บทที่ 198: คำตอบที่แท้จริง
เจียงซูหลันนั่งรอด้วยใจคอไม่ดีตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันตรงหัวจนกระทั่งบ่ายคล้อย เงามืดเริ่มทอดยาว ทว่าเธอก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่บอกว่าจะออกไปล่าหมาป่า
จนกระทั่งในที่สุดเธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคยเดินกลับมาในสภาพที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกผ่อนออกมาจนสุดปอดเมื่อเห็นว่าโจวจงเฟิงยังคงมีลมหายใจและอวัยวะครบถ้วนดี
แต่ความโล่งใจนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อสายตาของเธอจับจ้องไปยังของพะรุงพะรังในมือของเขา พวงมะพร้าวลูกโตสีเขียวสดถูกหิ้วตามกลับมาด้วย ใบหน้าของเจียงซูหลันฉายแววประหลาดใจอย่างซ่อนไม่พ้น
“นี่สรุปคุณไปล่าหมาป่า หรือไปสอยมะพร้าวมากันแน่คะ”
หากไม่ใช่เพราะร่างกายกำยำนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจนแทบมองไม่เห็นสีเดิมของเสื้อผ้า เธอก็คงคิดว่าเขาแอบหนีไปเที่ยวเล่นที่ไหนสักแห่งมามากกว่าการไปเสี่ยงชีวิต
โจวจงเฟิงไม่ได้ใส่ใจกับสภาพของตัวเองนัก แม้แต่คราบเลือดที่แห้งกรังติดอยู่บนใบหน้าคมสัน เขากลับเพียงยื่นผลมะพร้าวส่งให้เธอ “ให้คุณ”
มะพร้าวพวกนั้นยังสดใหม่ เปลือกยังเขียวจัด แค่ลูกเดียวก็หนักอึ้ง ไม่ต้องพูดถึงห้าลูกที่เขาหิ้วมา เจียงซูหลันรับมาถือไว้พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณล่าหมาป่าเสร็จ แล้วยังอุตส่าห์ไปหาซื้อมะพร้าวมาให้ฉันอีกเหรอคะ”
นอกจากเหตุผลเรื่องการไป ‘ซื้อ’ เธอก็นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเขาไปได้มันมาอย่างไรในสภาพนี้
เธอพยายามนึกย้อน เธอจำได้ว่าตัวเองเคยเปรยขึ้นมาลอยๆ เพียงครั้งเดียวเท่านั้นว่า ‘น่าเสียดายจัง มาที่เกาะนี่ตั้งนาน ยังไม่เคยได้ลองชิมรสมะพร้าวเลย’ มันเป็นเพียงคำบ่นพึมพำที่ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรด้วยซ้ำ เธอไม่เข้าใจเลยว่าผู้ชายคนนี้ต้องผ่านสถานการณ์แบบไหนมาถึงยังจำคำพูดไร้สาระของเธอได้แม่นยำขนาดนี้ ทั้งที่ภารกิจของเขาคือการไปล่าหมาป่าที่แสนอันตราย
โจวจงเฟิงเพียงแค่ตอบรับในลำคอ เขาเดินไปหยิบมีดทำครัวในครัว แล้วเริ่มปอกเปลือกสีเขียวหนาเตอะนั้นออกอย่างคล่องแคล่วจนเผยให้เห็นกะลาสีน้ำตาลเข้มด้านใน เขายังคงใจเย็นอธิบายวิธีการให้เธอฟัง
“เห็นตรงจุกมันไหม มันมีตาสามตา สองตาเป็นตาปลอม อีกตาเป็นตาจริง ปกติจะอยู่ตรงกลางพอดี คุณแค่ใช้ปลายมีดขูดเนื้อสีขาวๆ ตรงนั้นออก ก็เจาะดื่มน้ำข้างในได้แล้ว”
“ลองดูสิ” เขายื่นมะพร้าวที่ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วส่งมาให้
ความจริงแล้วเจียงซูหลันยังคงกังวลว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บจากกการปะทะ แต่ท่าทีที่นิ่งสงบและมั่นคงของโจวจงเฟิงก็ราวกับจะปลอบประโลมเธอได้ ความสงบนั้นส่งผ่านมาจนทำให้ความกังวลของเธอถูกเบี่ยงเบนไปสนใจสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้แทน
เธอรับมีดมาทำตามที่เขาบอก ใช้ปลายมีดค่อยๆ แซะลงไปตรงตามะพร้าว ไม่นานก็เกิดเป็นรูเล็กๆ พอน้ำซึมออกมาได้
“ชิมดู” เขาเร่งเธอ
เจียงซูหลันพยักหน้า ก่อนจะยกมะพร้าวขึ้นดื่ม น้ำมะพร้าวที่สดใหม่ไหลผ่านริมฝีปาก รสชาติหวานหอมอ่อนๆ แผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น เธอดื่มอึกที่สองตามไป รสชาติหวานชื่นใจจริงๆ “รสชาติดีจังค่ะ” เธอชมเบาๆ พลางค่อยๆ ลิ้มรสมัน
โจวจงเฟิงยิ้มออกมาได้ในที่สุด “งั้นคุณดื่มไปก่อนนะ ผมขอไปล้างตัวสักครู่”
เขาทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินไป “เดี๋ยวออกมาแล้วมีเรื่องจะคุยด้วย”
มือที่ถือลูกมะพร้าวของเจียงซูหลันชะงักไปพร้อมกับใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอตอบรับเสียงแผ่วในลำคอ... ‘เรื่องที่จะคุยด้วย’... คงไม่ใช่เรื่องที่เธอกำลังคิดหรอกนะ นี่มันยังกลางวันแสกๆ อยู่เลย ถ้ามีใครแวะมาบ้านตอนนี้มันคงดูไม่ดีนัก
แต่เพียงสิบห้านาทีต่อมา โจวจงเฟิงในสภาพที่สะอาดสะอ้านแล้วก็กลับออกมา เขาจัดการปิดประตูบ้าน ตามด้วยการปิดหน้าต่างทุกบานจนแน่ใจว่าไม่มีใครภายนอกจะมองเข้ามาเห็น ก่อนจะจูงมือเจียงซูหลันเข้าไปในห้องนอน
ใบหน้าของเจียงซูหลันแดงซ่านจนแทบจะระเบิดออกมา เธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยซ้ำ ในหัวกำลังพยายามเรียบเรียงคำพูดเพื่อปฏิเสธเขาอย่างนุ่มนวลที่สุด เพราะปกติในตอนกลางวันมักจะมีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาทักทาย หากมีใครมาเห็นภาพนี้เข้าคงได้อายกันไปทั้งเกาะ ขณะที่เธอกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก...
โจวจงเฟิงก็เปิดประเด็นขึ้นมาก่อน “ซูหลัน ผมต้องการคำตอบที่ไม่มีการโกหกปนแม้แต่คำเดียว คุณรู้ได้ยังไงว่าหมาป่าสองตัวนั่นซ่อนอยู่หลังน้ำตก แล้วคุณรู้ล่วงหน้าได้ยังไงว่าจะมีคนเจ็บเพราะการสูบบุหรี่”
เขาเน้นย้ำ “อย่าโกหกผม ผมต้องการความจริงเท่านั้น ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหนก็ตาม”
สุ้มเสียงที่ถามนั้นเยือกเย็นและจริงจังจนน่ากลัว ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความร้อนผ่าวบนใบหน้าของเจียงซูหลันพลันสลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความซีดขาวราวกับกระดาษ ความคิดวาบหวามเมื่อครู่ถูกพัดกระเจิงไปจนหมดสิ้น
ในที่สุด เขาก็เริ่มสงสัย... หรือควรพูดว่า เขาเริ่มคาดคั้นเธอแล้ว
เจียงซูหลันตกอยู่ในความเงียบงัน ความจริงที่ว่าเธอสามารถมองเห็นหน้าต่างข้อความบ้าๆ นั่นได้ และการที่เธอรับรู้ว่าโลกที่เธอกับเขาอาศัยอยู่นี้ แท้จริงมันเป็นเพียงฉากละครฉากหนึ่ง เป็นเพียงเรื่องเล่าที่ใครสักคนจินตนาการขึ้นมาเท่านั้น
เธอจะบอกความจริงข้อนี้กับเขาได้หรือ เธอควรจะไว้ใจเขาได้มากแค่ไหน เจียงซูหลันไม่มั่นใจเลยสักนิด เธอไม่แน่ใจว่าโจวจงเฟิงคือคนที่เธอสามารถฝากความลับที่อาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้ได้หรือไม่
ขนาดพ่อกับแม่แท้ๆ ที่เลี้ยงดูเธอมา ยี่สิบกว่าปีที่รักเธอโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เธอยังไม่เคยกล้าพอที่จะเอ่ยปากบอก แล้วกับโจวจงเฟิง ผู้ชายที่เธอเพิ่งใช้ชีวิตร่วมกันได้แค่เดือนกว่าๆ ...เธอจะกล้าได้อย่างไร
หญิงสาวจมดิ่งลงในความลังเล สับสน และความขัดแย้งในใจ ทุกวินาทีที่เธอเงียบงัน แสงแห่งความคาดหวังในแววตาของโจวจงเฟิงก็ค่อยๆ ริบหรี่และมอดดับลง
เวลาผ่านไปนานจนเหมือนจะหยุดนิ่ง หมัดของเขาที่กำแน่นอยู่ข้างตัวค่อยๆ คลายออก แล้วกำเข้าหากันใหม่ เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังปะทุ และพยายามปรับโทนเสียงไม่ให้เป็นการกดดันเธอมากเกินไป
“คุณค่อยๆ คิดดูก่อนก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาให้คำตอบผม”
สิ้นคำนั้น เขาก็เตรียมหมุนตัวเพื่อเดินออกจากห้อง แต่เจียงซูหลันกลับขยับเข้าคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น “ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้หรอกค่ะ ฉันมีคำตอบให้คุณตอนนี้เลย”
โจวจงเฟิงหันกลับมามองเธอ ในดวงตานั้นยังมีความหวังริบหรี่หลงเหลืออยู่ แต่เจียงซูหลันกลับเป็นฝ่ายหลบสายตา เธอทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นห้องแล้วกล่าวเสียงแผ่ว “ฉันขอโทษค่ะ... ฉันบอกความจริงกับคุณไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งเดียวที่คุณมั่นใจได้ก็คือ ฉันไม่มีวันทำร้ายคุณแน่นอน”
เรื่องการมองเห็นหน้าต่างข้อความ มันเป็นความลับที่หนักหนาเกินกว่าที่เธอจะกล้าแบ่งปันให้ใครได้ในตอนนี้ เธอจึงทำได้แค่เพียงขอโทษเขาเท่านั้น
โจวจงเฟิงนิ่งขึงไป ความหวังริบหรี่สุดท้ายดับวูบลง แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น เขม้นมองใบหน้าซีดเผือดของภรรยาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะระเบิดอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นออกมา “เจียงซูหลัน! คุณรู้ตัวไหมว่าผมเป็นใคร!”
การที่เขาเรียกเธอทั้งชื่อและนามสกุลเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังโกรธจัดถึงขีดสุด
เจียงซูหลันเม้มริมฝีปากจนเจ็บ “ฉันรู้ค่ะ”
แต่ถึงจะรู้... เธอก็ยังไม่กล้าพอ ความลับนี้มันใหญ่เกินไปสำหรับผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จักและแต่งงานด้วยได้แค่เดือนกว่าๆ แม้ว่าเขาจะเป็นสามีของเธอก็ตาม “ฉันขอโทษ... แต่ฉันพูดไม่ได้จริงๆ”
เธอมีความลับที่ต้องแบกรับไว้คนเดียว และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะบอกเขา
อารมณ์ของโจวจงเฟิงตึงเครียดจนถึงขีดสุด เขากำหมัดแน่นแล้วคลายออก สลับไปมาอยู่หลายครั้งเพื่อข่มความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน จนในที่สุดเขาก็สงบลงได้
“คุณไม่รู้... คุณไม่รู้เลยสินะว่าผมคือสามีของคุณ” น้ำเสียงของเขากลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง แต่มันคือความเย็นชาที่บาดลึก
คำพูดนั้นทำให้เจียงซูหลันอึ้งไป “โจวจงเฟิง คุณอย่าบีบคั้นฉันนักเลยค่ะ มันไม่ใช่ทุกเรื่องบนโลกหรอกนะที่จะพูดออกมาได้ง่ายๆ”
เธอตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรง ถ่ายทอดความจริงจังผ่านแววตา “คุณแค่ให้เวลาฉันหน่อยได้ไหม ถ้าวันไหนที่ฉันพร้อมจะบอกคุณได้ ฉันสัญญา... ฉันจะบอกคุณเป็นคนแรก”
[จบบท]