บทที่ 186: ยมราชเย็นชาหรือพ่อบ้านใจกล้า
คำพูดถ่อมตัวแบบนี้ฟังแล้วก็รู้ว่าแค่พูดไปตามมารยาท ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างต้องใช้ตั๋วปันส่วน การที่ใครสักคนจะหิ้วส้มกระป๋องมาเยี่ยมไข้ถึงบ้านได้นั้น ถือเป็นของกำนัลที่มีน้ำหนักมากโข ไม่ต่างจากการมอบของล้ำค่าให้กัน
ทว่าติงอวี้เฟิ่งกลับมีศิลปะในการพูดและการวางตัวที่เหนือชั้นกว่าคนอื่น เธอมักจะสรรหาคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจเสมอ
มันเป็นความจริงใจที่ถูกขัดเกลามาอย่างเหมาะสม พอเหมาะพอเจาะ ไม่ได้ฟังดูแข็งทื่อหรือจงใจสร้างระยะห่างเหมือนที่เจียงซูหลันเคยเจอจากเซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียว
สองคนนั้นน่ะ แค่เริ่มต้นประโยคก็สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรแล้ว
“พี่สะใภ้ติง คุณเกรงใจไปแล้วค่ะ” เจียงซูหลันพยายามขยับตัวลุกเชื้อเชิญ ทว่าในห้องพักขนาดกะทัดรัดนี้ เมื่อมีหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นจับจองพื้นที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือทางเดินให้ขยับตัว
ติงอวี้เฟิ่งกวาดตามองเพียงแวบเดียวก็ประเมินสถานการณ์ออก เธอเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบจึงรีบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไรจริงๆ จ้ะ สามีฉันยังรออยู่ข้างนอก”
เธอหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเป็นความห่วงใยที่ส่งตรงถึงเจ้าของบ้าน “เสี่ยวเจียง ยังไงก็รีบพักฟื้นร่างกายให้แข็งแรงไวๆ นะจ๊ะ พอเธอหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะแวะมาเยี่ยมใหม่”
ทันทีที่ติงอวี้เฟิ่งก้าวพ้นประตูห้องไป หวังสุ่ยเซียงที่นั่งเงียบอยู่นานก็เบ้ปากออกมาอย่างไม่เก็บอาการ
“ติงอวี้เฟิ่งคนนี้ก็แค่พวกหญ้าลู่ลมดีๆ นี่เอง พยายามทำตัวเป็นมิตรไม่สร้างศัตรูกับใคร” เธอยังคงวิจารณ์ต่ออย่างออกรส “แถมยังไปคลุกคลีอยู่กับกลุ่มของเซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียวได้อีก คนที่เข้ากับสองคนนั้นได้ จะเป็นคนดีมีน้ำใจมาจากไหนกัน”
แต่เหมียวหงอวิ๋นซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ กลับส่ายหน้าช้าๆ เธอมองสถานการณ์ต่างออกไป “ฉันกลับคิดว่าติงอวี้เฟิ่งน่ะเก่งไม่เบาเลยนะ ตอนที่คุยกับเธอ เราจะรู้สึกได้ว่าพื้นฐานเธอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่คนแบบนี้กลับสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในวงในของเซียวอ้ายจิ้งกับสวีเหม่ยเจียวได้ หวังสุ่ยเซียง เธอลองคิดดูสิ ถ้าเป็นเธอ เธอทำได้หรือเปล่า”
ประเด็นนี้จี้ใจดำหวังสุ่ยเซียงไม่น้อย เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเซียวอ้ายจิ้งคือภรรยาผู้บังคับการซ่ง ส่วนสวีเหม่ยเจียวก็เป็นถึงภรรยาผู้บังคับการกรมจ้าว ตำแหน่งของสามีพวกเธอไม่ใช่ระดับธรรมดาเลย การจะเข้าไปสนิทสนมด้วยย่อมไม่ง่าย
คราวนี้หวังสุ่ยเซียงเลยเงียบไป อ้อมแอ้มตอบ “เอ่อ นั่นฉันคงไม่มีปัญญาเท่าเธอหรอก” ให้เธอไปปั้นหน้าพูดจาประจบประแจงเอาใจคนอื่นน่ะ เธอทำไม่เป็น
เจียงซูหลันที่นอนฟังอยู่บนคังอุ่นถึงกับอมยิ้ม เธอเอ่ยปลอบใจหวังสุ่ยเซียงเบาๆ “คนเราก็มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปนะคะ แค่เลือกทางที่ตัวเองทำแล้วสบายใจก็พอแล้ว” เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง “ไม่เห็นจะต้องฝืนตัวเองไปอยู่ในกรอบที่คนอื่นขีดไว้เลย”
พอได้ยินมุมมองนี้ หวังสุ่ยเซียงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “ฉันว่านะ วิถีแบบน้องซูหลันนี่แหละดีที่สุดแล้ว ภายนอกดูนุ่มนิ่มอ่อนโยน แต่ความจริงน่ะซ่อนหนามแหลมไว้เพียบ คราวก่อนตอนที่เธอสวนกลับพวกนั้นน่ะ โอ๊ย มันสะใจฉันจริงๆ”
เหมียวหงอวิ๋นเองก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง เธอยังจำภาพเหตุการณ์ได้ติดตา ตอนที่เจียงซูหลันเผชิญหน้ากับสวีเหม่ยเจียวและเซียวอ้ายจิ้ง เธอไม่ได้ใช้คำหยาบคายหรือโวยวายแม้แต่คำเดียว แต่กลับใช้คำพูดที่สุภาพทว่าเฉียบคมจัดการจนอีกฝ่ายจนมุมไปไม่เป็น
ที่เหนือชั้นที่สุดคือ สามีของทั้งสองคนนั้นกลับต้องเป็นฝ่ายมาขอบคุณเจียงซูหลันเสียอีก แค่ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ระดับนี้ ก็ยืนยันได้แล้วว่าเจียงซูหลันไม่ใช่คนธรรมดาๆ
ขณะเดียวกันที่ด้านนอก โจวจงเฟิงเพิ่งจะโบกมือลาผู้พันเฉินและภรรยาที่มาเยี่ยมเยียนเสร็จสิ้น ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ โหวจื่อก็วิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นเข้ามาหา “รองผู้บังคับการกรมครับ เรื่องด่วนจากกรมครับ เกี่ยวกับทีมล่าหมาป่า ต้องรบกวนท่านไปจัดการหน่อยครับ”
โจวจงเฟิงยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา เวลานี้ยังไม่ถึงเก้าโมงเช้าด้วยซ้ำ เขานิ่วหน้าเล็กน้อย งานด่วนมาไม่เคยเลือกเวลาจริงๆ “ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เขารับคำเสร็จก็หมุนตัวกลับเข้าบ้านพักทันที ภาพที่เห็นคือเจียงซูหลันกำลังนอนคุยหัวเราะอยู่กับหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นอย่างผ่อนคลาย สีหน้าเธอดูดีขึ้นมาก แค่เห็นเธอยิ้มได้ เขาก็คลายความกังวลในอกไปได้เปลาะหนึ่ง
“ซูหลัน ผมต้องออกไปทำธุระข้างนอกหน่อยนะ”
สภาพร่างกายและจิตใจของเจียงซูหลันในเช้าวันนี้ฟื้นตัวไวกว่าที่เขาคาดไว้มากเมื่อเทียบกับเมื่อคืนที่ยังซมหนัก เธอจึงโบกมือให้เขาสบายๆ
“คุณไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงฉัน” ในความคิดเธอ อาการไข้แค่นี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
แต่โจวจงเฟิงกลับไม่คิดเช่นนั้น เขายังคงมีสีหน้าจริงจัง “ผมจะพยายามรีบกลับมาให้ทันมื้อเที่ยง แต่ถ้าเกิดกลับมาไม่ทันจริงๆ...” เขาหันไปมองหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นที่นั่งอยู่ด้วยสายตาที่จริงจัง “ผมคงต้องรบกวนพี่สะใภ้ทั้งสองคน ช่วยดูแลซูหลันของเราแทนผมด้วยนะครับ”
ท่าทีที่ทั้งสุภาพและน้ำเสียงที่จริงจังนั้น ทำให้หวังสุ่ยเซียงถึงกับลนลานเล็กน้อย
“โอ๊ย รองผู้บังคับการกรมโจว คุณไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงเลย น้องซูหลันน่ะ ไว้ใจพวกเราได้เต็มที่”
เหมียวหงอวิ๋นก็รีบเสริม “ใช่จ้ะ บ้านเราอยู่ติดกันแค่นี้ จะปล่อยให้น้องซูหลันหิวได้ยังไง”
เมื่อได้ยินคำรับรองที่หนักแน่นจากเพื่อนบ้านทั้งสอง โจวจงเฟิงก็ดูวางใจลงได้มาก เขาพยักหน้า “ขอบคุณครับ”
แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนจะไปเขาก็ยังไม่วายหันมากำชับภรรยาตัวเองอีกรอบ
“ยาต้มไว้บนเตาแล้วนะ กินข้าวเสร็จก็อย่าลืมดื่มด้วยล่ะ” เขายังชี้ไปทางตู้เก็บของ “น้ำตาลกรวดอยู่ในนั้น ส่วนผลไม้แช่อิ่มที่ผมซื้อมาเมื่อเช้าก็วางไว้ด้วยกัน”
เขาเป็นคนละเอียดอ่อนและใส่ใจในทุกรายละเอียดจนน่าทึ่ง เขาเตรียมทุกอย่างไว้ให้เธออย่างรอบคอบหมดแล้ว
เจียงซูหลันทำได้เพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ เธอรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยที่เขายังทำเหมือนเธอเป็นเด็กๆ
“คุณรีบไปเถอะค่ะ” เธอย้ำอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าเธอเร่งเขาซ้ำๆ โจวจงเฟิงจึงยอมหมุนตัวเดินจากไป
ทันทีที่ร่างสูงของเขาหายลับไปจากประตู หวังสุ่ยเซียงก็เป็นคนแรกที่ปล่อยลมหายใจออกมาดังพรืด
“โอ้โห นี่มันอะไรกันเนี่ย ที่เขาลือกันว่ารองผู้บังคับการกรมโจวเป็น 'ยมราชเย็นชา' นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า ทำไมที่ฉันเห็นเมื่อกี้มันเหมือน 'พ่อบ้านใจกล้า' มากกว่า”
เธอยังคงทึ่งไม่หาย “ต่อให้เป็นพ่อบ้านจริงๆ ก็คงไม่ละเอียดรอบคอบได้ขนาดนี้หรอก ทั้งยา ทั้งน้ำตาล ทั้งผลไม้แช่อิ่ม เขาไล่เรียงซะครบถ้วน มันน่าทึ่งเกินไปแล้ว”
“ก็เขาเรียกว่าช่วงข้าวใหม่ปลามันไม่ใช่เหรอ” เหมียวหงอวิ๋นพูดกลั้วหัวเราะ “คนเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ก็ต้องตัวติดกัน หวานชื่นกันแบบนี้เป็นธรรมดา”
เธอก็อดทอดถอนใจไม่ได้เหมือนกัน ไม่เคยนึกเลยว่าผู้ชายที่ดูเคร่งขรึมอย่างรองผู้บังคับการกรมโจว จะมีมุมที่อ่อนโยนแบบนี้ซ่อนอยู่
เจียงซูหลันที่นอนอยู่บนคังโดนสายตาสองคู่จ้องมองแซวจนทำตัวไม่ถูก ใบหน้าที่เคยซีดเซียวจากพิษไข้ บัดนี้กลับมีเลือดฝาดสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นมาเพราะความเขินอาย
หวังสุ่ยเซียงเห็นท่าทางนั้นก็ยิ่งได้ใจ เธอขยับเข้าไปกระซิบถาม “นี่ น้องซูหลัน ถามจริง สามีเธอน่ะ คืนละกี่รอบ”
เจียงซูหลันถึงกับตาโต อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
หวังสุ่ยเซียงนึกว่าเธออาย จึงรีบชิงเล่าเรื่องของตัวเองกลบเกลื่อน
“ไม่ต้องอายหรอกน่า ตอนฉันกับสามีแต่งงานกันใหม่ๆ นะ วันหนึ่งมากสุดก็ปาเข้าไปสามสี่ครั้ง” เธอหัวเราะคิกคัก “ฉันเดาเลยว่า รองผู้บังคับการกรมโจวได้ภรรยาสวยหยาดเยิ้มอย่างเธอนี่ คืนหนึ่งอย่างต่ำๆ ก็ต้องเจ็ดครั้งแน่ๆ”
เจียงซูหลันอยากจะเอาหน้ามุดลงไปในคัง หัวข้อสนทนานี้มันโจ่งแจ้งเกินไปแล้วสำหรับเธอ
“เดี๋ยวนะ หรือว่า... พวกเธอยังไม่ได้เข้าหอกัน” หวังสุ่ยเซียงอุทานเสียงหลงเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงซูหลัน
เหมียวหงอวิ๋นต้องรีบดึงสติเพื่อนบ้านจอมจุ้น “เธอจะบ้าเหรอซุ่ยเซียง น้องซูหลันไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ ถ้าโจวจงเฟิงยังคิดจะทำเรื่องนั้นอีก เขาก็ไม่ใช่คนแล้ว ต้องเรียกว่าสัตว์เดรัจฉานโน่น”
“เออ จริงด้วย” หวังสุ่ยเซียงพยักหน้าหงึกหงัก “ที่บ้านเก่าฉันเคยมีเรื่องเล่าอยู่คนหนึ่ง ไม่สบายเป็นไข้ตัวร้อน แต่ก็ยังขยันขันแข็งทำเรื่องบนคังไม่หยุด สุดท้ายเป็นไงล่ะ คลอดลูกออกมาปัญญาอ่อน”
พอพูดถึงเรื่องนี้ จากที่ล้อเล่นสนุกปาก น้ำเสียงของหวังสุ่ยเซียงก็เปลี่ยนเป็นกังวลอย่างจริงจัง
“น้องซูหลัน นี่เรื่องจริงนะ เธอต้องระวังตัวไว้เลย ตอนป่วยไข้แบบนี้ห้ามทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด”
เธอขยับเข้ามาใกล้ “มันไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับตัวเรา แต่มันจะไปกระทบเด็กในท้อง ถ้าโชคร้ายคลอดออกมาไม่สมประกอบ ไม่ปัญญาอ่อน ก็พิการ พ่อแม่จะต้องช้ำใจไปทั้งชีวิตเลยนะ”
คำเตือนนั้นทำให้เจียงซูหลันนึกไปถึงความบ้าบิ่นที่ตัวเองเกือบจะทำลงไปเมื่อคืน เธอก้มหน้างุด ตอบเสียงอ่อย “ฉัน... ฉันรู้แล้วค่ะ”
เหมียวหงอวิ๋นเห็นว่าเจียงซูหลันอายจนหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว จึงรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
“เอาล่ะๆ เลิกแกล้งน้องได้แล้ว สุ่ยเซียง เธอช่วยไปดูยาในครัวหน่อยสิว่าได้ที่หรือยัง ส่วนฉันจะไปเอาหน่อไม้ที่เก็บมาเมื่อวานมาปอก เธอดูสิ ของที่เราได้มาก็กินกันไปแล้ว แต่ของเสี่ยวเจียงยังนอนแอ้งแม้งอยู่ในถุงอยู่เลย” เธอบ่นอุบ “ขืนปล่อยให้อบอยู่ในนั้นอีกเดี๋ยวก็ได้เน่าเสียกันพอดี”
สิ้นเสียงของเหมียวหงอวิ๋น หวังสุ่ยเซียงก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นไปทางห้องครัวทันที
[จบบท]