บทที่ 176: ไข้สูง
โจวจงเฟิงขานรับในลำคอ ก่อนจะหันไปจัดการแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนอย่างรวดเร็ว “อวิ๋นเป่า เธอไปที่สถานีอนามัยกับอาโหวจื่อและอาซื่อเหยียน ไปเอาพวกยามา”
จากนั้นเขาก็ก้มลงมองเด็กอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “เถี่ยตั้น เข้ามานี่สิ ยาที่บ้านเราเตรียมไว้ให้คุณอาเล็กของเธอตั้งแต่แรก เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เก็บไว้ตรงไหน”
เขาเพิ่งแต่งงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องออกไปทำภารกิจนานครึ่งเดือน พอกลับมาบ้านก็ถูกเจียงซูหลันจัดระเบียบข้าวของเสียใหม่หมด ของบางอย่างที่เขาเคยจำได้ว่าวางไว้ตรงไหนก็ถูกย้ายที่ไปแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถหาเจอได้ในเวลาอันสั้น
“ผมรู้ครับ”
เถี่ยตั้นรีบเสนอตัววิ่งนำเข้าไปในห้องทันที “คุณอาเล็กกลัวว่ายาจะชื้น เลยแยกเก็บสมุนไพรไว้ในลิ้นชักล่างสุดของตู้ห้าลิ้นชักครับ ผมยังช่วยคุณอาเล็กเก็บเลย”
คำพูดของเถี่ยตั้นช่วยได้มาก โจวจงเฟิงเดินตามเข้าไปและพบว่ามันหาได้ง่ายกว่าที่คิด
เขาต้องยอมรับเลยว่าเจียงซูหลันเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบมากจริงๆ ยาสมุนไพรทั้งหมดถูกรวบรวมจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกห่อยังมีกระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนระบุสรรพคุณติดไว้ชัดเจน
แก้ไอ แก้ไข้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทุกอย่างถูกจำแนกไว้หมด
ความใส่ใจนี้ทำให้โจวจงเฟิงหายาที่ต้องการได้ไม่ยาก เขาหยิบห่อยาสำหรับแก้ไข้ที่ระบุไว้ออกมาหนึ่งห่อ
เขาเดินกลับไปที่ครัว เทสมุนไพรในห่อลงในหม้อดินใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมา แล้วจุดไฟในเตา ใช้เพียงไฟอ่อนๆ ค่อยๆ เคี่ยวอย่างใจเย็น
เวลาผ่านไปนานถึงสองชั่วโมงเต็ม
เมื่อยาเข้มข้นได้ที่ เขาจึงตักมันขึ้นมาเทใส่ชามกระเบื้องเคลือบใบหนา แล้ววางพักไว้ให้ไอความร้อนจางลงจนเหลือแค่อุ่นๆ พอที่จะดื่มได้
เขาเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ปลุกเจียงซูหลันที่กำลังนอนซม ตอนนี้สติสัมปชัญญะของเธอดูเลอะเลือนเพราะพิษไข้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคนเป็นไข้ ยิ่งเข้าสู่เวลากลางคืน อุณหภูมิร่างกายก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้น
ยาจีนที่ต้มนี้เป็นเพียงการเตรียมรับมือไว้ก่อน แต่ยาที่จำเป็นจริงๆ สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินตอนกลางดึกหากไข้สูงเกินควบคุมก็คืออันหน่ายจิ้น
ทว่าเพียงแค่ยาต้มรสขมถูกจ่อเข้ามาใกล้ริมฝีปาก เจียงซูหลันที่ยังคงมึนงงก็ส่ายหน้าหนี “ฉันไม่อยากดื่ม”
อาจเพราะเธอเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นหมอ กลิ่นที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำของเธอมาตั้งแต่เด็กก็คือกลิ่นยาจีนต้มที่อบอวลไปทั่วบ้านนี่เอง
เธอจึงไวต่อกลิ่นนี้เป็นพิเศษ ยายังไม่ทันได้แตะปากด้วยซ้ำ เจียงซูหลันก็เม้มปากแน่นสนิทประหนึ่งหอยกาบที่ปิดฝาแน่น
โจวจงเฟิงจนปัญญา เขาจำต้องวางชามกระเบื้องเคลือบนั่นลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วช้อนตัวเธอขึ้นมาพิงกับหัวเตียง ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบปลอบด้วยเสียงที่ต่ำทุ้ม
“ซูหลันคนดี เชื่อฟังนะ ดื่มยาหน่อยไข้จะได้ลด”
โจวจงเฟิงไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่า ในชีวิตนี้เขาจะสามารถใช้โทนเสียงที่อ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้
“ไข้เหรอ”
“อืม เป็นไข้ก็ต้องกินยา”
เจียงซูหลันยอมอ้าปากดื่มยาเข้าไปสองสามอึกด้วยความมึนงง แต่รสขมจัดที่แล่นไปทั่วลิ้นก็ทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของเธอยับยู่เข้าหากัน โชคดีที่โจวจงเฟิงเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว เขาอาศัยจังหวะนั้นรีบหยิบน้ำตาลกรวดก้อนเล็กๆ ส่งเข้าปากเธอทันที
ความหวานของน้ำตาลกรวดช่วยบรรเทารสขมเฝื่อนในคอได้บ้าง
เมื่อเห็นว่าภรรยาคลายอาการขมวดคิ้วลงแล้ว โจวจงเฟิงจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะเก็บถ้วยยาออกไป
จังหวะที่เขาขยับตัวนั่นเอง ที่ทำให้เขาตระหนักได้ว่ายังมีเด็กอีกสองคนยืนเกาะอยู่ที่หัวเตียง
เถี่ยตั้นกับเหลยอวิ๋นเป่ายืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ตอนนี้เจียงซูหลันกำลังป่วย ลำพังแค่การดูแลเธอก็แทบจะเต็มสองมือแล้ว เขาไม่มีสมาธิพอจะมาคอยดูแลเด็กน้อยอีกสองคนไปด้วย
เขาครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กๆ แล้วเริ่มเจรจา “เถี่ยตั้น คืนนี้อาเขยต้องดูแลคนป่วยเต็มที่เลย เพราะฉะนั้น คืนนี้เธอไปนอนเป็นเพื่อนเหลยอวิ๋นเป่าที่บ้านสกุลเหลยก่อนจะได้ไหม”
ในความคิดของโจวจงเฟิง เหลยอวิ๋นเป่าก็มาอาศัยนอนที่บ้านเขาออกบ่อย การที่เถี่ยตั้นจะไปนอนที่บ้านเหลยสักคืนจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม ไม่ถือว่ามีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
เถี่ยตั้นใช้เวลาคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ครับ แล้วผมจะกลับมาได้เมื่อไหร่ครับ”
โจวจงเฟิงลูบหัวเขา “รอให้คุณอาเล็กของเธอหายดีเมื่อไหร่ เธอก็กลับมาได้ทุกเมื่อที่อยากกลับเลย”
“แล้วผมล่ะครับ” เหลยอวิ๋นเป่ารีบถามขึ้นบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เธอก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่มีข้อแม้ว่าพอกลับมาแล้ว ห้ามก่อกวนทำให้ภรรยาฉันเหนื่อยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเธอโดนตีแน่”
คำอนุญาตนั้นทำให้เหลยอวิ๋นเป่าโล่งใจจนยิ้มกว้าง เขารีบหันไปหยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่เป็นสัมภาระของตัวเองขึ้นมาสะพาย ก่อนจะจากไป เด็กน้อยก็ไม่ลืมหันกลับมามองเจียงซูหลันบนเตียง แล้วตะโกนเสียงเบาๆ “คุณอาเล็ก ต้องหายเร็วๆ นะครับ”
ฝ่ายเถี่ยตั้นนั้นยังมีท่าทีลังเลอาลัยอาวรณ์ เขาคิดอยู่นานก่อนจะกำชับสามีของคุณอาเล็กซ้ำๆ “อาเขยครับ เรื่องยาแก้ไข้นั่น คุณปู่เคยบอกว่าต้องดื่มให้ครบสามชุดถึงจะหยุดยาได้นะครับ”
เขาจำได้แม่นว่าตอนที่พ่อของเขาไม่สบาย ก็เหมือนจะต้องดื่มยาให้ครบสามชุดเช่นกัน
หากเขาจำไม่ผิดนะ
โจวจงเฟิงถึงกับประหลาดใจในความช่างจำของเด็กน้อย “อืม อาจะจำไว้ พอคุณอาเล็กของเธออาการดีขึ้น อาจะไปรับเธอกลับมาทันที”
“ครับ” เถี่ยตั้นรับคำเสียงเบา “อาต้องไปรับผมกลับมาจริงๆ นะครับ”
น้ำเสียงนั้นเจือความไม่มั่นคงตามประสาเด็กที่ต้องการความมั่นใจ
“แน่นอน”
“เกี่ยวก้อยสัญญา”
หลังจากส่งเด็กทั้งสองคนออกไปเรียบร้อยแล้ว โจวจงเฟิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง ตรงไปยังเตาเพื่อเริ่มล้างข้าวสารเตรียมต้มโจ๊ก
เขาเปิดตู้ห้าลิ้นชักในครัวเพื่อหาวัตถุดิบ แต่ปรากฏว่าไข่ไก่หมดเกลี้ยงแล้ว
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขารีบเดินกลับไปที่ห้องนอนเพื่อดูอาการของเจียงซูหลันอีกครั้ง เธอยังคงหลับสนิท แม้เขาจะลองเรียกชื่อเธอเบาๆ ข้างหูหลายครั้ง ก็ไม่มมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
เมื่อแน่ใจว่าเธอจะไม่ตื่นง่ายๆ โจวจงเฟิงก็รีบสวมเสื้อแล้วก้าวออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว จุดหมายของเขาคือห้องครัวด้านหลังของโรงอาหาร พอไปถึงเขาก็ตะโกนบอกทันที “ขอไข่เป็ดเค็มหกฟอง”
การมาถึงและเปิดปากขอถึงหกฟอง ทำให้หัวหน้าฝ่ายพลาธิการที่กำลังทำงานอยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง
“ตอนนี้มาตรฐานของเราคือแจกให้คนละหนึ่งฟองต่อวันเท่านั้นนะ”
โจวจงเฟิงไม่เสียเวลาเถียง “คิดเข้าบัญชีส่วนตัวของผมไป”
เขาไม่รอให้เจ้าหน้าที่อนุญาต แต่เดินดุ่มๆ ไปเปิดตู้กับข้าวบานใหญ่ในครัวเองอย่างคุ้นเคย ก่อนจะยกโหลดินเผาขนาดใหญ่ออกมา ซึ่งในนั้นคือไข่เป็ดเค็มที่โรงอาหารดองเอาไว้
เขากวาดมือลงไปหยิบขึ้นมาหกฟองรวดเดียวก่อนจะปิดฝาโหล “ขอบคุณ”
ท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญเส้นทางนั่น บ่งบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามา "ปล้น" ของในครัวแบบนี้
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการได้แต่มองตามตาเขียวปั๊ด
แต่โจวจงเฟิงที่ได้ของที่ต้องการแล้วกลับยังไม่ยอมไป เขายืนอยู่ที่เดิมแล้วถามต่อ “คนป่วยเป็นไข้ นอกจากโจ๊กขาวกับไข่เป็ดเค็มแล้ว ยังพอจะมีเมนูอะไรที่มันมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านี้อีกไหม”
คำถามนั้นทำให้หัวหน้าฝ่ายพลาธิการแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นี่ตะวันจะขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร
ต้องไม่ลืมว่า โจวจงเฟิงคนนี้ ตอนที่ยังอยู่หอพักโสด เขาคือขาประจำอันดับหนึ่งของโรงอาหารแห่งนี้
หรือแม้กระทั่งตอนที่เขาย้ายไปอยู่หอพักคู่ซึ่งมีครัวให้ทำอาหารได้ เขาก็ไม่เคยคิดจะลงมือทำเองเลยสักครั้ง ยังคงดั้นด้นมากินข้าวที่โรงอาหารอยู่ทุกมื้อ
แต่วันนี้ ยมบาลเย็นชาผู้นี้กำลังจะลงครัวทำอาหารเองงั้นหรือ
มันเป็นเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อและเหนือจริงสิ้นดี
“ไม่มีหรือไง” โจวจงเฟิงเริ่มหมดความอดทน
สายตาของเขาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนดูแคลน ราวกับจะบอกว่าหัวหน้าฝ่ายพลาธิการคนนี้ช่างไร้ความสามารถสิ้นดี
ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้หัวหน้าฝ่ายพลาธิการโมโห
“แล้วป่วยเป็นอะไรมาล่ะ”
“เป็นไข้”
แค่เป็นไข้เนี่ยนะ จะต้องทำอาหารบำรุงอะไรกันนักหนา แค่ทนๆ ไปสักสองสามวัน เดี๋ยวก็หายเองนั่นแหละ
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการคิดในใจ แต่เมื่อสบตากับสายตาจริงจังและกดดันของโจวจงเฟิง เขาก็ต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับลงคอไปจนหมด
“ก็โจ๊กขาวกับไข่เป็ดเค็มนั่นแหละ ถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่สุดแล้วสำหรับคนป่วย ถ้าคุณอยากจะเพิ่มอะไรอีก ก็ไปหาผักใบเขียวมาสับใส่ลงไปในโจ๊กขาวนั่นก็แล้วกัน”
[จบบท]