บทที่ 199: ทางสองแพร่ง
มือของเจียงซูหลันเอื้อมออกไปหวังจะคว้าตัวโจวจงเฟิงไว้ ทว่าเขากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ
“เจียงซูหลัน คุณไม่เข้าใจหรอก” น้ำเสียงของเขาผิดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง “ผมไม่ได้เป็นแค่สามีของคุณ แต่ผมยังเป็นทหารด้วย”
สถานะที่สองนี้เองที่กำลังสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างพวกเขา หากภรรยาของทหารมีความลับหรือความผิดปกติใดๆ นั่นหมายถึงภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อองค์กรและกองทัพ
โจวจงเฟิงไม่อยากให้บทสนทนาต้องมาถึงจุดที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความรักกับหน้าที่ มันทำร้ายความรู้สึกของกันและกันมากเกินไป เขาจึงเลือกที่จะถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างพวกเขา
“ผมจะทำเป็นว่ายังไม่ได้ยินคำตอบของคุณ ให้เวลาคุณคิดทบทวนอีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าผมจะมาถามคุณใหม่”
หัวใจของเจียงซูหลันดิ่งวูบลง เธอทำได้เพียงมองดูเขาหยิบผ้าห่มผืนบางจากในห้องนอน ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องข้างๆ โดยไม่หันกลับมามอง เจียงซูหลันยกมือขึ้นค้างกลางอากาศ เธออยากจะรั้งเขาไว้แต่กลับหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้ “โจว...”
ทว่าเขาราวกับรู้ทัน โจวจงเฟิงเพียงแค่หันข้างกลับมา “เราต่างคนต่างต้องการเวลาสงบสติอารมณ์”
คำพูดที่เหลือของเธอจึงถูกปิดตายอยู่ภายในลำคอ ทำได้เพียงมองแผ่นหลังกว้างของเขาจนลับสายตา ตามด้วยเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นเบาๆ จากห้องข้างเคียง
เจียงซูหลันทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหมดแรง “ฉัน... ต้องพูดจริงๆ เหรอ” เธอพึมพำกับตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเธอไม่ไว้ใจเขา ไม่ใช่ไม่ไว้ใจในความรัก แต่ไม่ไว้ใจในผลกระทบที่จะตามมา หน้าต่างข้อความคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ
คืนนั้นทั้งสองต่างนอนไม่หลับ พลิกกระสับกระส่ายไปมาบนเตียงของตนเอง เจียงซูหลันกำลังต่อสู้อย่างหนักในใจ เธอยังไม่ได้เสียใจที่เลือกจะเงียบ แต่การเงียบครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นรอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเธอกับเขา
แต่ถ้าพูดออกไป มันก็เท่ากับการเปลือยเปล่าความลับทั้งหมดของเธอให้อีกฝ่ายรับรู้ หากชีวิตคู่ราบรื่น ทุกอย่างก็คงดี แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งชีวิตแต่งงานนี้ไปต่อไม่ไหว เธอก็จะไม่เหลือทางถอยใดๆ เลย หรืออาจหมายถึงทางตายด้วยซ้ำ
เธอเคยเห็นมาแล้วกับตาว่าผู้ชายที่ไร้สติยามโกรธเกลียดนั้นปฏิบัติต่อภรรยาอย่างไร ที่กองพลน้อยหมัวผานก็มีตัวอย่างให้เห็น ตอนรักกันก็หวานล้ำปานน้ำผึ้ง แต่พอหมดรัก ภรรยาก็ต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน ถูกทอดทิ้งและทำลายอย่างไม่ใยดี
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหน้าต่างข้อความนั้นสามารถติดตามและมองเห็นทุกการกระทำของเธอได้ หากเธอบอกโจวจงเฟิงว่าเธอรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงตัวละครในละครเรื่องหนึ่ง สามารถเห็นหน้าต่างข้อความ และล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้ คนที่อยู่เบื้องหลังหน้าต่างข้อความเหล่านั้นจะตอบสนองอย่างไร
เจียงซูหลันไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงผลลัพธ์นั้น เธอรับมือกับมันไม่ไหวแน่ๆ เพราะมันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอันตรายถึงชีวิต ไม่ใช่แค่เธอ แต่ยังรวมถึงพ่อแม่ของเธอ โจวจงเฟิง และทุกคนรอบตัวที่จะต้องตกอยู่ในวงล้อมของอันตรายนั้นด้วย
เพียงแค่คิดร่างทั้งร่างของเธอก็สั่นเทา ความลังเลสับสนก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอพูดไม่ได้ และไม่กล้าพูด ตราบใดที่เธอยังไม่มีพลังมากพอที่จะปกป้องใครได้ ความลับนี้จะต้องตายไปพร้อมกับเธอ
ขณะที่ห้องข้างๆ โจวจงเฟิงก็กำลังพลิกตัวไปมาเช่นกัน เขากำลังทบทวนว่าท่าทีของตนเองเมื่อครู่มันแข็งกร้าวเกินไปหรือไม่ มันอาจทำให้เธอตกใจกลัว แต่หากไม่ทำเช่นนี้ เจียงซูหลันก็จะไม่มีทางตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์เลย
ภรรยาทหารที่ล่วงรู้อนาคตได้ ภรรยาทหารที่รู้เห็นทุกอย่าง ในภาวะที่ยังพิสูจน์ที่มาที่ไปไม่ได้ สถานะเดียวที่องค์กรจะมอบให้คือ 'สายลับ' และต้องถูกควบคุมตัวชั่วคราว หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ เธอก็จะเป็นอิสระ แต่ถ้าใช่เล่า... ผลลัพธ์นั้นเจียงซูหลันรับไม่ไหวแน่
ในความมืดมิด โจวจงเฟิงลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขาหยิบบุหรี่ที่ไม่ได้แตะต้องมานานขึ้นมาจุด ไฟสีส้มวาบขึ้นเผยให้เห็นสีหน้าเคร่งเครียด เขาอัดควันเข้าปอดลึกก่อนจะพ่นมันออกมาเป็นสาย
“ซูหลัน... อย่าทำให้ผมผิดหวังเลยนะ” เขาพึมพำกับความมืด ไม่ใช่ว่าเขาตื่นตูม แต่เพราะบนเกาะแห่งนี้เคยมีสายลับแทรกซึมเข้ามาแล้ว และครั้งนั้นพวกเขาก็สูญเสียอย่างหนัก
เมื่อเจียงซูหลันเลือกที่จะเงียบ โจวจงเฟิงจึงเหลือทางเลือกเพียงสองทาง
หนึ่งคือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แม้จะรู้ว่าเธอคือสัญญาณอันตราย แต่เพราะเธอคือภรรยา คือคนที่เขารัก เขาจึงเลือกที่จะใช้ความรู้สึกส่วนตัวปิดบังเรื่องนี้ไว้ แต่หากวันใดเรื่องแดงขึ้นมา เขาก็คือคนที่ทรยศต่อองค์กร ความจงรักภักดีต่อองค์กรคือสิ่งที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิต
แต่ถ้าเขาเลือกความภักดี... นั่นหมายถึงทางเลือกที่สอง คือการยื่นเรื่องให้องค์กรตรวจสอบอดีตทั้งหมดของเจียงซูหลัน ความลับทุกอย่างที่เธอซ่อนไว้จะถูกขุดคุ้ยจนหมดเปลือก ไม่มีใครรอดพ้นการตรวจสอบขององค์กรไปได้ โดยเฉพาะเจียงซูหลัน
ไม่ว่าจะทางไหน โจวจงเฟิงก็ไม่ต้องการเลือก ชายที่เด็ดขาดมาทั้งชีวิต บัดนี้กลับต้องเผชิญหน้ากับทางสองแพร่งที่บีบคั้นหัวใจที่สุด คืนนั้นเขาไม่ได้หลับเลยแม้แต่วินาทีเดียว ก้นบุหรี่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้น ส่งกลิ่นควันคละคลุ้งไปทั่วห้อง
เวลาตีห้า โจวจงเฟิงที่ข่มตาหลับไม่ลงจึงลุกขึ้นจากเตียง เขาจัดการทำความสะอาดห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันและก้นบุหรี่จนเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปอาบน้ำเย็นจัดเพื่อเรียกสติ เมื่อความว้าวุ่นในหัวสงบลงเล็กน้อย เขาจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดตา เหลือบมองไปยังห้องของเจียงซูหลันแวบหนึ่ง เธอยังคงหลับอยู่
เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปยังโรงอาหารเพื่อซื้อหมั่นโถวแป้งสาลีสี่ลูกและโจ๊กข้าวโพดสองแก้วน้ำเคลือบกลับมาวางไว้บนโต๊ะ
เข็มนาฬิกาเดินมาถึง 6:50 น. เขารออยู่สิบนาที... เงียบกริบ รออีกสิบห้านาที... ก็ยังคงเงียบ
โจวจงเฟิงขมวดคิ้ว เขาตัดสินใจผลักประตูห้องนอนเข้าไปอีกครั้ง และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาชะงัก เจียงซูหลันไม่เพียงแต่ยังหลับอยู่ แต่เธอนอนหลับสบายแผ่หลา แถมยังมีเสียงกรนเบาๆ ลอดออกมาเป็นระยะ
ช่างเป็นภาพที่ดูไร้กังวลเสียจริง เขากระวนกระวายใจจนไม่ได้นอนทั้งคืน แต่อีกคนกลับหลับลึกไม่รับรู้อะไรเลย โจวจงเฟิงถึงกับนึกสงสัยขึ้นมาว่า เมื่อคืนนี้ภรรยาของเขาคงนอนหลับสบายกว่าคืนไหนๆ ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ
[จบบท]