บทที่ 193: คำเตือนจากภรรยา
เจียงซูหลันกลัวหมาป่าชนิดที่เรียกว่าฝังลึกเข้าไปในกระดูก ทุกค่ำคืนที่ข่มตาหลับ หากมีฝันร้ายคืบคลานเข้ามา มันก็มักจะเป็นภาพของหมาป่าที่แยกเขี้ยวจ้องมองเธอเสมอ ความหวาดกลัวนั้นเป็นของจริง เป็นความรู้สึกที่เกาะกุมจิตใจเธอมาตลอด
ทว่าในห้วงเวลานี้ สัญชาตญาณบางอย่างที่เหนือกว่าความกลัวตายกลับผลักดันให้เธอก้าวออกมา เธอกำลังเลือกที่จะเผชิญหน้ากับต้นตอของฝันร้ายนั้น เคียงข้างโจวจงเฟิง
แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ยังยืนกรานของภรรยา ทำให้โจวจงเฟิงรู้สึกตื้นตันจนอธิบายเป็นคำพูดได้ยาก เขารู้สึกเพียงว่าการมีเธออยู่เคียงข้างในฐานะคู่ชีวิต นับเป็นโชคดีที่สุดที่สามีคนหนึ่งพึงจะได้รับแล้ว
“ซูหลัน หมาป่าแค่สองตัวเท่านั้น ผมรับมือได้สบายมาก คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงผม” เขายังคงพยายามเกลี้ยกล่อมเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังให้เธอคลายความกังวลและถอยกลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
แต่เจียงซูหลันส่ายหน้าทันควัน “ไม่ค่ะ มันไม่เหมือนกัน นี่ไม่ใช่แค่หมาป่าธรรมดาๆสองตัวที่หลงฝูง แต่หมาป่าสองตัวที่ยังเหลือรอดอยู่คือคู่แข่งที่กำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูง”
เธอรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา "พวกมันฉลาดกว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่า มีไหวพริบสติปัญญาที่สูงมาก และที่สำคัญคือพละกำลังของพวกมัน ถูกจัดให้อยู่ในระดับแนวหน้าของฝูงหมาป่าทั้งหมด"
ข้อมูลที่เจียงซูหลันอธิบายออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้ง โจวจงเฟิงหรี่ตาลง ความอ่อนโยนก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม “ซูหลัน คุณไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน”
สิ่งที่เธอพูด ไม่ใช่แค่การคาดเดาเหลวไหล แต่มันคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ทีมล่าหมาป่าเพิ่งตั้งเป็นข้อสันนิษฐานกันหมาดๆ แต่ทว่านั่นเป็นเพียงทฤษฎีที่พวกเขายังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือยืนยันความถูกต้องได้เลยด้วยซ้ำ แต่เจียงซูหลันกลับสามารถระบุจำนวนที่แน่ชัด บอกที่มาที่ไป และชี้ชัดถึงจุดแข็งของหมาป่าสองตัวนั้นได้อย่างน่าทึ่ง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เจียงซูหลันเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น ในเมื่อเธอตัดสินใจที่จะเปิดปากเตือนเขา เธอก็ย่อมเตรียมใจที่จะแบกรับความสงสัยที่เขาอาจจะมีต่อตัวเธอไว้อยู่แล้ว
“โจวจงเฟิง ฉันขอแค่คุณพาฉันไปด้วย ฉันจะเป็นประโยชน์ต่อทีมของพวกคุณแน่นอน” เธอรู้ดีว่าการมีอยู่ของหน้าต่างข้อความในหัว ไม่เพียงแต่จะทำให้เธอรับรู้ข้อมูลสำคัญล่วงหน้า แต่เธอยังสามารถใช้มันเพื่อเตือนพวกเขาในจังหวะชี้เป็นชี้ตายได้ด้วย
“ไม่ได้” คำตอบของเขาเด็ดขาดและไร้การเจรจา โจวจงเฟิงปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้นโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด การเดินทางเข้าป่าในครั้งนี้ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่วันกี่คืนกว่าภารกิจจะลุล่วง สภาพร่างกายของซูหลันในตอนนี้ไม่สามารถทนต่อความสมบุกสมบันเช่นนั้นได้แน่
ยิ่งไปกว่านั้น หากข้อมูลที่เธอพูดเป็นความจริง การต้องรับมือกับหมาป่าเจ้าเล่ห์ถึงสองตัว การพาเธอไปด้วยก็ไม่ต่างอะไรกับการผลักเธอเข้าสู่ปากเหวแห่งอันตรายด้วยมือของเขาเอง
สถานการณ์ในห้องจึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานในจุดยืนของตนเองโดยไม่มีใครยอมอ่อนข้อ
ฝ่ายหนึ่งยืนกรานที่จะไม่พาไป เพราะห่วงสวัสดิภาพของภรรยาจนหมดหัวใจ แต่อีกฝ่ายก็ดึงดันที่จะติดตามไป เพราะความเป็นห่วงในความปลอดภัยของสามีอย่างสุดกำลังเช่นกัน
ความเงียบที่หนักอึ้งดำเนินไปครู่ใหญ่ ก่อนที่โจวจงเฟิงจะเป็นฝ่ายทำลายมันลง “ซูหลัน อย่างน้อยคุณช่วยบอกผมได้ไหม ว่าคุณรู้ข้อมูลพวกนั้นมาได้ยังไง”
คำถามนั้นเองที่จุดประกายความคิดบางอย่างให้เจียงซูหลัน เธอหันขวับไปที่โต๊ะ คว้ากระดาษและปากกาที่วางอยู่แถวนั้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มลงมือวาดบางสิ่ง “คุณอย่าเพิ่งตั้งคำถามกับฉันตอนนี้เลยค่ะ แต่ช่วยตั้งใจดูแผนที่ในกระดาษแผ่นนี้ให้ดี”
“จุดนี้คือตีนเขาที่พวกคุณจะเริ่มออกเดินทาง จากตรงนี้ ให้มุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศตะวันออก พอพวกคุณเดินไปจนถึงเกือบครึ่งทางของภูเขา” เธอพยายามนึกย้อนถึงเส้นทางที่เธอเคยเดินผ่านในวันนั้นอย่างแม่นยำ “บริเวณนั้นน่าจะมีต้นไม้ป่าขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งบนต้นกำลังออกดอกสีขาวสะพรั่ง คุณต้องจำสัญลักษณ์นี้ไว้”
“เมื่อเจอต้นไม้นั้นแล้ว ให้เดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือต่ออีกประมาณยี่สิบเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปอีกสิบเมตร แล้วค่อยเลี้ยวขวาอีกครั้ง... ไม่ว่าคุณจะเดินไปทางเหนือยี่สิบเมตร หรือเลี้ยวซ้ายอีกสิบเมตร ทั้งหมดนั้นต้องยังคงอยู่ในขอบเขตของทิศตะวันออกเท่านั้น ห้ามเดินออกนอกทิศตะวันออกเด็ดขาด”
เธอกดปลายปากกาลงบนกระดาษเพื่อย้ำตำแหน่ง
“พอไปถึงจุดที่ฉันบอก พวกคุณจะเจอกับน้ำตกแห่งหนึ่ง”
เจียงซูหลันบรรจงเขียนคำว่า 'น้ำตก' ลงไปในแผนที่นั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “พวกคุณต้องหาทางเข้าไปหลังม่านน้ำตกนั่น ด้านในจะมีป่าท้อขนาดเล็กซ่อนอยู่ และหมาป่าเจ้าเล่ห์สองตัวนั้น ก็กำลังกบดานอยู่ในป่าท้อแห่งนั้น”
เมื่อเธอพูดจบ ความเงียบก็เข้าครอบงำทุกอย่างอีกครั้งหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม แววตาของโจวจงเฟิงที่จับจ้องเธอในตอนแรกเปลี่ยนจากความสงสัยใคร่รู้ กลายเป็นความรู้สึกที่เฉียบคมและซับซ้อน
เขาตระหนักมาโดยตลอดว่าภรรยาของเขามีบางสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่การที่ความลับนั้นถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนต่อหน้าเขาในตอนนี้ มันก็ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจเขาได้อย่างรุนแรง
“ซูหลัน...”
เขาเพิ่งจะทันได้เอ่ยเรียกชื่อเธอ เจียงซูหลันก็รีบขัดขึ้นราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา
“อย่าถามอะไรฉันเลยได้ไหมคะ ฉันยืนยันได้แค่ว่าฉันไม่มีวันคิดทำร้ายคุณ” ประโยคนี้ คือประโยคเดียวกับที่เธอเคยพูดไว้ตอนที่พวกเขาอยู่บนขบวนรถไฟ
“คุณแค่เชื่อใจฉัน และนำแผนที่นี้ไปใช้ในการตามล่าหมาป่า แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ เวลาที่พวกคุณรู้สึกเหนื่อยล้าที่สุด อ่อนเพลียที่สุด นั่นคือจังหวะที่พวกมันจะเลือกใช้ในการเข้าจู่โจม”
“ดังนั้น ห้ามลดการป้องกันและการระมัดระวังลงเด็ดขาด ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม”
ในเมื่อเธอไม่สามารถขึ้นเขาไปกับเขาได้ นี่จึงเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้ และเป็นวิธีเดียวที่เธอจะช่วยปกป้องเขาได้จากระยะไกล โจวจงเฟิงนิ่งขรึมไป เขารับกระดาษแผ่นนั้นมาและจ้องมองเจียงซูหลันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไป ทิ้งท้ายไว้เพียงคำสัญญา
“รอผมกลับมานะ”
วินาทีที่แผ่นหลังกว้างของเขากำลังจะลับสายตา เจียงซูหลันก็นึกเรื่องสำคัญอีกอย่างขึ้นได้ เธอรีบวิ่งตามไปตะโกนกำชับ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ! ระหว่างทางที่อยู่ในป่า พวกคุณจำไว้นะ ห้ามใครในทีมสูบบุหรี่เด็ดขาด!” กลิ่นควันฉุนของบุหรี่จะเป็นช่องโหว่ที่ร้ายแรงที่สุด มันจะเปิดโปงตำแหน่งของพวกเขาให้ฝูงหมาป่ารู้ตัวได้ในทันที โจวจงเฟิงชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย เขาหันกลับมาพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงรับรู้
เจียงซูหลันได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาจนลับสายตาไป ความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตาอย่างไม่อาจซ่อนเร้น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เหมียวหงอวิ๋นที่ออกมาตักน้ำในบริเวณใกล้เคียง สังเกตเห็นท่าทางนั้นพอดี เธอจึงเดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนบ้านเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“ชีวิตการเป็นภรรยาทหารก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะ รองผู้บังคับการกรมโจวที่เธอเจอนี่ถือว่าสถานการณ์ยังดีนะ เขาแค่ต้องขึ้นเขาไปจัดการกับหมาป่า แต่เธอรู้ไหมว่าปีที่แล้วน่ะ...” เหมียวหงอวิ๋นชะงักคำพูดไป เหมือนไม่อยากตอกย้ำความกลัว ก่อนจะถอนหายใจ
“การรบครั้งใหญ่นั่นน่ะ มีคนของเราเสียชีวิตไปสามนาย บาดเจ็บกลับมาอีกนับไม่ถ้วน” เธอย้อนนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น “ตอนที่ฉันต้องรอเหล่าน่ากลับบ้านอาทิตย์นั้น มันเป็นอาทิตย์ที่ทรมานที่สุด ฉันหลับตาทีไร ก็เห็นแต่ภาพเขานอนจมกองเลือด เนื้อตัวฉีกขาดไปหมด”
โชคดีที่สามีของเธอดวงยังไม่ถึงฆาต แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่สุดท้ายก็รอดชีวิตกลับมาได้ นี่คือแรงกดดันทางจิตใจมหาศาลที่ภรรยาทหารเกือบทุกคนต้องเผชิญหน้าและแบกรับมันไว้ เจียงซูหลันเองก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้
เจียงซูหลันเม้มริมฝีปากแน่น “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ พี่สะใภ้เหมียว”
เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดี เหมียวหงอวิ๋นจึงพยายามเลือกพูดแต่เรื่องที่ช่วยให้สบายใจขึ้น
“อย่ากังวลไปเลยจ้ะ รอบนี้เหล่าน่าของฉันก็ติดตามไปด้วย แถมยังมีผู้บังคับการกรมจ้าวไปสมทบอีก เธอวางใจเถอะ คนระดับนั้นอย่าว่าแต่ผ่านการรบมานับครั้งไม่ถ้วนเลย พวกเขาเรียกว่าเคยเดินฝ่าดงศพออกมาแล้วด้วยซ้ำ แค่หมาป่าเพียงสองตัว ต่อให้เป็นทหารศัตรูติดอาวุธสองนาย ก็ไม่มีทางรอดมือพวกเขาไปได้หรอก”
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งทีมล่าหมาป่าครั้งนี้ มันเป็นทั้งภารกิจที่ต้องทำ และยังเป็นเหมือนการฝึกซ้อมเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดไปในตัว โดยเฉพาะพวกทหารเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่งออกรบจริงครั้งแรก พอกลับมาจากสนามรบที่ได้เห็นเลือดเห็นคนตาย ก็มักจะเก็บไปฝันร้ายกันเป็นแถว
หลังๆ มานี้จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพไปแล้ว ที่จะต้องพาทหารใหม่ขึ้นเขาไปฝึกซ้อม ล่าสัตว์ ให้ได้เห็นเลือดจริงกันบ้าง ถือเป็นการปรับสภาพจิตใจให้คุ้นชินกับสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะต้องไปเจอของจริง
คำอธิบายของเหมียวหงอวิ๋นช่วยทำให้เจียงซูหลันรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่กระนั้น เมื่อเธอนึกถึงข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างข้อความ เปลวไฟแห่งความวิตกกังวลในใจก็ยังคงลุกโชนอยู่ไม่ดับ
ขณะเดียวกัน โจวจงเฟิงที่ไปถึงหน่วยล่าหมาป่า เขากำลังตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล เมื่อสายตาปะทะเข้ากับผ้าพันแผลของโหวจื่อและซื่อเหยียน เขาก็ขมวดคิ้ว “ครั้งนี้พวกนายสองคนพักอยู่ข้างล่าง ไม่ต้องขึ้นไป”
โหวจื่อกับซื่อเหยียนเบิกตากว้างประท้วง
“ไม่ได้นะครับรองผู้บังคับการกรม พวกเราต้องไปด้วยครับ ทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้มันเสร็จสิ้นจนถึงที่สุด”
ผู้บังคับการกรมน่าและผู้บังคับการกรมจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหัวเราะออกมา
“เอาน่า ไม่ใช่แผลลึกอะไรมากมาย พาพวกเขาไปด้วยนั่นแหละ”
ผู้บังคับการกรมน่าตบไหล่โจวจงเฟิง “ให้ไอ้พวกทหารหน้าใหม่มันได้เปิดหูเปิดตาดูไว้บ้าง ว่าทหารเก๋าประสบการณ์อย่างพวกเรา เขามีวิธีจัดการกับหมาป่ากันยังไง”
“นี่มันกี่วันแล้ว สามวันเข้าไปแล้วยังกำจัดหมาป่าสองตัวไม่ได้ ฉันฟังแล้วยังรู้สึกอายแทนพวกเขาเลย”
[จบบท]