บทที่ 211: เริ่มงานใหม่
ป้าอู๋ถือเป็นสหายผู้อาวุโสท่านหนึ่งในบ้านพัก ชีวิตประจำวันของเธอนอกจากวุ่นวายอยู่หน้าเตาไฟเพื่อปรุงอาหารแล้ว ก็แทบไม่มีภารกิจอื่นใดให้ต้องกังวลอีก
เจียงซูหลันเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ถ้าถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวฉันจะเอาธัญพืชปันส่วนสำหรับมื้ออาหารของเสี่ยวเถี่ยตั้นมาส่งให้นะคะ”
ใจจริงป้าอู๋อยากจะปฏิเสธเรื่องของกิน แต่เมื่อไตร่ตรองถึงนิสัยใจคอของเจียงซูหลันที่ขี้เกรงใจคน หากทางนี้ไม่ยอมรับเสบียงอาหารของหลานชาย อีกฝ่ายก็คงจะไม่สบายใจที่จะส่งเด็กมาฝากเลี้ยงเป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสูงวัยจึงตอบตกลงไปเพื่อให้สะใภ้โจวสบายใจ
ทว่าในจังหวะที่เจียงซูหลันหมุนตัวเตรียมจะกลับ เธอก็เดินสวนกับผู้บัญชาการกองพลเหลยที่ก้าวเข้ามาพอดี ทั้งสองคนสบตากันเพียงชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างหวนนึกถึงบทสนทนาในห้องทำงานครั้งก่อนขึ้นมา
ความเข้าใจบางอย่างสื่อถึงกันโดยไร้คำพูด
เจียงซูหลันเพียงแค่พยักหน้าให้ด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ
คล้อยหลังร่างบอบบางของหญิงสาว ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เฮ้อ... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการตรวจสอบสหายเสี่ยวเจียงคราวก่อนนั้น เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดกันแน่”
คำเปรยนั้นทำให้ป้าอู๋พลอยเงียบขรึมตามไปด้วย ทั้งสองต่างเป็นทำงานด้วยกันมานาน ย่อมเข้าใจความหนักใจนี้ดี
หญิงสูงวัยโบกมือคล้ายจะปัดความกังวล “เรื่องงานของพวกท่านระดับหัวหน้าฉันเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้หรอกค่ะ ฉันรู้แค่เพียงอย่างเดียวว่า ต่อให้เกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้น เสี่ยวเจียงก็ยังคงดีต่อเจ้าหนูเหลยอวิ๋นเป่าเสมอต้นเสมอปลาย ดูจากตรงนี้ก็รู้แล้วว่าเสี่ยวเจียงไม่ใช่คนจิตใจเลวร้ายอะไร”
สหายหญิงที่จิตใจดีงามปานนั้น ทำไมองค์กรถึงต้องมาตั้งแง่สงสัยในตัวเธอด้วยนะ
มันไม่ดูแปลกประหลาดไปหน่อยหรือ
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “รอให้เจ้าหนูเสี่ยวเถี่ยตั้นมาที่นี่ สหายก็ดูแลเขาให้ดีๆ หน่อยแล้วกัน”
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้และเอ่ยถามต่อ “จริงสิ ก่อนหน้านี้ฉันบอกให้เธอไปหาเฉินเหม่ยฉิน ให้ช่วยจัดหาตำแหน่งงานให้เสี่ยวเจียงไม่ใช่เหรอ ทำไมผ่านไปตั้งนานป่านนี้แล้วถึงยังเงียบหายไม่มีคำตอบกลับมาเลย”
ป้าอู๋ที่พยายามปิดบังเรื่องนี้มาตลอด เมื่อเห็นว่าคงปิดไม่มิดแล้ว จึงตัดสินใจบอกความจริง “เหม่ยฉินทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด แล้วกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านแม่แล้วค่ะ”
“โรคเก่ากำเริบอีกแล้วรึ” น้ำเสียงของผู้บัญชาการกองพลเหลยไม่ได้เจือความแปลกใจ หากแต่เต็มไปด้วยความกังวล
“ค่ะ เที่ยวนี้ป่วยหนักเอาการเลยค่ะ พอเกิดเรื่องปุ๊บคนบ้านเฉินก็มารับตัวกลับไปทันที เห็นว่าเรื่องงานการก็ต้องพักยาวไปก่อน”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยถอนหายใจอย่างปลงตก “ช่างเถอะ ถ้าอย่างนั้นวันข้างหน้าเราก็ค่อยชดเชยให้เจ้าหนูเสี่ยวเถี่ยตั้นให้มากขึ้นอีกหน่อยก็แล้วกัน”
ข่าวเรื่องเจียงซูหลันกำลังจะได้เข้าไปทำงานที่หลังครัวโรงอาหารของกองทัพ แพร่สะพัดไปทั่วเกาะราวก่อนไฟลามทุ่ง
คนกลุ่มแรกที่รีบรุดมาสอบถามข่าวคราวไม่ใช่ใครอื่น คือเหมียวหงอวิ๋นและหวังสุ่ยเซียง เพื่อนบ้านคนสนิทนั่นเอง ทั้งสองต่างมีสีหน้ายินดีปรีดาไปกับเจียงซูหลันด้วยจากใจจริง
โดยเฉพาะหวังสุ่ยเซียงที่พอมาถึงก็ตรงเข้ากุมมือเจียงซูหลันไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “โอ๊ยตายจริง น้องสาวซูหลัน ทำไมเธอถึงได้เก่งกาจขนาดนี้แม่คุณเอ๊ย เพิ่งจะย้ายมาอยู่บนเกาะได้แค่เดือนสองเดือน ก็จัดการเรื่องงานได้เรียบร้อยแล้ว”
“งานหลังครัวโรงอาหารนี่ถือเป็นหน่วยงานเกรดเอเลยนะ คนตั้งเท่าไหร่พยายามจะเข้าก็ยังเข้าไม่ได้”
ตำแหน่งงานในครัวโรงอาหารนั้นมีภาษีดีพอๆ กับงานในสหกรณ์ร้านค้าหรือสถานีผัก สถานที่เหล่านี้ล้วนมี ‘น้ำมันหล่อลื่น’ หรือผลพลอยได้ที่อุดมสมบูรณ์ ใครๆ ต่างก็แย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อจะแทรกตัวเข้าไปให้ได้
แต่ทว่า ครัวโรงอาหารของกองทัพนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและไม่เคยเปิดรับคนนอกมาก่อน
จู่ๆ มีข่าวว่าเจียงซูหลันจะได้เข้าไปทำ ใครบ้างจะไม่ประหลาดใจ
เจียงซูหลันรู้นิสัยของพี่สะใภ้หวังดี คนผู้นี้เก็บความรู้สึกไม่เป็น ทุกอารมณ์ล้วนฉายชัดอยู่บนใบหน้า และเวลานี้อีกฝ่ายก็กำลังดีใจแทนเธอจริงๆ
หญิงสาวดึงมือเพื่อนบ้านทั้งสองให้เข้ามานั่งคุยกันในตัวบ้าน “ฉันไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะพี่”
เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโจวจงเฟิงที่คอยวิ่งเต้นประสานงานอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
ตัวเธอเองยังไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตาของหัวหน้าฝ่ายพลาธิการด้วยซ้ำ
กลับเป็นเหมียวหงอวิ๋นที่พอนั่งลงและได้ฟังรายละเอียดเรื่องเวลาเข้างาน เธอก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเป็นห่วง “เวลาเข้างานตอนเช้ามันเช้าเกินไปนะซูหลัน ลำบากแย่เลย แล้วแบบนี้สหายโจวของเธอเขายอมตกลงเหรอ”
เจียงซูหลันส่ายหน้ายิ้มๆ “เขาไม่เต็มใจหรอกค่ะ แต่ขัดใจที่ฉันอยากไปทำไม่ได้”
พอได้ยินคำตอบฉะฉานเช่นนั้น เหมียวหงอวิ๋นก็พยักหน้าเข้าใจ “อันนี้ก็จริงนะ พวกพี่สะใภ้ที่อยู่เหย้าเฝ้าเรือนมานานเกินไป เธอลองไปถามดูสิว่ามีคนไหนบ้างที่ไม่อยากมีงานมีการทำเป็นของตัวเอง”
ขนาดตัวเธอเองกับหวังสุ่ยเซียงที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งสี่ห้าปีแล้ว ก็ยังต้องเข้าคิวรอตำแหน่งว่างกันต่อไป
สองสหายต่างถอนหายใจออกมาพร้อมเพรียงกัน แววตาเจือความอิจฉาเล็กน้อย “ยังไงซูหลันเธอก็ถือว่าโชคดีกว่าพวกเราจริงๆ”
เจียงซูหลันทำได้เพียงยิ้มรับบางๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
เหมียวหงอวิ๋นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเจ้าหนูเสี่ยวเถี่ยตั้นกำลังวิ่งไล่ให้อาหารลูกเจี๊ยบอย่างสนุกสนานอยู่ในลานบ้าน จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ “แล้วถ้าเธอไปทำงาน เด็กๆ พวกนี้จะทำยังไงล่ะ”
“ถ้าเธอยุ่งจนดูแลไม่ไหว ก็เอามาฝากไว้ที่บ้านพวกเราได้นะ”
ทั้งตัวเธอและแม่สามีต่างก็รักและเอ็นดูเด็กๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เจียงซูหลันยิ้มขอบคุณพลางส่ายหน้า “ตอนแรกฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกันค่ะพี่สะใภ้เหมียว แต่เด็กไม่ยอม เขาสองคนไม่อยากแยกจากกัน ฉันเลยตัดสินใจจะส่งเสี่ยวเถี่ยตั้นไปฝากไว้ที่บ้านสกุลเหลยค่ะ”
สิ้นคำนั้น ทั้งเหมียวหงอวิ๋นและหวังสุ่ยเซียงต่างหันขวับมาสบตากันด้วยความตื่นตะลึง “งั้น... บ้านสกุลเหลยไม่ได้ว่าอะไรเหรอ”
คนระดับนั้นจะยินดีรับเลี้ยงเด็กชาวบ้านหรือ
เจียงซูหลันตอบเสียงเรียบ “ป้าอู๋ท่านบอกว่าจะช่วยดูเด็กให้ค่ะ”
คราวนี้ หวังสุ่ยเซียงอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมาด้วยความทึ่ง “ซูหลันนี่มีวาสนาจริงๆ ให้ตายสิ”
ในกองทัพแห่งนี้มีประชากรตั้งเท่าไหร่ มีลูกหลานวิ่งเล่นกันให้ควั่ก จะมีบ้านไหนกล้าหาญชาญชัยส่งลูกตัวเองไปฝากเลี้ยงที่บ้านท่านผู้บัญชาการกองพลเหลย ให้ป้าอู๋กับท่านผู้บัญชาการช่วยฟูมฟักบ้าง
เกรงว่าทั่วทั้งเกาะคงมีแค่เจียงซูหลันคนเดียวที่ทำได้
เจียงซูหลันเข้าใจนัยที่พวกเธอสื่อ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ขยายความต่อ
เธอยึดถือเสมอว่า ในเรื่องของการดูแลเด็กๆ เธอกับบ้านสกุลเหลยนั้นมีสถานะที่เท่าเทียมกัน
ก่อนหน้านี้เธอก็เคยช่วยเลี้ยงหลานชายของบ้านสกุลเหลยมาแล้ว ตอนนี้เมื่อเธอมีภาระต้องไปทำงาน การส่งเสี่ยวเถี่ยตั้นไปฝากไว้ที่นั่นโดยที่เธอรับผิดชอบค่าอาหารการกินเองทุกอย่าง
โดยเนื้อแท้แล้ว มันก็คือการถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามประสาคนกันเอง
เพียงแต่คำพูดเหล่านี้คงเปล่าประโยชน์ที่จะอธิบายให้เหมียวหงอวิ๋นและหวังสุ่ยเซียงเข้าใจ ในสายตาของพวกเธอ ผู้บัญชาการกองพลเหลยคือผู้นำระดับสูงที่แตะต้องไม่ได้ และป้าอู๋ก็คือบุคคลพิเศษที่องค์กรส่งมาดูแลท่าน
สถานะย่อมไม่เหมือนกับคนทั่วไป
หากเป็นเมื่อก่อน เจียงซูหลันเองก็คงมีความคิดแบ่งแยกชนชั้นเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่หลังจากที่เธอสามารถมองเห็น ‘หน้าต่างข้อความ’ เหล่านั้นได้ เธอพบว่าโลกทัศน์ของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมาก
บทเรียนแรกที่เธอได้เรียนรู้จากบรรดาข้อความในหน้าต่างเหล่านั้น ก็คือสัจธรรมที่ว่า... คนเราทุกคนล้วนมีความเท่าเทียมกัน
***
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงวันที่หนึ่งมีนาคม ซึ่งเป็นฤกษ์งามยามดีที่เจียงซูหลันต้องเริ่มงานวันแรก ในยามเช้าตรู่ที่ท้องฟ้ายังสลัวและเด็กๆ ยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา โจวจงเฟิงก็เคาะประตูห้องเบาๆ “ซูหลัน ตื่นหรือยัง”
บ้านนี้ไม่มีนาฬิกาปลุก แต่โจวจงเฟิงนี่แหละคือนาฬิกาปลุกที่มีชีวิตและตรงเวลาที่สุดของเจียงซูหลัน
หญิงสาวงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงงุน แต่ก็พยายามปลุกใจตัวเองให้กระปรี้กระเปร่า รีบลุกขึ้นมาจัดการล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย
เมื่อออกมาก็เห็นว่าโจวจงเฟิงเองก็แต่งกายในชุดเครื่องแบบเต็มยศเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
เธออดเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจไม่ได้ “คุณจะ...”
โจวจงเฟิงหยิบร่มคันใหญ่ออกมากางรอ “ผมจะไปส่งคุณ”
เขาไม่ค่อยวางใจนัก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองว่าสภาพแวดล้อมในโรงอาหารเป็นอย่างไร
เจียงซูหลันส่งเสียงรับคำในลำคอเบาๆ เดินเคียงข้างสามีฝ่าสายฝนพรำไปจนถึงโรงอาหาร เมื่อไปถึงก็ได้พบกับหัวหน้าฝ่ายพลาธิการเป็นด่านแรก เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ ผิวพรรณขาวผ่องดูภูมิฐานสมกับที่ดูแลเรื่องปากท้อง
เจียงซูหลันก้มศีรษะทักทายอย่างมีมารยาท “สวัสดีค่ะ หัวหน้าฝ่ายพลาธิการ”
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการกวาดสายตาพิจารณาเจียงซูหลันอย่างละเอียด สวยสมคำร่ำลือจริงๆ สหายหญิงที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมปานดอกไม้แรกแย้มขนาดนี้ มิน่าเล่ารองผู้บังคับการกรมโจวถึงได้เป็นห่วงเป็นใยจนต้องเดินมาส่งด้วยตัวเอง
เขาคลี่ยิ้มอย่างเป็นกันเอง “สหายเจียงซูหลันใช่ไหม งานในโรงอาหารไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก เห็นกองมันฝรั่งตรงนั้นไหม ภารกิจของคุณเมื่อเช้านี้ก็คือล้างมันฝรั่งกับหน่อไม้พวกนี้ให้สะอาดก็พอแล้ว”
[จบบท]