บทที่ 164: แม่เลี้ยงคนใหม่
คำพูดของเจียงหมิ่นอวิ๋นที่ลากโยงไปถึงปัญหาเรื่องประวัติภูมิหลัง ทำเอาทั้งแม่เฒ่าโจวและเด็กๆ ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นแผลเก่าของบ้านโจวเลยทีเดียว
ต้องไม่ลืมว่าสะใภ้คนเก่าของแม่เฒ่าโจว หรือก็คือแม่แท้ๆ ของเด็กทั้งสองคน ก็ต้องมีอันเป็นไปเพราะปัญหาละเอียดอ่อนเรื่องประวัติครอบครัวนี่แหละ ในตอนนั้นเธอถูกบีบให้ต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศไปก่อนกำหนด หากไม่ใช่เพราะโจวเยว่หัวตัดสินใจได้เด็ดขาดราวกับตัดแขนตัวเองทิ้งเพื่อรักษาชีวิต เขารีบจัดการเรื่องหย่าร้างได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ป่านนี้ทั้งครอบครัวของพวกเขาก็คงจะลำบากกันไปหมดแล้ว
“หมิ่นอวิ๋น เด็กๆ ยังไม่ประสีประสา เธออย่าเพิ่งพูดจาซีเรียสยกระดับเรื่องให้มันใหญ่โตไปถึงขนาดนั้นเลย”
พอเห็นว่าโจวเยว่หัวเลือกที่จะเข้าข้างพวกเขา โจวหยางที่ฉลาดเป็นกรดก็รีบกลอกตาทีนึง ก่อนจะฉวยโอกาสนี้ฟ้องพ่อทันที “พ่อครับ แม่เลี้ยงไม่ยอมทำข้าวให้พวกเรากินเลย”
“เขาจะปล่อยให้เราอดตาย”
คำฟ้องนั้นได้ผล โจวเยว่หัวขมวดคิ้วมุ่นทันที “อ้าว ก็บนโต๊ะมีหมั่นโถวแป้งข้าวโพดวางอยู่นี่ ไม่ใช่เหรอ” เขาไม่ใช่พ่อที่เข้าข้างลูกจนไม่ดูตาม้าตาเรือ ถึงขนาดมองไม่เห็นของกินที่วางอยู่ตรงหน้า
“แต่ผมอยากกินฝีมือแม่เลี้ยงนี่ครับ ให้เขาทำเอง”
พอได้ยินลูกชายอ้อนแบบนั้น โจวเยว่หัวก็ต้องหันไปมองหน้าภรรยาใหม่ “หมิ่นอวิ๋น ลูกๆ เขาอยากกินฝีมือเธอน่ะ งั้นคงต้องรบกวนเธอเหนื่อยหน่อยนะ”
เจียงหมิ่นอวิ๋นเชิดหน้าตอบ “ข้อแรก ฉันไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาอดตาย ข้อสอง โจวเยว่หัว เมื่อคืนฉันเข้ากะมาทั้งคืน ตั้งแต่สองทุ่มยันแปดโมงเช้า 12 ชั่วโมงเต็มๆ กลับมาบ้านเหนื่อยๆ บ้านอื่นเขามีข้าวกินรอท่า แต่ฉันนี่สิ นอกจากจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง ยังต้องมาเข้าครัวทำอาหารให้ลูกคุณอีก คุณไปถามดูเถอะ แถวนี้มีบ้านไหนเขาทำกันแบบนี้บ้าง”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดขึ้นมาทันที โจวเยว่หัวเองก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอทางออก “...งั้นเธอลาออกจากงานเลยดีไหม ฉันก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่เธอจะออกไปทำงานตั้งแต่แรกแล้ว”
“ไม่มีทาง”
การได้ทำงานคือสิ่งที่เธอยึดมั่นมาตลอด ถ้าต้องกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว สุดท้ายเธอก็คงไม่ต่างอะไรจากคนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง
“ถ้างั้นเอาแบบนี้ไหมล่ะ ในเมื่อคุณแม่ก็อยู่บ้านว่างๆ ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว ก็ให้ท่านทำกับข้าวให้พวกเรากินสิ” เจียงหมิ่นอวิ๋นเสนอทางเลือกที่เธอคิดว่าดีที่สุด
พอเจียงหมิ่นอวิ๋นเสนอทางเลือกนั้นจบลง หัวใจของแม่เฒ่าโจวที่กำลังฟังอยู่ก็หล่นวูบไปกองที่ตาตุ่ม “เยว่หัวเอ๊ย เมื่อคืนแม่ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลย ปวดทั้งคืนจนนอนไม่หลับ แม่กลัวว่าจะรบกวนลูก เลยไม่กล้าปลุกน่ะ”
โจวเยว่หัวขมวดคิ้วอีกรอบ “เรื่องแม่ทำกับข้าวไม่อร่อยก็เรื่องนึงนะ แต่ที่สำคัญคือท่านอายุมากแล้ว ท่านควรจะได้พักผ่อนสบายๆ ได้แล้ว” ประโยคนี้มีความหมายแฝงชัดเจนว่าหน้าที่ในการดูแลปรนนิบัติควรจะเป็นของเจียงหมิ่นอวิ๋นซึ่งเป็นลูกสะใภ้
เจียงหมิ่นอวิ๋นเงียบไป อารมณ์เหนื่อยล้าถาโถมเข้ามา “บ้านอื่นคนแก่กว่าคุณแม่เขายังช่วยกันทำมาหากินอยู่เลย คุณแม่เพิ่งจะห้าสิบกว่าๆ เองนะ จะพักผ่อนแล้วเหรอ แล้วฉันล่ะ ฉันทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เหนื่อยสายตัวแทบขาดในโรงงานจนเกือบจะเป็นลม คุณเป็นสามีไม่คิดจะสงสารฉันบ้างเหรอ ยังจะให้ฉันกลับมาเป็นทาสรับใช้คนทั้งบ้านอีก ตกลงคุณแต่งงานกับฉันมาทำไมกันแน่ โจวเยว่หัว”
เธอนึกย้อนไปถึงชีวิตในความฝัน แม้จะได้แต่งกับคนจนๆ อย่างเกาฉุ่ยเซิง เธอก็ยังไม่เคยต้องมาเจอความลำบากขนาดนี้ ช่วงหลายปีที่เขายังดีๆ อยู่ เธอแทบไม่เคยต้องเหยียบเข้าห้องครัวเลยด้วยซ้ำ เวลาจะกินข้าวเขาก็แทบจะประเคนยกมาเสิร์ฟให้ถึงบนคัง แต่พอมาแต่งงานกับโจวเยว่หัวได้แค่ครึ่งเดือน ทั้งงาน ทั้งบ้าน ทั้งลูกเลี้ยง ทั้งแม่สามี ทุกอย่างมันรุมเร้าจนเธอแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
“ฉันก็บอกแล้วไง ว่าให้เธอลาออกจากงานซะ กลับมาดูแลบ้านอย่างเดียว เธอก็จะไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้แล้ว” โจวเยว่หัวยังคงยืนยันคำเดิม
เขานึกเปรียบเทียบในใจ ขนาดเจียงซูหลันในอดีตยังทำทุกอย่างได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วทำไมคนมีการศึกษาระดับนักศึกษาอย่างเจียงหมิ่นอวิ๋นจะทำไม่ได้ เขายอมรับความจริงข้อหนึ่งเลยว่า ตอนที่เจียงซูหลันยังอยู่ เขาแทบไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรในบ้านเลยสักนิด ไม่เหมือนตอนนี้ที่วุ่นวายไปหมด
เจียงหมิ่นอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอตัดสินใจยอมถอยหนึ่งก้าว แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน “ก็ได้ ฉันจะลาออก แล้วกลับมาดูแลบ้านให้ แต่มีเงื่อนไขว่าเงินเดือนทั้งหมดของคุณ คุณต้องเอามาให้ฉันทั้งหมด ห้ามตุกติกแม้แต่เฟินเดียว”
โจวเยว่หัวยังไม่ทันได้เอ่ยปากคัดค้านอะไร คนที่ทนไม่ไหวจนต้องโพล่งออกมากลับเป็นแม่เฒ่าโจว “แกเป็นแค่เมียแต่งรอบสองนะ ยังจะกล้ามาขอคุมเงินในบ้านอีกเหรอ ทำไมไม่คิดจะบินขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะยะ”
เจียงหมิ่นอวิ๋นไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับแม่สามี เธอจ้องหน้าโจวเยว่หัวเพื่อรอคำตอบ “แล้วคุณล่ะ ว่ายังไง”
เรื่องที่จะต้องยกเงินเดือนทั้งหมดให้ภรรยาจัดการงั้นหรือ เรื่องแบบนี้ไม่เคยผ่านเข้ามาในหัวของโจวเยว่หัวมาก่อนเลยสักครั้ง เขาปฏิเสธข้อเสนอนี้แทบจะในวินาทีเดียวกัน
“เธอพูดล้อเล่นอะไร ฉันเป็นผู้ชายนะ เป็นหัวหน้าครอบครัว อนาคตฉันต้องทำธุรกิจ ต้องติดต่อการค้า ถ้าฉันเอาเงินให้เธอหมด แล้วฉันจะเอาที่ไหนไปใช้จ่ายล่ะ มันไม่สะดวกมากๆ”
“อีกอย่างนะ” โจวเยว่หัวปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น เขาหันไปไล่แม่กับลูกๆ ให้ออกไปรอด้านนอกจนในห้องเหลือแค่เขากับภรรยาสองต่อสอง
เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง
“หมิ่นอวิ๋น เธอรู้ไหม ตอนที่ฉันแต่งงานกับเจียงซูหลัน ฉันไม่เคยต้องยกเงินเดือนให้เขาเลยแม้แต่แดงเดียว แต่เขาก็ยังดูแลทุกอย่างในบ้านให้ฉันได้อย่างเรียบร้อย แถมยังเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสองคนของฉันจนโตมาได้อย่างยอดเยี่ยม”
“หมิ่นอวิ๋น ฉันไม่เชื่อหรอกนะ ว่าคนที่มีการศึกษาเป็นนักศึกษาอย่างเธอ จะทำได้แย่กว่าเจียงซูหลันที่จบแค่มัธยมปลาย”
โจวเยว่หัวกำลังใช้วิธีการพูดจายั่วยุเพื่อให้เธอรู้สึกฮึกเหิม ซึ่งเจียงหมิ่นอวิ๋นก็ดันเป็นคนที่หลงกลวิธีแบบนี้ได้ง่ายๆ พอได้ยินแบบนั้นเธอจึงเงียบเสียงลงไปจริงๆ
เขารุกต่อทันที “ปัญหาใหญ่ที่สุดของเธอตอนนี้ คือเธอยังไม่ยอมเปิดใจมองหยางหยางกับเสี่ยวเหม่ยว่าเป็นลูกของเธอเอง ตอนนั้นที่เจียงซูหลันทำได้ ก็เพราะเขาปฏิบัติต่อเด็กสองคนนี้เหมือนเป็นลูกในไส้ของเขาจริงๆ เขาถึงเอาชนะใจหยางหยางกับเสี่ยวเหม่ยได้ จนกลายเป็นสุดยอดคุณแม่ที่ใครๆ ก็พากันชื่นชม”
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ ใช้น้ำเสียงโน้มน้าวใจ “หมิ่นอวิ๋น เธอไม่อยากเป็นสุดยอดคุณแม่ที่ทุกคนอิจฉาแบบนั้นบ้างเหรอ”
คำพูดนั้นจี้ใจดำของเจียงหมิ่นอวิ๋นอย่างจัง ก็จริงอย่างที่เขาว่า เหตุผลที่เธอเลือกแต่งงานกับโจวเยว่หัว ก็เพราะหวังในความร่ำรวยและลูกๆ ที่แสนเพียบพร้อมของเขานั่นแหละ แต่ความฝันกับความจริงมันต่างกันลิบลับ เด็กสองคนนี้ดื้อด้านและดูแลยากกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก
เธอจึงได้แต่พูดเสียงอ่อย “ก็ฉันไม่เคยมีประสบการณ์เป็นแม่นี่นา เยว่หัว... หรืองี้ดี เรามีลูกของเราเองสักคนไหมล่ะ พอถึงตอนนั้นฉันก็คงจะมีประสบการณ์เองแหละ”
คำเสนอนั้นทำให้หัวใจของโจวเยว่หัวกระตุกวูบ เขาไม่ได้บอกเธอว่าตัวเองแอบไปทำหมันมาเรียบร้อยแล้ว ในชาติที่แล้วเขามีลูกที่เก่งกาจถึงสามคน มันก็มากเกินพอแล้ว เขาไม่อยากมีลูกเพิ่มอีกให้ต้องมาปวดหัวแย่งชิงมรดกกันในอนาคต จนครอบครัวต้องแตกแยก
โจวเยว่หัวจึงได้แต่ตอบปัดไปอย่างคลุมเครือ “เอาไว้ก่อนเถอะนะ รออีกสักสองสามปี รอให้ลูกๆ ยอมรับเธอได้มากกว่านี้ก่อน”
เจียงหมิ่นอวิ๋นแสดงสีหน้าผิดหวังชัดเจน “ถ้างั้น... คุณช่วยย้ายฉันจากแผนกในโรงงาน ไปทำงานในออฟฟิศสบายๆ แทนได้ไหมล่ะ” เธอบอกตามตรงว่าเธอทนความลำบากในสายการผลิตไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“หมิ่นอวิ๋น เรื่องนี้ก็ต้องรอเหมือนกัน เธอก็รู้นี่ว่าตอนนี้เขาไม่ได้เปิดรับคนงานเพิ่ม ที่ฉันใช้เส้นยัดเธอเข้าไปในแผนกได้ นี่ก็เป็นที่จับตามองของคนอื่นมากพอแล้วนะ”
[จบบท]