บทที่ 185: คำขอโทษและส้มกระป๋อง
เซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียวส่งเสียงตอบรับในลำคอ ทั้งสองรีบคว้าแขนสามีของตนเตรียมปลีกตัวออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ทันที “ถ้าอย่างนั้นเธอเข้าไปเยี่ยมเถอะ พวกเราสองคนมีธุระต้องทำ ขอตัวก่อนนะ”
แต่ดูเหมือนว่าซ่งเว่ยกั๋วและผู้บังคับการกรมจ้าวจะไม่ได้รับรู้ถึงความตึงเครียดนั้นเลย ทั้งคู่กลับหันไปพูดกับภรรยาของตัวเองด้วยท่าทีปกติ “นี่พวกเรามาเยี่ยมคนป่วยมือเปล่าแบบนี้มันดูไม่ดีเลยนะ เอาไว้เธอหาเวลาว่างๆ ช่วยเตรียมของขวัญมาให้สหายเจียงซูหลันแทนพวกเราด้วยก็แล้วกัน”
คำพูดนั้นทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัด
ติงอวี้เฟิ่งที่ยืนอยู่ถึงกับประหลาดใจไม่น้อย ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะมามือเปล่ากันจริงๆ
ขณะที่เซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียวแทบอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอสามีตัวเองให้สิ้นใจไปตรงนั้น พวกเขาไม่รู้หรือไงว่ากำลังหยิบยกเรื่องอะไรขึ้นมาพูด มันไม่ต่างอะไรกับการจงใจตอกย้ำความผิดพลาดของพวกเธอเลย
แต่เพราะมีสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ ทำให้ทั้งสองไม่สามารถปฏิเสธหรือแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาได้ ทำได้เพียงฉีกยิ้มแห้งๆ และพยักหน้ารับคำไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้านพัก ทั้งสองคนก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที พากันจิกและหยิกเนื้อแข็งๆ ของสามีตัวเอง “พวกคุณไม่ได้เป็นคนดูแลบ้านนี่ คงไม่รู้สินะว่ายุคนี้ข้าวปลาอาหารมันแพงแค่ไหน เคยรู้บ้างไหมว่าส้มกระป๋องสองขวดที่ติงอวี้เฟิ่งหิ้วมานั่นมันราคาเท่าไหร่”
“สองขวดนั่นราคาตั้งห้าหยวน แถมยังต้องใช้ตั๋วปันส่วนพิเศษอีกต่างหาก ติงอวี้เฟิ่งถึงกับยอมทุ่มทุนขนาดนั้น แล้วถ้าต้องเอาของไปให้ เราจะน้อยหน้าเธอได้ยังไง”
“นั่นสิ สามีของติงอวี้เฟิ่งเป็นแค่ผู้พัน แต่สามีของพวกเราน่ะ คนหนึ่งเป็นผู้บังคับการ อีกคนก็เป็นถึงผู้บังคับการกรมนะ”
คำพูดที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบและรักษาหน้าตาเหล่านั้น ช่างฟังดูคับแคบเหลือเกิน
ซ่งเว่ยกั๋วและผู้บังคับการกรมจ้าวเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน “ถ้าไม่ใช่เพราะสหายเจียงซูหลันยอมปล่อยพวกคุณไปง่ายๆ ในครั้งนี้ พวกคุณคิดว่าเรื่องมันจะจบลงแค่นี้เหรอ ไม่เคยคิดเลยหรือไงว่าถ้าเธอยังดึงดันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ตำแหน่งบนบ่าของผมกับผู้บังคับการกรมจ้าวจะยังอยู่ดีไหม”
แม้จะเป็นการขู่ที่ฟังดูเหมือนเรื่องใหญ่โต แต่ก็คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากยังคงตามใจและปล่อยให้เซียวอ้ายจิ้งกับสวีเหม่ยเจียวทำตัวเป็นศูนย์กลางของปัญหาต่อไปแบบนี้ อนาคตของพวกเขาก็คงยากจะคาดเดา
ประโยคหนึ่งที่เจียงซูหลันพูดนั้นถูกต้องที่สุด ‘หากแม้แต่เรื่องในบ้านของตัวเองยังจัดการไม่ได้ แล้วจะไปบริหารจัดการเรื่องใหญ่โตระดับประเทศได้อย่างไร’
คำพูดนี้ทำให้เซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียวเงียบเสียงลงได้ ทั้งคู่ต่างก้มหน้านิ่ง “ฉันเข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะรีบเตรียมของขวัญไปให้เจียงซูหลันเอง”
เมื่อได้ยินภรรยารับปากเช่นนั้น ทั้งซ่งเว่ยกั๋วและผู้บังคับการกรมจ้าวจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ครั้นเมื่อทั้งสี่คนจากไปแล้ว ภายในลานบ้านก็กลับสู่ความสงบ
ผู้พันเฉินที่จูงมือติงอวี้เฟิ่งยืนรออยู่เงียบๆ จึงก้าวขึ้นไปบนขั้นบันไดใต้ชายคา เขามองเข้าไปในบ้านก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ “รองผู้บังคับการกรมโจว สหายเจียงซูหลันสะดวกให้เข้าเยี่ยมไหมครับ ถ้าหากยังไม่สะดวก พวกเราจะวางของไว้ตรงนี้ แล้วค่อยแวะมาใหม่วันหลังก็ได้”
ที่จริงพวกเขามาช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย เพราะมัวแต่แวะไปหาซื้อส้มกระป๋องที่สหกรณ์การค้าฯ เลยคลาดกับกลุ่มของผู้บังคับการกรมจ้าวและผู้บังคับการซ่ง
โจวจงเฟิงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือไปทางประตู “พี่สะใภ้ติง เชิญเข้าไปข้างในเถอะครับ” แล้วเขาจึงหันไปทางผู้พันเฉิน “ส่วนคุณอยู่คุยกับผมข้างนอกนี่แหละ”
อันที่จริง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้พันเฉินนั้นจัดอยู่ในระดับกลางๆ คือไม่ถึงกับสนิทสนม แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน
เพียงแต่การกระทำของสองสามีภรรยาในครั้งนี้ ทั้งการที่ภรรยาเขายอมรับผิดและสามีก็พามาขอโทษอย่างเป็นกิจลักษณะ มันช่างดูเหมาะสมและให้เกียรติกัน ทำให้โจวจงเฟิงรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย
คนเราเมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ไม่ใช่ทำท่ายอมรับผิดแบบขอไปทีทั้งที่ในใจยังไม่ยอมรับ ทำท่าทางฝืนใจแบบนั้น มันน่าดูกว่าเดิมยังไง
ผู้พันเฉินพยักหน้ารับ เขาสบตากับติงอวี้เฟิ่งแวบหนึ่ง “อวี้เฟิ่ง งั้นเธอเข้าไปเยี่ยมสหายเจียงซูหลันข้างในเถอะ”
เมื่อภรรยาเดินเข้าไปในบ้านแล้ว บริเวณลานบ้านก็เหลือเพียงผู้ชายสองคน
ผู้พันเฉินทอดสายตามองลานบ้านเล็กๆ ที่แม้จะเรียบง่ายแต่ก็ถูกจัดแจงไว้เป็นระเบียบ ก่อนจะเปรยขึ้นมาลอยๆ “รองผู้บังคับการกรมโจว รู้ไหมครับว่าเดิมที บ้านหลังนี้ควรจะเป็นของผมกับอวี้เฟิ่ง”
เขากับภรรยารอคิวเพื่อบ้านหลังนี้มานานถึงสองปีเต็ม ด้วยตำแหน่งของเขาที่ไม่สูงนักและเพิ่งย้ายมาใหม่ ทำให้ไม่กล้าคาดหวังบ้านพักหลังใหญ่โต ได้แต่หมายตาบ้านสองห้องนอนหลังเล็กๆ นี้ไว้เท่านั้น
แต่ใครจะคาดคิดว่า โจวจงเฟิงจะตัดสินใจแต่งงานอย่างกะทันหัน สถานการณ์จึงพลิกผันราวกับมีคนโผล่มาตัดหน้าไปดื้อๆ แย่งบ้านที่พวกเขาเฝ้ารอมานานไปต่อหน้าต่อตา
โจวจงเฟิงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย เขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น “คุณแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังไม่ได้รับจัดสรรบ้านพักอีก”
พื้นที่บนเกาะแห่งนี้กว้างขวาง ตามกฎแล้วนายทหารที่แต่งงานและมียศถึงเกณฑ์ ทุกคนควรจะได้รับบ้านพัก
ผู้พันเฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ “ผมเพิ่งถูกย้ายมาจากที่อื่นน่ะครับ ที่พักบนเกาะตอนนี้ขาดแคลนมาก การจัดสรรทุกอย่างเลยต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส”
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ช่วงแรกเขารู้สึกไม่พอใจและมองโจวจงเฟิงในแง่ลบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มทำใจได้ ใครใช้ให้ตำแหน่งของตัวเองต่ำกว่าเขากันล่ะ
ถ้าเขาเป็นผู้บังคับการกรมเหมือนคนอื่น ป่านนี้บ้านก็คงได้ไปแล้ว แต่มันทำอะไรไม่ได้ คนเราต้องหัดยอมรับความจริง
โจวจงเฟิงยิ่งประหลาดใจ “แล้วตอนนี้คุณกับครอบครัวพักอยู่ที่ไหน”
“หอพักคนโสดครับ”
การที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ยังต้องอาศัยอยู่ในหอพักคนโสดถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ถึงแม้ว่าคนอื่นจะต้องอยู่รวมกันห้องละสี่คน แต่พวกเขาได้อยู่เพียงสามคนพ่อแม่ลูกในห้องแคบๆ ห้องเดียว
โจวจงเฟิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นตบไหล่ผู้พันเฉินเบาๆ “เรื่องนี้ผมจะรายงานให้เบื้องบนรับทราบ จะพยายามเร่งรัดให้มีการสร้างบ้านพักเพิ่ม”
เขาเว้นช่วงเล็กน้อย “ไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวคุณหรอกนะ แต่ช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะถึงนี้ จะมีกำลังคนกลุ่มหนึ่งจากกองกำลังก่อสร้างย้ายมาสมทบที่เกาะด้วย”
เมื่อถึงเวลานั้น ปัญหาเรื่องที่พักอาศัยบนเกาะจะยิ่งตึงเครียดกว่านี้อีก
ผู้พันเฉินมีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที เขาพยักหน้าขอบคุณ “ขอบคุณมากครับ รองผู้บังคับการกรมโจว”
ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้บังคับบัญชาสายตรงของเขาไม่ใช่โจวจงเฟิงเลย เขาเป็นทหารที่อยู่ใต้สังกัดกรมที่สี่ต่างหาก
โจวจงเฟิงส่ายหน้า “เรื่องที่พักอาศัยมันเป็นปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิต”
“ผมไม่ได้ทำเพื่อคุณคนเดียว แต่เพื่อคนอื่นๆ อีกหลายคน”
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาส่วนใหญ่ยังเป็นโสดไม่ต่างจากไม้ท่อนเดียว กรณีอย่างผู้พันเฉินนั้นมีน้อยมาก ยิ่งเป็นทหารที่ย้ายมาจากที่อื่น รากฐานไม่มั่นคง การจะรอจัดสรรปันส่วนตามลำดับอาวุโสก็ยิ่งลำบาก
ขณะเดียวกันภายในห้องพัก
ติงอวี้เฟิ่งที่หิ้วถุงตาข่ายไนลอนบรรจุส้มกระป๋องเดินเข้ามา สิ่งแรกที่เธอเห็นคือภาพของเจียงซูหลันกำลังเอนกายพิงหัวเตียงอยู่ บนโต๊ะไม้ข้างเตียงมีชามใบเล็กวางอยู่ และเจ้าตัวก็กำลังหยิบบางอย่างในชามเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกรุบกรับ... นั่นมันกุ้งทอดไม่ใช่เหรอ
น่าจะใช่กุ้งทอดแน่ๆ ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดไป
เจียงซูหลันเองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นผู้มาเยือน “พี่สะใภ้ติง”
หากเทียบกับเซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียวแล้ว เธอกับติงอวี้เฟิ่งแทบไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรกันโดยตรงเลย
มิหนำซ้ำ ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ติงอวี้เฟิ่งยังเป็นคนแรกที่ตะโกนเตือนทุกคนเรื่องหมาป่า เสียงตะโกนนั้นดังขึ้นมาแทบจะในทันทีโดยไม่มีความลังเล ราวกับเป็นสัญชาตญาณ
ติงอวี้เฟิ่งระบายยิ้มบางๆ “ดูเธอเจริญอาหารดีนะ ร่างกายคงดีขึ้นเยอะแล้วใช่ไหม”
ในห้องมีกลิ่นยาจีนตลบอบอวลเนื่องจากหน้าต่างไม่ได้เปิดเพื่อระบายอากาศ
เจียงซูหลันหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็ดีขึ้นตามลำดับค่ะ แค่ช่วงนี้รู้สึกอยากกินของไปหมด”
“กินได้ก็ดีแล้วล่ะจ้ะ คนป่วยถ้ากินได้ก็หมายความว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว”
ติงอวี้เฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะวางถุงตาข่ายไนลอนลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่มีของดีอะไรติดไม้ติดมือมาเยี่ยมเธอหรอกนะ ก็มีแค่ส้มกระป๋องสองขวดนี้ ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรเลย ถือซะว่าฉันเอามาเพื่อขอโทษเรื่องที่ผ่านมาก็แล้วกันนะ”
[จบบท]