บทที่ 191: บทเรียนจากแม่ไก่
คำทำนายของป้าอู๋นั้นแม่นยำราวนั่งทางใน เมื่อแสงแรกของวันสาดส่อง เด็กชายตัวน้อยทั้งสองลืมตาขึ้นมาพร้อมกันพอดี ภาพที่เห็นในระยะประชิดทำให้ทั้งคู่ต่างผงะถอยหลัง แล้วเสียงแหลมเล็กก็ประสานกันดังลั่น
“ปะ... ปีศาจ!”
เสียงร้องโหยหวนนั้นเรียกให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยและป้าอู๋ต้องรีบถลันเข้ามาดู
ภาพที่ปรากฏคือเด็กน้อยเปลือยกายสองคนกำลังยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง ทั้งคู่กำผ้าห่มไว้แน่นคนละมุมเพื่อใช้เป็นโล่กำบัง
“นายนั่นแหละปีศาจ”
“นายสิปีศาจ”
“เอาเถี่ยตั้นเอ๋อร์ของฉันคืนมานะ”
“เอาเสี่ยวเหลยจื่อของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยกับป้าอู๋มองหน้ากัน พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น สภาพของเด็กทั้งสองในตอนนี้ช่างดูไม่ได้จริงๆ ปากของพวกเขาบวมเจ่อจนยื่นออกมาเป็นทรงแหลมเหมือนปากไก่ก็ไม่ปาน เหมือนไส้กรอกยักษ์สองอันที่ถูกแปะไว้บนใบหน้า ชวนให้นึกถึงหน้าตาของ ‘เหลยกง’ หรือเทพเจ้าสายฟ้าในตำนานอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อตั้งสติได้จากภาพชวนขัน ป้าอู๋ก็เริ่มแสดงความกังวล “สภาพแบบนี้ ต้องพาไปสถานีอนามัยไหมคะเนี่ย”
ทว่าผู้บัญชาการกองพลเหลยกลับโบกมือปฏิเสธ
“เด็กผู้ชายหนังมันเหนียว ปล่อยให้เจ็บแบบนี้แหละ เจ็บให้สาหัส คราวหน้าจะได้จำฝังใจ” เขาส่ายหน้าอย่างระอา ถ้าบทเรียนนี้ยังไม่ทำให้เข็ดหลาบ คราวนี้แค่จูบไก่ คราวหน้าอาจจะลามปามไปจูบหมูจูบแกะในคอก พนันได้เลยว่าคงไม่สนด้วยซ้ำว่ามันเหม็นแค่ไหน
จังหวะนั้นเอง เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เดี๋ยวสหายอู๋พาเด็กสองคนนี้ไปที่บ้านเสี่ยวเจียง ให้เธอเห็นสภาพนี้แวบหนึ่ง แล้วค่อยพากลับมานะ”
คำสั่งนั้นทำให้ร่างเล็กๆ สองร่างที่แอบอยู่มุมห้องสะดุ้งเฮือก ทั้งคู่หันมาสบตากัน ก่อนจะตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียว
“ผมไม่ไป!”
หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวแบบนี้ จะให้คุณอาเล็กสุดสวยเห็นได้อย่างไร มันน่าอับอายเกินไป แม้จะยังเด็ก แต่พวกเขาก็รู้จักรักษาหน้าตาของตัวเอง
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเห็นท่าทีนั้นก็หัวเราะหึๆ “อ้อ ไม่ไปใช่ไหม ได้เลย งั้นสองวันนี้ก็ขังตัวเองอยู่ในบ้านนี่แหละ รอจนกว่าปากจะยุบกลับเป็นเหมือนเดิมค่อยโผล่หน้าออกไป”
เขาไม่อยากให้เหลยอวิ๋นเป่าต้องออกไปเป็นตัวตลกให้ใครเขาหัวเราะเยาะหรอก แค่นามสกุล ‘เหลย’ ก็พ้องเสียงพอแล้ว นี่ถ้ายังมีปากเหมือน ‘เหลยกง’ อีก ปู่คนนี้คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ข้อเสนอนี้ดูจะเป็นที่พอใจของเด็กทั้งสอง ทั้งคู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“งั้นพวกเราอยู่บ้านก็ได้ครับ”
มื้อเช้าวันนั้นจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล ข้าวต้มขาวที่ปกติกินง่ายๆ กลับกลายเป็นยาขม เพราะแค่เพียงอ้าปากก็เจ็บแปลบไปทั้งริมฝีปาก พอน้ำข้าวต้มร้อนๆ สัมผัสกับรอยแผลที่ถูกไก่จิก ทั้งคู่ก็พากันร้องโอดโอยน้ำตาเล็ด
เรื่องราวความโกลาหลที่บ้านสกุลเหลยนั้น เจียงซูหลันซึ่งกำลังนอนซมพักฟื้นอยู่ไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อย เธอไม่รู้เลยว่าการที่เด็กสองคนนั่นหอบไก่กลับไปคืน จะสร้างวีรกรรมที่น่าจดจำได้ถึงเพียงนี้
อาการไข้ของเธอเพิ่งจะทุเลาลงในวันที่สี่ หลังจากที่ต้องทนตัวร้อนรุมๆ มานานถึงสามวันเต็ม พอลุกขึ้นมาได้ ร่างกายก็รู้สึกปลอดโปร่งราวกับยกภูเขาออกจากอก ไม่หลงเหลืออาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
เธอเพิ่งประจักษ์ถึงความหมายของคำว่า ‘ป่วยดั่งภูผาถล่ม หายป่วยดั่งชักใยไหม’ ก็คราวนี้เอง และทันทีที่ใยเส้นสุดท้ายถูกชักออกไป โลกทั้งใบของเธอก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
แน่นอนว่าที่เธอฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้โจวจงเฟิงทั้งหมด ตลอดหลายวันที่เธอไม่สบาย เขารับหน้าที่ดูแลเธอทุกอย่างโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน แม้จะไม่สามารถเสกสรรปั้นแต่งทุกอย่างที่เธอต้องการได้ แต่เขาก็พยายามอย่างที่สุดที่จะหามาให้
เจียงซูหลันซาบซึ้งใจเขาจริงๆ ทันทีที่เรี่ยวแรงกลับมาคืนดังเดิม สิ่งแรกที่เธอทำคือการเดินออกไปหาเขาที่ลานหน้าบ้าน
โจวจงเฟิงกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงอะไรสักอย่างในลาน เขาสวมเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียว แผ่นหลังและท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ขยับไหวตามการเคลื่อนไหว ช่างขัดกับรูปร่างภายนอกที่ดูสูงเพรียวเหลือเกิน
เจียงซูหลันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เธอย่องเท้าเข้าไปด้านหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะสอดแขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวสอบของเขาไว้หลวมๆ
“สหายโจวจงเฟิง... ขอบคุณมากนะคะ ที่อุตส่าห์ดูแลสหายเจียงซูหลันเป็นอย่างดี” เธอแกล้งกระซิบเสียงหวานข้างหูเขา “ถ้าไม่ได้คุณ ป่านนี้สหายเจียงซูหลันคงยังไม่หายดีหรอกค่ะ”
ร่างสูงเกร็งขึ้นเล็กน้อย เขากำลังจะอ้าปากเตือนว่ามีคนกำลังเดินมาที่หน้าประตู แต่เจียงซูหลันที่กำลังอินกับบทบาทกลับไม่ทันได้สังเกต เธอยังคงแกล้งทำท่าย่อตัวคำนับทั้งที่ยังกอดเขาอยู่ พร้อมกับดัดเสียงให้หวานหยดย้อย “สตรีตัวน้อยๆ เช่นข้า ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนน้ำใจครั้งนี้ นอกจากขอมอบกายถวายชีวิตให้...”
สิ้นประโยคหยอกเย้า ทุกอย่างพลันเงียบสงัด ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เจียงซูหลันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังของเขา และเมื่อชะโงกหน้ามอง ก็เห็นว่าใบหูของโจวจงเฟิงแดงก่ำไปหมด
ความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงที่ดังมาจากหน้าประตูบ้าน
“ฮ่าๆๆ! ไม่ยักรู้เลยว่าภรรยาตัวน้อยของจงเฟิงจะขี้เล่นขนาดนี้!”
เสียงนั้นทำให้เจียงซูหลันสะดุ้งสุดตัว เธอรีบปล่อยมือจากเอวของเขาทันที
ซ่งเว่ยกั๋วกับผู้บังคับการกรมจ้าว! พวกเขามาทำอะไรตอนนี้
ทั้งสองคนมาหาโจวจงเฟิงเพื่อคุยธุระสำคัญ แต่กลับต้องมาเจอภาพเด็ดที่ไม่คาดฝัน ใครจะไปคิดว่าสหายเสี่ยวเจียงที่พวกเขาเห็นจนชินตาว่าเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย จะมีมุมที่ทั้งซุกซนและออดอ้อนได้น่าเอ็นดูถึงเพียงนี้
เจียงซูหลันยืนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก เธอไม่รู้เลยว่ามีคนอื่นอยู่แถวนี้ ความอายแล่นริ้วขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ เธอหันไปกระทืบเท้าใส่พื้นเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกแขนโจวจงเฟิงเป็นการระบายอารมณ์
“คุณนี่มันแย่จริงๆ! ทำไมไม่บอกกันก่อนว่ามีคนอยู่ด้วย” หากเขาสะกิดเตือนเธอสักนิด เธอก็คงไม่เล่นอะไรแผลงๆ จนต้องมาขายหน้าต่อหน้าคนอื่นแบบนี้
โจวจงเฟิงกลับหลุดยิ้มออกมา เขาวางเครื่องมือในมือลง แล้วหันมาลูบหัวเธอเบาๆ “ผมผิดเองครับที่ลืมบอก เอาล่ะ คุณรีบเข้าบ้านไปก่อนเถอะ”
เจียงซูหลันค้อนให้เขาวงใหญ่ ไม่กล้าพอที่จะหันไปสบตากับแขกทั้งสองคน จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาแล้ววิ่งจู๊ดเข้าบ้านไป
เมื่อภรรยาหายลับเข้าบ้านไปแล้ว โจวจงเฟิงจึงหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอ เขาเดินไปล้างมือที่เปื้อนดินจนสะอาด ก่อนจะเดินออกไปต้อนรับแขกทั้งสอง
“ผู้บังคับการซ่ง ผู้บังคับการกรมจ้าว มีอะไรรึเปล่า” การที่ทั้งคู่มาหาเขาแต่เช้าตรู่ย่อมต้องมีเรื่องด่วน
ผู้บังคับการกรมจ้าวส่งยิ้มล้อเลียนมาให้
“รองผู้บังคับการกรมโจว คุณนี่มันโชคดีเรื่องภรรยาจริงๆ” ได้ภรรยาสวยไม่พอ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นคนเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่ที่ไหนได้ กลับเป็นสาวงามที่มีชีวิตชีวาและรู้จักหยอกล้อสามี
ชีวิตลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ก็คือการมีภรรยาที่ดี มีลูกที่น่ารัก และมีบ้านที่อบอุ่น ยิ่งถ้าภรรยาทั้งสวยทั้งสาว แถมยังรู้จักออดอ้อนเอาใจเก่งแบบนี้ ภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจวถือว่ากินรวบทุกคุณสมบัติเลยทีเดียว
โจวจงเฟิงกระแอมในลำคอเบาๆ เขาไม่ชอบให้ใครมาวิจารณ์ภรรยาของเขาต่อหน้า แม้จะเป็นคำชมก็ตามที เขาจึงเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่นแทน
“ธุระที่พวกคุณมาในวันนี้คือ...”
เขาอาจจะอวดภรรยาตัวเองได้ แต่เขาไม่ชอบใจนักที่ผู้ชายคนอื่นมาพูดถึงเธอ
ซ่งเว่ยกั๋วซึ่งเข้าใจนิสัยของสหายร่วมรบดี รีบดึงเข้าเรื่องทันที “เรื่องเป็นแบบนี้ ตอนนี้ภารกิจของทีมล่าหมาป่าใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว แต่นายก็รู้ว่าพวกหมาป่ามันเจ้าเล่ห์แค่ไหน ตอนนี้เรากำจัดไปเกือบหมดฝูงแล้ว แต่ดันเหลือจ่าฝูงเจ้าเล่ห์อยู่สองตัว คนของเราบาดเจ็บไปหลายนายก็ยังจับมันไม่ได้ เบื้องบนเลยมีคำสั่งอยากให้นายไปช่วยจัดการ”
ด้วยวัยที่ยังหนุ่มแน่น ประกอบกับฝีมือการต่อสู้ที่ไม่เป็นสองรองใคร โจวจงเฟิงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “ได้ จะให้ไปเมื่อไหร่”
“เก็บสัมภาระได้เลย พร้อมเมื่อไหร่ก็ออกเดินทางได้”
เขาพยักหน้ารับคำสั่ง
ทันใดนั้น ซ่งเว่ยกั๋วและผู้บังคับการกรมจ้าวต่างก็ยื่นห่อของในมือส่งมาให้เขา
โจวจงเฟิงมองหน้าทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คราวก่อนที่เราคุยกันไว้ ภรรยาคุณโดนลูกหลงจนตกใจ นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการขอโทษและปลอบขวัญ”
[จบบท]