะติดโขดหินแน่นตึ้บจนเธอไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย
คำถามของเจียงซูหลันเปรียบเหมือนเสียงสวรรค์ที่ดึงสติของหวังสุ่ยเซียงกลับมาสู่ความเป็นจริง เธอตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาถูไถกันไปมาเพื่อระบายความดีใจ "เดี๋ยว! เดี๋ยวฉันสอนให้เอง"
ว่าแล้วเธอก็ไม่รอช้า หยิบพลั่วอันเล็กที่พกติดตัวมาด้วยขึ้นมาในท่าเตรียมพร้อม ก่อนจะย่อตัวลงในจุดที่มีหอยเกาะอยู่หนาแน่น แล้วหันมาส่งสัญญาณให้เจียงซูหลัน "ดูให้ดีๆ นะ!"
สิ้นเสียงนั้น ปลายพลั่วก็ถูกสอดเข้าไปใต้ขอบเปลือกหอยอย่างแม่นยำ หวังสุ่ยเซียงออกแรงงัดเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำเป็นต้องออกแรงซ้ำ หอยหมวกแม่ทัพก็หลุดกระเด็นออกมาอย่างง่ายดาย
เผยให้เห็นด้านในของเปลือกที่มีลวดลายงดงามราวกับฝาหม้อขนาดจิ๋ว ส่วนเนื้อหอยที่อยู่ข้างในนั้นเป็นสีขาวนวลละเอียดน่าสัมผัส
โดยเฉพาะบริเวณขอบเนื้อตรงกลางที่ม้วนตัวขึ้นเล็กน้อย ทำให้มันดูคล้ายกับหอยเป๋าฮื้ออย่างมาก
แค่มองด้วยตาก็รู้แล้วว่าสดใหม่ขนาดไหน
"ทีนี้รู้วิธีแซะหรือยังล่ะ?"
หวังสุ่ยเซียงสาธิตให้ดูอีก 2-3 ครั้งติดกันจนเธอแน่ใจว่าเจียงซูหลันมองเห็นได้ชัดเจน
ก่อนจะยื่นพลั่วอันเล็กในมือส่งให้กับเธอ
เจียงซูหลันพยักหน้าหงึกหงัก รับพลั่วมาถือไว้ในมือ แล้วเริ่มลองทำตามทันที
แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จังหวะการลงมือครั้งแรกของเธอยังขาดความเร็วและเด็ดขาด พอปลายพลั่วค่อยๆ แหย่เข้าไป แผ่นดูดของหอยหมวกแม่ทัพก็ไหวตัวทัน มันดูดเกาะกับผิวโขดหินแน่นหนึบยิ่งกว่าเดิม
ไม่สำเร็จ!
"เอาน่า ไม่เป็นไร ลองใหม่ๆ!"
หวังสุ่ยเซียงตะโกนให้กำลังใจ
เจียงซูหลันเลยลองพยายามอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้เธอจะกะแรงผิดไปหน่อย เผลอออกแรงมากเกินไป จนหอยหมวกแม่ทัพทั้งตัวถูกงัดจนพลิกหงาย ส่วนเปลือกสีน้ำตาลที่เหมือนฝาหม้อก็แตกกระจายละเอียด
เนื้อหอยสีขาวนวลที่หลุดออกมาบัดนี้กลับคลุกเคล้าไปกับเศษหินที่แตกปนกัน กลายเป็นภาพความงามที่ดูดิบเถื่อนไปอีกแบบ
เจียงซูหลันแอบแลบลิ้นตัวเองอย่างเขินอาย โชคดีที่เมื่อเธอเหลือบไปมองปฏิกิริยาของคนอื่น ก็เห็นว่าทั้งหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นต่างก็กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเกี่ยวผลผลิตของตัวเองอย่างจริงจัง ไม่มีใครหันมาสนใจความล้มเหลวของเธอเลย
เธอจึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เธอไม่ยอมแพ้ ลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้เธอเริ่มจับจังหวะได้ดีขึ้น จากครั้งที่หนึ่ง... เป็นครั้งที่สอง... จนกระทั่งผ่านไปสิบกว่ายี่สิบกว่าตัว เจียงซูหลันก็ค้นพบเคล็ดลับของตัวเอง
และเมื่อเธอจับทางได้แล้ว ทุกอย่างก็ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก คำว่า ‘เหมือนปลาได้น้ำ’ คงไม่เกินจริงสำหรับเธอในตอนนี้
เธอกลายเป็นเครื่องจักรแซะหอยไปโดยปริยาย ทำเพียงแค่ ก้มตัวลง ก้มหน้า แล้วออกแรงที่ข้อมืออย่างแม่นยำ
หนึ่งตัว สองตัว สามตัว... จนกระทั่งเสียงกระทบกันของเปลือกหอยดังต่อเนื่องไปนับร้อยๆ ครั้ง
เจียงซูหลันเพิ่งจะรู้สึกตัวก็ตอนที่อาการปวดเมื่อยเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาที่กลางหลัง เอวของเธอปวดร้าว และต้นคอก็เริ่มเจ็บระบมจากการก้มหน้าเป็นเวลานาน นี่เธอก้มหน้าก้มตาแซะรวดเดียวโดยไม่หยุดพักจนได้มาเกือบครึ่งถังแล้ว
และที่น่าทึ่งก็คือ ทั้งหมดที่เธอทำไปนั้น เพิ่งจะเคลียร์โขดหินไปได้แค่ 3 ก้อนเท่านั้น ยังเหลือสมรภูมิโขดหินอีกนับไม่ถ้วนที่รอให้เธอไปพิชิตอยู่เบื้องหน้า
เธอตัดสินใจยืดตัวตรงขึ้นเพื่อพักสายตาและบิดตัวคลายเมื่อย เธอหันไปมองพวกเด็กๆ ที่ชายหาดโดยอัตโนมัติ ก็เห็นว่าทั้งสามยังคงวิ่งเล่นไล่จับหอยตาแมวกันอย่างสนุกสนาน เมื่อแน่ใจว่าทุกคนยังปลอดภัยดี เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ช่วงเวลาพักของเธอก็สั้นนัก หวังสุ่ยเซียงที่อยู่ใกล้ๆ หันมาเห็นเข้าพอดีก็รีบส่งเสียงเร่งเร้า "ซูหลัน! มัวทำอะไรอยู่ รีบแซะเร็วเข้าสิ อย่ามัวอู้ เดี๋ยวพอน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมา เราจะอดกันหมดนะ"
สำหรับหวังสุ่ยเซียงผู้รักครอบครัวและเห็นคุณค่าของอาหาร นี่คือขุมทรัพย์จากทะเลที่ได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เฟินเดียว ถ้าเป็นไปได้ เธอก็อยากจะยกโขดหินทั้งแถบนี้กลับไปนั่งแซะต่อที่บ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
เจียงซูหลันที่เพิ่งจะได้ยืดเส้นยืดสายแค่ไม่กี่วินาที อดไม่ได้ที่จะกระแอมไอแก้เขินเบาๆ "ค่า... มาแล้วค่า"
[จบบท]