บทที่ 215: ชีวิตประจำวัน
สายตาคมกริบของโจวจงเฟิงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวตรงหน้า เขามองเธอราวกับต้องมนตร์สะกดก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงนุ่ม “เป็นภาพที่สวยครับ”
คำชมนั้นเรียกเอยยิ้มหวานหยดจากริมฝีปากของเจียงซูหลัน เธอขยับมือนำซาลาเปาไส้เนื้อยัดใส่มือหนาของเขาอย่างหยอกเย้า “ปากหวานจริงเชียว ฉันจะแวะไปบ้านพี่สะใภ้เหมียวขอแบ่งแตงกวาสักสองลูก คุณช่วยไปจุดเตารอไว้ก่อนได้ไหมคะ”
เมื่อสั่งความเสร็จ ร่างระหงก็หมุนตัวเดินจากไป ฝีเท้าที่ก้าวเดินดูแช่มช้อยและเบิกบานจนสัมผัสได้ถึงความสุขที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว ท่วงท่าการเดินที่ดูราวกับกำลังร่ายรำนั้นช่างน่ามองเหลือเกิน
โจวจงเฟิงถอนหายใจด้วยความรักใคร่ เขาชอบเจียงซูหลันที่เป็นแบบนี้จนแทบถอนตัวไม่ขึ้น
เธอเปรียบเสมือนดวงตะวันที่ส่องสว่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและความสดใสที่ไม่มีวันมอดดับ
เพียงแค่ได้ใช้ชีวิตร่วมลมหายใจกับผู้หญิงคนนี้ สำหรับเขาแล้วมันคือของขวัญที่วิเศษที่สุดในชีวิต
ทางด้านเจียงซูหลันที่เดินลัดเลาะมายังบ้านข้างเรือนเคียง ทันทีที่พี่สะใภ้เหมียวเห็นหน้าเพื่อนบ้านสาว เธอก็รีบปรี่เข้ามาทักทายด้วยน้ำเสียงห่วงใย “เสี่ยวเจียง! กลับมาแล้วเหรอ การทำงานวันแรกเป็นยังไงบ้างราบรื่นดีไหม”
ตลอดทั้งวันมานี้พี่สะใภ้เหมียวเอาแต่นั่งกังวล เดิมทีเธอเคยชินกับการมีเจียงซูหลันมานั่งคุยสัพเพเหระและช่วยกันทำงานบ้านในช่วงสายของทุกวัน
พอจู่ๆ บ้านช่องเงียบเหงาไร้เงาคนคุ้นเคย พี่สะใภ้เหมียวก็อดรู้สึกโหว่งเหวงในใจไม่ได้ เหมือนชีวิตประจำวันขาดสีสันไป
เจียงซูหลันส่งยิ้มละมุนพร้อมพยักหน้ารับ “ก็ถือว่าใช้ได้เลยค่ะพี่สะใภ้ อาจจะเหนื่อยไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างดีมาก”
ถึงจะเหนื่อยกาย แต่ใจเธอกลับสู้ไม่ถอย เพราะการได้มีงานทำ มีสังคม ย่อมดีกว่าการอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเฉยๆ เป็นไหนๆ ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่านั้นช่างหอมหวานยิ่งนัก
เมื่อเห็นสีหน้าแช่มชื่นของอีกฝ่าย พี่สะใภ้เหมียวก็พลอยโล่งใจตามไปด้วย “ได้ยินแบบนี้พี่ก็สบายใจ นึกว่าเธอจะไปลำบากเสียแล้ว”
“จริงสิคะพี่สะใภ้เหมียว ฉันกะว่าจะมาขอแบ่งแตงกวาสักสองลูกไปทำกับข้าวน่ะค่ะ”
“โธ่เอ๊ย คนกันเองทั้งนั้น อยากได้ลูกไหนก็เข้าไปเลือกเด็ดในสวนเอาเองเลยสิ” พี่สะใภ้เหมียวผายมืออนุญาตอย่างใจกว้าง
สายฝนที่เพิ่งโปรยปรายลงมาเมื่อครู่ ทำให้สวนผักดูชุ่มฉ่ำ เถาแตงกวาที่เคยดูแห้งแล้งกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเขียวขจี ดอกสีเหลืองสดใสบานสะพรั่งมากกว่าเก่า พร้อมด้วยผลแตงกวาเล็กจิ๋วที่ห้อยระย้าอยู่เต็มร้าน
แต่ละลูกมีขนาดเท่ากับนิ้วมือ ผิวสีเขียวสดเต่งตึง ดูท่าทางกรุบกรอบน่ารับประทานเสียจริง
เจียงซูหลันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหักห้ามใจไม่ให้เด็ดจนหมดสวน เธอเลือกเด็ดมาเพียงสองลูกพอทาน ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้เจ้าของบ้าน “ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ ไว้แตงกวาที่บ้านฉันโตเมื่อไหร่ พี่ต้องไปช่วยฉันกินบ้างนะ”
มิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้านก็เป็นเช่นนี้ ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีอะไรก็แบ่งปันกันเสมอ
หลังจากแผ่นหลังบางของเจียงซูหลันลับสายตาไป
พี่สะใภ้เหมียวก็เดินกลับมานั่งคุยกับแม่สามี “แม่คะ ฉันว่าพอเสี่ยวเจียงได้ออกไปทำงาน เธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยนะคะ ดูสดใสกว่าตอนอยู่บ้านเฉยๆ เสียอีก”
แม่เฒ่าน่าหัวเราะร่าอย่างชอบใจ “มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เธอลองตรองดูสิ ผู้หญิงที่วันๆ เอาแต่นั่งจับเจ่าเฝ้าบ้าน เทียบกับคนที่ได้ออกไปพบปะผู้คนทำงานทำการ ราศีมันจะไปเหมือนกันได้ยังไง”
หญิงชราเว้นช่วงนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยแววตาชื่นชม “แต่แม่ว่านะ ที่เสี่ยวเจียงออกไปทำงานได้อย่างสบายใจแบบนี้ ก็เพราะได้สามีดีอย่างพ่อหนุ่มรองผู้บังคับการกรมโจวนั่นแหละ ถ้าได้ผัวไม่ดี มีหรือจะปล่อยเมียไปทำงานได้แบบนี้”
แม่เฒ่าน่าจำภาพเมื่อครู่ได้ติดตา ภาพที่โจวจงเฟิงกำลังง่วนอยู่กับการซักผ้าตากผ้าอย่างขยันขันแข็ง
พูดกันตามตรง ผู้ชายอกสามศอกที่ยอมทำงานบ้านแบบนี้ หาได้ยากยิ่งนักบนเกาะแห่งนี้ หรือต่อให้ไปหาในเมืองหลวง ก็ยังแทบพลิกแผ่นดินหาไม่เจอ
“เสี่ยวเจียงแต่งงานกับเสี่ยวโจว นับว่าเป็นวาสนาของเธอจริงๆ”
ประโยคนี้ทำเอาพี่สะใภ้เหมียวขมวดคิ้วมุ่น เธอรีบแย้งขึ้นมาทันควัน “แม่คะ พูดแบบนี้ไม่ถูกนะ ทำไมแม่ไม่มองว่าเสี่ยวโจวต่างหากที่มีวาสนาได้แต่งงานกับเสี่ยวเจียง”
สะใภ้บ้านข้างๆ ทั้งสวย สง่า มีการศึกษา เฉลียวฉลาด แถมจิตใจยังดีงามไม่มีพิษมีภัย หญิงสาวที่เพียบพร้อมขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ
คนที่ใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันโลกแต่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ของจิตใจไว้ได้ คือเพชรเม็ดงามที่หาตัวจับยาก
เมื่อโดนลูกสะใภ้แย้ง แม่เฒ่าน่าก็พยักหน้าหงึกหงักยอมจำนน “เออๆ เธอพูดถูก เสี่ยวเจียงเป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ”
หญิงชราขยับตัวเข้าไปใกล้ลูกสะใภ้ก่อนจะกระซิบเสียงเบาอย่างมีเลศนัย “แต่เธอรู้หรือเปล่า ช่วงนี้คนบ้านข้างๆ เขาลุกขึ้นมาทำอะไรกุกกักตอนตีสามทุกคืนเลยนะ”
เรื่องลับๆ ยามดึกดื่น...
พี่สะใภ้เหมียวทำหน้าเหวอ เธอไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด ปกติเธอเป็นคนหัวถึงหมอนก็หลับสนิท ยิ่งเวลาตีสามเป็นช่วงที่กำลังฝันหวาน
ใครจะไปรู้ความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้านในยามวิกาลได้เล่า
แม่เฒ่าน่าเห็นท่าทางงุนงงของลูกสะใภ้ก็ส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “เธอนี่มันซื่อบื้อจริงๆ ให้ตายเถอะ คอยดูต่อไปก็แล้วกัน อีกหน่อยก็จะรู้เอง”
ดวงตาฝ้าฟางของหญิงชราทอประกายวิบวับอย่างรู้ทันโลก ราวกับกำลังรอคอยเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น
พี่สะใภ้เหมียวยิ่งฟังยิ่งงง “แม่คะ แม่พูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“ไม่ต้องมาซักไซ้แม่หรอก ของแบบนี้ต้องดูด้วยตาตัวเอง”
แม่เฒ่าน่าตัดบทดื้อๆ ก่อนจะเอามือไพล่หลังเดินฮัมเพลงกลับเข้าห้องไป ทิ้งให้ลูกสะใภ้ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ที่เธอบอกว่าเสี่ยวเจียงมีวาสนา ก็เพราะเหตุนี้แหละ
ผู้ชายที่ทุ่มเทแบบโจวจงเฟิง บนโลกนี้มีไม่กี่คนหรอก
***
ตัดภาพมาที่บ้านสกุลโจว
เมื่อเจียงซูหลันเดินถือแตงกวากลับเข้ามาในครัว ก็เห็นโจวจงเฟิงจัดการจุดไฟในเตาจนลุกโชนเรียบร้อยแล้ว เขากำลังนั่งดึงที่เป่าลมเข้าออกอย่างขะมักเขม้น
ภาพของผู้ชายร่างสูงใหญ่กำยำที่ต้องมานั่งขดตัวอยู่หน้าเตาไฟเล็กๆ ช่างดูน่าเอ็นดูและน่าสงสารระคนกันไป
เจียงซูหลันกลั้นขำจนแก้มป่อง “ไฟติดดีแล้วเหรอคะ”
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับ “กำลังได้ที่เลยครับ”
ยังไม่ทันที่เจียงซูหลันจะได้เอ่ยปากชม เสียงฝีเท้าตึงตังก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนที่คุ้นเคย “คุณอาครับ! คุณอา! ในที่สุดคุณอาก็กลับมาสักที!”
เจ้าลิงทะโมนทั้งสองตัวที่หายไปเล่นซนบ้านสกุลเหลยมาทั้งวัน พอไม่เจอเจียงซูหลันก็คงจะคิดถึงแย่
ทั้งคู่พุ่งตัวเข้ามาในครัวราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงออกมา
เจียงซูหลันถูกหลานชายทั้งสองจู่โจมเข้าประชิดตัวซ้ายขวาจนขยับไม่ได้
“ไปทำอะไรมาเนี่ย เหงื่อท่วมหัวเชียว”
มือเรียวเอื้อมไปซับเหงื่อบนหน้าผากของเด็กน้อยทั้งสองด้วยความอ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะจากเหงื่อไคลที่ไหลย้อย
เหลยอวิ๋นเป่าสะบัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ “โธ่คุณอา ลูกผู้ชายตัวจริงก็ต้องมีเหงื่อบ้างสิครับ เรื่องปกติ” เขาหันไปสบตากับคู่หูอย่างเสี่ยวเถี่ยตั้น ก่อนจะยื่นถุงที่ถือมาด้วยให้เจียงซูหลันดู
“คุณอาดูสิครับ นี่ผมกับเถี่ยตั้นไปช่วยกันจับกุ้งมาได้ตั้งเยอะ คุณอาลองดูสิว่าพอจะทำอะไรกินได้บ้าง”
จะเรียกว่าจับมาเองก็คงไม่ถูกนัก เพราะตลอดทั้งเช้าและบ่าย เจ้าเด็กแสบสองคนนี้ตามติดป้าอู๋ไปเดินชายหาด จนสุดท้ายป้าอู๋ต้องเดินหิ้วถังเปล่ากลับบ้าน
เพราะของดีๆ ที่หาได้ ถูกสองแสบนี่ฉกชิงวิ่งราวเอามาบรรณาการให้เจียงซูหลันจนเกลี้ยง
เจียงซูหลันชะโงกหน้าลงไปดูในถุง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง
โอ้โฮ! ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเนี่ย กะด้วยสายตาน่าจะหนักสักหนึ่งหรือสองจินได้
กุ้งแต่ละตัวยังสดใหม่ ดีดตัวไปมาอย่างแรง แถมยังมีน้ำทะเลติดมาด้วย แสดงว่าเพิ่งจับขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
“แล้วพวกเราอยากกินเมนูไหนล่ะจ๊ะ” เจียงซูหลันเอ่ยถามความเห็น
เด็กชายทั้งสองพร้อมใจกันหันขวับไปมองโจวจงเฟิงที่นั่งอยู่หน้าเตาเป็นตาเดียว “ผมได้ยินมาว่า... กุ้งทอดน้ำมันฝีมือคุณอาเขยอร่อยเหาะไปเลยนี่ครับ”
แววตาละห้อยของเด็กๆ บ่งบอกว่าเสียดายที่คราวที่แล้วพลาดโอกาสทองไป
ใครว่าเด็กพวกนี้ไร้เดียงสา
ฟังจากคำพูดคำจาก็รู้ว่าร้ายไม่เบา แกล้งพูดเปรยๆ กดดันให้โจวจงเฟิงลงมือทำอาหาร แต่ก็ไม่กล้าสั่งตรงๆ เลยต้องใช้วิธีอ้อมค้อมแบบนี้
เจียงซูหลันหันไปสบตากับโจวจงเฟิงอย่างรู้ทัน
เธอรีบตัดบทอย่างนุ่มนวล “กุ้งทอดต้องผึ่งให้สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิทก่อน ไม่อย่างนั้นน้ำมันจะกระเด็น วันนี้คงทำไม่ทันแล้วล่ะ เอาเป็นว่าวันนี้เรากินกุ้งนึ่งกันไปก่อน ไว้คราวหน้าค่อยกินกุ้งทอด ดีไหมจ๊ะ”
เหลยอวิ๋นเป่าที่ปกติเฮี้ยวอย่างกับจอมมาร เวลาอยู่ข้างนอกไม่มีใครเอาอยู่ แต่พออยู่ต่อหน้าเจียงซูหลันกลับกลายเป็นแมวเชื่องๆ
คำไหนคำนั้น เจียงซูหลันว่าอย่างไร เขาก็ว่าตามนั้น
เด็กชายรีบพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย “ได้ครับ ขอแค่เป็นฝีมือคุณอาทำ จะเมนูไหนผมก็ชอบกินทั้งนั้น”
เสี่ยวเถี่ยตั้นเองก็พยักหน้าสนับสนุนพี่ชายคนนี้อย่างแข็งขัน
ท่าทางน่าเอ็นดูของเด็กทั้งสองทำให้เจียงซูหลันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เธอยื่นมือไปบีบจมูกรั้นๆ ของเด็กชายทั้งสองคนละทีด้วยความหมั่นเขี้ยว
[จบบท]