บทที่ 188: บทเรียนที่เจ็บปวด
เจียงซูหลันมองเด็กชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเธอไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังล้อเล่น “อารักพวกเธอก็ส่วนหนึ่ง แต่การดุพวกเธอก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันไม่ได้ขัดกันเลย พวกเธอทำผิดก็ต้องถูกดุ ขโมยของก็ต้องถูกตีมือ ยื่นมือออกมา”
ในเมื่อพูดจาดีๆ ไม่ได้ผล ก็คงต้องใช้กฎของบ้านจัดการ เด็กทั้งสองสบตากันเลิ่กลั่ก
“พวกเราถือไก่อยู่นะครับ มือไม่ว่าง” เหลยอวิ๋นเป่าฉวยโอกาสถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที เขายกมือทั้งสองข้างที่ถือไก่ซ่อนไว้ด้านหลัง
เสี่ยวเถี่ยตั้นเหลือบมองซ้ายทีขวาที สุดท้ายเขาก็ก้าวเท้าเล็กๆ ออกมาข้างหน้า ยื่นฝ่ามือออกไปตรงๆ “ผมผิดไปแล้วครับ คุณอาเล็ก”
การขโมยของเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้เขารู้ดีมาตั้งแต่ต้น แต่ภาพของคุณอาเล็กที่นอนป่วยอยู่บนเตียงก็ทำให้เขาคิดว่าเธอต้องการสารอาหารบำรุงจริงๆ
การกระทำของเสี่ยวเถี่ยตั้นทำให้เหลยอวิ๋นเป่าเบิกตากว้าง
“เสี่ยวเถี่ยตั้น นายจะยอมรับผิดง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง!” นี่มันไม่รักษาคำสัตย์สาบานของลูกผู้ชายเลย
เสี่ยวเถี่ยตั้นก้มหน้า “ทำผิด ก็ต้องโดนลงโทษ”
คำพูดนั้นทำให้เหลยอวิ๋นเป่าชะงัก ลิ้นเล็กๆ ของเขาแข็งทื่อ พูดอะไรไม่ออก ในหัวมีแต่ความคิดที่จะวิ่งหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์นี้ แต่สายตาของเจียงซูหลันที่มองมาทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาหนักอึ้ง
“เหลยอวิ๋นเป่า ถ้าวันนี้เธอคิดจะก้าวออกจากประตูนี้ไป ต่อไปเธอก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก” ในเมื่อเหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของบ้านหลังนี้
เพียงประโยคเดียว เหลยอวิ๋นเป่าก็ไม่กล้าขยับอีก เขาทำได้เพียงกำไก่ในมือแน่น ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
เขาต้องยืนมองเจียงซูหลันหยิบไม้บรรทัดเหล็กอันยาวออกมาจากลิ้นชักข้างเตียง เสียงไม้บรรทัดที่ฟาดลงบนฝ่ามือเล็กๆ ของเสี่ยวเถี่ยตั้นดัง ‘เพียะ’ ชัดเจน ไม้บรรทัดสั่นสะท้าน เสี่ยวเถี่ยตั้นเจ็บจนน้ำตาไหลอาบแก้มทันที
“ต่อไปยังจะกล้าขโมยอีกไหม”
เสี่ยวเถี่ยตั้นงอฝ่ามือที่เจ็บแสบ น้ำตาหยดแหมะ “คุณอาเล็ก ผมรู้ว่าผิดแล้วครับ ต่อไปไม่กล้าแล้วครับ”
“เจ็บหรือเปล่า”
“เจ็บครับ”
“รู้ว่าเจ็บก็ดีแล้ว เจียงผิงอัน เธอจำคำพูดของอาไว้ให้ดี คนบ้านเจียงของเราทุกคนต้องประพฤติตัวให้ซื่อตรง เราไม่เคยมีพวกมือไว”
เสี่ยวเถี่ยตั้นเม้มปากแน่น กลั้นเสียงสะอื้นจนตัวสั่น พยักหน้ารับคำ
เจียงซูหลันเห็นภาพนั้นก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย เด็กคนนี้ฉลาดและรู้ความมาตั้งแต่ยังเล็ก ตอนอยู่ที่บ้านเจียงก็ไม่เคยทำเรื่องน่าผิดหวังแบบนี้
เธออดคิดไม่ได้ว่าการปล่อยให้เสี่ยวเถี่ยตั้นอยู่กับเหลยอวิ๋นเป่าต่อไปจะทำให้เขาถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีหรือเปล่า แต่ความคิดนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ รู้ว่าห้ามขโมยก็ดีแล้ว รู้ว่าเจ็บจะได้จำ ครั้งนี้เธอยอมรับผิดเอง อาเลยตีแค่ทีเดียว ส่วนคนที่ไม่ยอมรับผิดเอง อย่างน้อยต้องโดนสามที”
สิ้นเสียงนั้น เสี่ยวเถี่ยตั้นก็เดินสะอื้นฮักไปยืนหลบอยู่ข้างๆ
พอถึงคราวของเหลยอวิ๋นเป่า เด็กชายก็โพล่งขึ้นตามสัญชาตญาณ “คุณอาเล็ก ผมผิดไปแล้ว”
เจียงซูหลันส่ายหน้า “สายไปแล้ว เหลยอวิ๋นเป่า เธอเป็นคนต้นคิดพาคนอื่นขโมยของ นั่นคือความผิดแรก รู้ว่าผิดแต่ไม่ยอมแก้ คือความผิดที่สอง แถมยังพยายามเถียงเลี่ยงความผิด คิดจะหนีอีก เธอบอกอาสิว่า สามทีที่จะโดนเนี่ย มันยุติธรรมกับเธอไหม”
เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้นแน่แล้ว เหลยอวิ๋นเป่าก็ตอบเสียงอู้อี้ “ยุติธรรมครับ”
เด็กชายยื่นมือออกมาเอง
เจียงซูหลันฟาดไม้บรรทัดลงบนฝ่ามืออวบๆ นั้นเต็มแรง
ฝ่ามืออวบๆ สัมผัสกับความเจ็บครั้งแรก เหลยอวิ๋นเป่าสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว เขากัดริมฝีปากล่างแน่น ไม่ยอมร้องไห้ ไม่ยอมส่งเสียงใดๆ ออกมาให้ได้ยิน
การอบรมเด็กที่รับมือยากที่สุดก็คือเด็กประเภทนี้ ดื้อรั้น ไม่ยอมสำนึกผิด แม้จะถูกตีก็ไม่ปริปาก
เจียงซูหลันสูดลมหายใจเข้าลึก ฟาดไม้บรรทัดลงไปอีกครั้ง
“รู้หรือยังว่าผิด”
เหลยอวิ๋นเป่ายังคงเงียบ แต่เป็นเสี่ยวเถี่ยตั้นที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนดูไม่ไหว ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
เสียงร้องไห้ของเด็กทำให้หวังสุ่ยเซียงกับเหมียวหงอวิ๋นที่อยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามา พอเห็นภาพเจียงซูหลันกำลังตีเหลยอวิ๋นเป่า ทั้งคู่ก็แทบจะลมจับ
นั่นไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา แต่เป็นหลานชายของผู้บัญชาการกองพล ซูหลันคนนี้ช่างกล้าเกินไปแล้ว!
“ตายจริง ซูหลัน อย่าตีเขาเลยจ้ะ!” หวังสุ่ยเซียงปรี่เข้าไปจะแย่งไม้บรรทัด ส่วนเหมียวหงอวิ๋นรีบดึงตัวเหลยอวิ๋นเป่าไปซ่อนไว้ข้างหลัง
แต่ดูเหมือนว่าทั้งผู้ใหญ่บนเตียงและเด็กที่ถูกดึงตัวไปต่างก็ดื้อรั้นไม่แพ้กัน
เจียงซูหลันไม่ยอมปล่อยไม้บรรทัด ส่วนเหลยอวิ๋นเป่าก็ยืนนิ่ง ไม่ยอมหลบแม้แต่น้อย
“พี่สะใภ้สุ่ยเซียง พี่สะใภ้เหมียว พวกพี่หลบไปก่อนค่ะ” เจียงซูหลันกล่าว “เด็กขโมยของ ก็ต้องอบรมสั่งสอน พูดดีๆ แล้วไม่ฟัง นอกจากทำให้เขาเจ็บจนจำ ยังมีวิธีอื่นอีกเหรอคะ”
“แต่นี่ไม่ใช่ลูกเธอนะ! นี่มันหลานของผู้บัญชาการกองพล” หวังสุ่ยเซียงร้อนรน ถ้าเป็นลูกตัวเองตีไปก็จบ แต่นี่ลูกคนอื่น ตีไปเดี๋ยวพ่อแม่เขาก็ไม่พอใจ แถมเด็กยังจะผูกใจเจ็บอีก
เจียงซูหลันส่ายหน้า “ในเมื่อเขายอมให้ฉันดูแล ฉันก็มีหน้าที่ต้องสอน เหลยอวิ๋นเป่า มานี่เดี๋ยวนี้นะ อย่าให้อาต้องลุกจากเตียงไปลากตัวเธอมา”
เหลยอวิ๋นเป่าค่อยๆ โผล่ออกมาจากด้านหลังของเหมียวหงอวิ๋น อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ขยับไปไหน ยังคงยืนอยู่ที่จุดเดิม
“ยื่นมือออกมา”
เด็กชายทำตามคำสั่ง
ไม้บรรทัดฟาดลงบนฝ่ามืออวบๆ อีกครั้ง คราวนี้รอยแดงปรากฏเป็นปื้นชัดเจน เหลยอวิ๋นเป่ายังคงกัดฟันแน่น ไม่ร้อง ไม่โอดครวญ
“อาจะถามเธอเป็นครั้งสุดท้าย การขโมยของน่ะ รู้หรือยังว่าผิด”
เด็กชายเงียบไปนาน ก่อนจะเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมา
“คนป่วยไม่บำรุงร่างกาย จะตายเอานะครับ”
ทันใดนั้น เขาก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา “คุณอากัวก็เกือบตายแบบนี้! ผมไม่เอา ผมไม่ยอมให้คุณอาตาย!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก “คุณอากัว?” เจียงซูหลันทวนคำ
เหมียวหงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจเบาๆ
“สหายกัวลี่จวินน่ะจ้ะ เมื่อเดือนสิบสองปีที่แล้ว เขาบาดเจ็บหนักในสนามรบ ถูกส่งตัวกลับมารักษา ยื้ออยู่ได้สามวัน สุดท้ายก็เสียตอนเที่ยงวันสิ้นปีพอดี”
เธอก้มหน้าลง “เดิมทีเขาสัญญาไว้แล้วว่าจะไปบ้านสกุลเหลย พาอวิ๋นเป่าออกไปจุดประทัดเล่น”
“ตอนที่เขาเสีย พวกผู้ใหญ่คิดว่าอวิ๋นเป่าไม่รู้เรื่อง แต่ความจริง เด็กคนนี้แอบวิ่งไปที่โรงพยาบาลเอง”
ภาพที่เขาเห็น คือร่างของสหายกัวลี่จวินที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวถูกเข็นออกมา
นับตั้งแต่วันนั้น ในหัวของเหลยอวิ๋นเป่าก็มีภาพจำฝังใจว่า คนป่วยที่ไม่ได้รับสารอาหารบำรุงจะต้องตาย คุณอากัวก็เหมือนกัน ในความคิดของเด็กน้อย คุณอาของเขาหิวมากขนาดนั้น แต่พวกนั้นกลับไม่ยอมให้ข้าวกิน คุณอากัวเลยต้องอดตาย
[จบบท]