บทที่ 179: เหล็กกล้าที่อ่อนโยน
“เดี๋ยวผมไปทำให้ คุณนอนรออยู่ตรงนี้”
โจวจงเฟิงรับคำภรรยา แต่ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูห้อง เท้าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปโรงครัวก็ชะงัก คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากัน กุ้งแม่น้ำทอดนั่นมันมีขั้นตอนยังไงกัน
เขาทำไม่เป็น
แต่ถึงจะทำไม่เป็น เขาก็ต้องเรียนรู้มันให้ได้ ชายหนุ่มตัดสินใจแน่วแน่
เขาสาวเท้าไปยังห้องครัว ต้มน้ำร้อนในปริมาณที่พอเหมาะ ก่อนจะกลับมาที่ห้องนอน
เขาบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าและซอกคอให้เจียงซูหลันอย่างเบามือ แล้วประคองเธอขึ้นป้อนน้ำดื่ม เมื่อเห็นว่าเธอสบายตัวขึ้นบ้างแล้วจึงจัดแจงให้เธอนอนลงตามเดิม
“คุณรออยู่นี่นะ ผมทำเสร็จจะรีบยกกลับมาให้”
เจียงซูหลันมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกผิด “ถ้ามันยุ่งยากเกินไปก็ไม่เป็นไรนะคะ”
เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองเผลอทำนิสัยเดิมๆ ออกไป ก็คงเพราะพิษไข้ที่ทำให้เธอเลอะเลือนไปชั่วขณะ ลืมไปว่าตอนนี้เธอแต่งงานแล้ว เป็นภรรยาของคนอื่น ไม่ใช่คุณหนูเจียงที่บ้านเดิม ซึ่งสามารถทำตัวงอแงเอาแต่ใจได้เหมือนเมื่อก่อน
“ไม่ยุ่งยาก” โจวจงเฟิงหันกลับมาสบตาเธอ ส่ายหน้าเบาๆ คล้ายจะปลอบโยนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย
เมื่อเห็นว่าภรรยาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป
ทว่าครั้งนี้ โจวจงเฟิงไม่ได้ตรงไปยังโรงอาหารส่วนกลางอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก เขาก้าวออกจากประตูรั้วบ้านพัก แล้วเลี้ยวซ้ายไปยังบ้านหลังที่อยู่ติดกันทันที
เสียงพูดคุยดังแว่วมาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของอาหารเช้า ครอบครัวของผู้บังคับการกรมน่ากำลังล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้า
การปรากฏตัวของโจวจงเฟิงในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ทำให้ทุกคนในวงข้าวประหลาดใจ โดยเฉพาะผู้บังคับการกรมน่าถึงกับวางตะเกียบ “อ้าว รองผู้บังคับการกรมโจว มีอะไรรึเปล่า”
โจวจงเฟิงกวาดสายตาเพียงครั้งเดียวก็จดจำอาหารบนโต๊ะได้ทั้งหมด “ผมมีเรื่องอยากรบกวนพี่สะใภ้เหมียวหน่อยครับ”
เหมียวหงอวิ๋นซึ่งกำลังจะตักโจ๊กข้าวโพดเข้าปากชะงักมือ เธอวางชามลงแล้วเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัยไม่แพ้สามี “เรื่องอะไรหรือคะ รองผู้บังคับการกรมโจว”
นี่นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง ตลอดเวลาที่พวกเขามาประจำการบนเกาะแห่งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เหมียวหงอวิ๋นได้ยินนายทหารหน้านิ่งคนนี้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร
“สหายซูหลันที่บ้านผมไม่สบาย ตอนนี้ผมจำเป็นต้องไปที่โรงอาหาร แต่ที่บ้านไม่มีใครอยู่ ผมเลยอยากรบกวนพี่สะใภ้เหมียวให้ไปช่วยดูเธอให้ผมสักครู่ คุณวางใจได้ ผมจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด” โจวจงเฟิงอธิบายด้วยท่าทีที่จริงจังและสุภาพอย่างยิ่ง
“ป่วยหรือคะ เป็นอะไรไป” เหมียวหงอวิ๋นขมวดคิ้ว
“โอ้ ไม่มีปัญหาเลยค่ะ ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ” เธอลุกขึ้นเตรียมตัว ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ว่าแต่เสี่ยวเจียงกินอะไรหรือยังคะ ถ้ายัง ที่บ้านเรามีโจ๊กข้าวโพดเพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ กับแป้งทอดข้าวโพดไส้ผักกาดดอง”
“เธอเป็นไข้ ไม่ค่อยอยากอาหาร” โจวจงเฟิงส่ายหน้า แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นโจ๊กข้าวโพดสีเหลืองนวลในชาม จึงเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนพี่สะใภ้เหมียวแล้วครับ ช่วยตักไปให้เธอสักถ้วย ถ้าซูหลันอยากกินก็ให้เธอกิน แต่ถ้าเธอไม่กิน ก็ฝากพี่ช่วยบอกเธอด้วยว่า ผมจะรีบนำอาหารที่เธออยากกินกลับมาให้”
ยามที่ต้องจัดการเรื่องราวเกี่ยวกับเจียงซูหลัน ชายที่ปกติพูดน้อยและเย็นชากลับกลายเป็นคนละเอียดลออและช่างอธิบายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เหมียวหงอวิ๋นพยักหน้ารับปาก และเมื่อโจวจงเฟิงเดินจากไปแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันไปพูดกับสามีของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคาใจ “ฉันไม่นึกเลยจริงๆ นะคะ ว่ารองผู้บังคับการกรมโจวจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย”
มันยากจะอธิบาย เหมือนกับว่าคนคนหนึ่งที่เคยทั้งเคร่งขรึมและแข็งกร้าวมาโดยตลอด จู่ๆ ก็มีกลิ่นอายของควันไฟในครัวติดตัว ทำให้เขากลายเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่มีชีวิตครอบครัวเหมือนคนอื่น
ผู้บังคับการกรมน่าหัวเราะร่า เขาถือชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ยกขึ้นซดโจ๊กข้าวโพดเสียงดัง ก่อนจะหันมาอวดภูมิ “นี่เขาเรียกว่าอะไร รู้ไหม นี่เขาเรียกว่า ‘เหล็กกล้าร้อยหลอม กลายเป็นไหมนุ่มที่พันรอบนิ้ว’ ยังไงล่ะ”
เขาพูดจบก็ยังไม่วายหันไปหาแม่เฒ่าน่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ “แม่ ผมพูดถูกไหมล่ะ”
ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องอวดความรู้ ทั้งๆ ที่เรียนจบมาแค่ชั้นมัธยมต้นเพราะเรียนต่อไม่ไหวแท้ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แม่เฒ่าน่าบ่นมาตลอดหลายปี
แม่เฒ่าน่าอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ รอยยิ้มของเธอดูใจดียิ่งขึ้นเมื่อพูดถึงเพื่อนบ้าน “แม่ว่านะ โชคดีของเสี่ยวเจียงน่ะ ยังรออยู่อีกเยอะ”
เธอสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของโจวจงเฟิงได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาคงไม่ได้นอนมาทั้งคืน “แค่ดูความใส่ใจที่เสี่ยวโจวมีให้ภรรยาขนาดนี้ ทั่วทั้งเกาะก็หาคนที่จะทำได้ดีกว่าเขาไม่มีอีกแล้ว”
เหมียวหงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของแม่สามีทุกอย่าง และเพราะยังมีภารกิจที่ต้องทำ เธอจึงรีบจัดการอาหารเช้าในส่วนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตักโจ๊กข้าวโพดอุ่นๆ ใส่ชามแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านข้างๆ
ก้าวแรกที่เธอเหยียบเข้าไปในบ้าน กลิ่นยาจีนเข้มข้นก็ปะทะจมูกทันที เหมียวหงอวิ๋นมองตรงไปยังห้องครัว เห็นหม้อดินต้มยาตั้งอยู่บนเตาเล็กๆ และยังมีควันกรุ่นๆ ลอยอยู่ เธอมองเพียงครู่เดียวให้แน่ใจว่ายาจะไม่แห้งไหม้คาเตา ก่อนจะเบนสายตาและเดินตรงไปยังห้องนอนที่เจียงซูหลันพักอยู่
“เสี่ยวเจียง ดีขึ้นบ้างไหมจ๊ะ”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เหมียวหงอวิ๋นก็เห็นร่างของเจียงซูหลันนอนอยู่บนคัง ร่างกายที่ปกติมีชีวิตชีวากลับดูอ่อนแรงเพราะพิษไข้ ใบหน้าของเธอซีดเผือดเล็กน้อย รับกับคิ้วสีเข้มที่ขมวดเข้าหากันเบาๆ ราวกับไม่สบายตัว เส้นผมสีดำขลับปอยหนึ่งปรกเหนบข้างแก้มที่ไร้สีเลือด เมื่อเธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงค่อยๆ หันมามอง
วินาทีที่เจียงซูหลันเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่ฉ่ำวาวเพราะพิษไข้แต่ยังคงความงดงาม เหมียวหงอวิ๋นก็เข้าใจในบัดดลว่าทำไมคนโบราณถึงได้เปรียบเปรยความงามของสตรีไว้ว่า ‘ดอกไห่ถังต้องฝน’
นี่คือภาพที่อยู่ตรงหน้าเธอ คือความงามที่เปราะบางแต่ก็ยังคงความงดงามไว้ได้อย่างน่าทึ่ง หรือหากจะพูดให้ตรงกว่านั้น นี่คือความงามที่มีชีวิตชีวา แม้ในยามเจ็บป่วยก็ยังคงสวยสะพรั่ง
ขณะที่เหมียวหงอวิ๋นกำลังตกตะลึงกับภาพที่เห็น
เจียงซูหลันก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พี่สะใภ้เหมียว ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ”
ในความทรงจำของเธอ เหมียวหงอวิ๋นเป็นคนที่รักษาระยะห่างและมีมารยาทเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าตรู่หรือค่ำมืด เธอก็แทบจะไม่เคยแวะเวียนมาที่บ้านของพวกเขาเลย
เหมียวหงอวิ๋นวางชามกระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียง ก่อนจะนั่งลง “สามีเธอต้องไปโรงครัวน่ะสิ เขาเลยฝากให้ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนเธอก่อน”
เธอมองสำรวจอาการของเจียงซูหลัน “เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหน่อยไหม หิวหรือยัง”
เจียงซูหลันไม่คาดคิดว่าโจวจงเฟิงจะรอบคอบถึงเพียงนี้ เธอส่ายหน้าเบาๆ “ฉันยังไม่หิวค่ะ”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่หิว แต่ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ภาพกุ้งแม่น้ำทอดตัวเล็กๆ กับบะหมี่ไข่ใส่ต้นหอมลอยวนเวียนอยู่เต็มไปหมด
เหมียวหงอวิ๋นเข้าใจดีว่าคนป่วยมักจะเบื่ออาหาร จึงไม่คิดจะคะยั้นคะยอต่อ แต่เธอกลับสงสัยในเรื่องอื่นมากกว่า “ว่าแต่ เช้ามืดขนาดนี้ รองผู้บังคับการกรมโจวไปที่โรงครัวทำไมกัน”
คำถามนั้นทำให้เจียงซูหลันลังเลไปชั่วครู่ แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนบ้านฟัง
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง
เหมียวหงอวิ๋นก็ไม่รู้ว่าควรจะสรรหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกของตัวเองดี โลกนี้จะมีผู้หญิงคนไหนที่โชคดีได้เท่าเจียงซูหลันอีก
เธอลองนึกภาพตาม อย่าได้ดูถูกกุ้งแม่น้ำทอดจานเล็กๆ หรือบะหมี่ไข่ใส่ต้นหอมชามนั้น ในยุคสมัยที่ทุกบ้านยังต้องประหยัด กินรำผสมผักเป็นอาหารหลัก การที่พ่อแม่ของเจียงซูหลันยอมทำอาหารดีๆ เช่นนั้นให้เธอกิน ย่อมแปลได้สองอย่าง
หนึ่งคือพวกเขารักและตามใจเธออย่างที่สุด และสองคือมันสะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวเดิมของบ้านเจียงนั้นมีฐานะไม่เลวเลยทีเดียว
เพราะต่อให้เป็นแม่ครัวที่เก่งกาจก็ไม่สามารถหุงข้าวได้หากไม่มีข้าวสารฉันใด ต่อให้บ้านเจียงรักลูกสาวปานจะกลืนกิน ถ้าพวกเขาขัดสน ก็คงไม่สามารถหาของดีๆมาปรนเปรอเธอได้ฉันนั้น
และนั่นคือโชคดีประการแรกในชีวิตของเธอ
ส่วนโชคดีประการต่อมา ก็คือการที่เธอได้แต่งงานกับโจวจงเฟิง
ใครกันจะไปคาดคิด ว่าผู้ชายที่ดูภายนอกทั้งเย็นชา เคร่งขรึม และสูงส่งไม่เหมือนคนธรรมดาอย่างเขา จะยอมลดตัวลงมาข้องเกี่ยวกับงานในครัว ไม่ใช่แค่เพียงการเข้าครัว แต่เขายังถึงกับยอมสละเวลาไป ‘เรียนรู้’ การทำอาหาร เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งด้วยตัวเอง
[จบบท]