บทที่ 231: ทางเลือกที่สวนทาง
“ในเมื่อเธอไม่มีเงิน แล้วจะสะเออะโทรศัพท์มาทำไมกัน”
น้ำเสียงของพนักงานขายเจือไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง สายตาเหยียดหยามกวาดมองหญิงสาวตรงหน้า “เธอเป็นคนของแผนกไหนในโรงงานเหล็กกล้า ถ้าไม่มีปัญญาจ่าย ฉันจะบุกไปเบิกค่าโทรศัพท์กับแผนกการเงินของพวกเธอให้รู้แล้วรู้รอด”
สหกรณ์การค้าและการตลาดแห่งนี้ใช่ว่าจะเป็นเพียงร้านค้าไก่กาที่ไร้คนหนุนหลัง การที่สามารถเข้ามาเปิดกิจการภายในอาณาเขตของโรงงานเหล็กกล้าสาขาที่หนึ่งได้อย่างผ่าเผย ย่อมหมายถึงเส้นสายที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดา
คิดจะโทรศัพท์แล้วชักดาบอย่างนั้นหรือ ลองดูสักตั้งไหมล่ะ?
เจียงหมิ่นอวิ๋นหน้าซีดเผือด เธอไหนเลยจะมีความกล้าพอที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายบุกไปทวงเงินถึงแผนกการเงินของโรงงานจริงๆ
ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เธอคงได้กลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านนินทากันสนุกปากไปทั่วทั้งโรงงาน
หญิงสาวรีบล้วงมืออันสั่นเทาเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ควานหาธนบัตรใบละสิบหยวนลาย 'ต้าถวนเจี๋ย' ออกมาอย่างรวดเร็วแล้วยื่นส่งไปให้ด้วยท่าทีลนลาน “จ่ายแล้ว จ่ายแล้ว นี่ไง ฉันจ่ายเดี๋ยวนี้แหละ”
พนักงานขายคนนั้นปรายตามองเธอด้วยหางตา ก่อนจะทอนเงินคืนมาให้หนึ่งหยวน
เมื่อก้าวพ้นออกมาจากสหกรณ์การค้าและการตลาด เจียงหมิ่นอวิ๋นก็ยกมือขึ้นลูบกระเป๋าเสื้อของตัวเองด้วยความอาวรณ์ เงินในกระเป๋าตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงห้าสิบหยวนแล้ว
นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เธอเหลือติดตัว
ก่อนที่จะออกเรือน เธอเคยเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ได้จำนวนหนึ่ง ทว่านับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงาน เงินเก็บเหล่านั้นกลับต้องถูกดึงออกมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในครอบครัวสามีอย่างไม่จบไม่สิ้น มันค่อยๆ ร่อยหรอลงไปทีละเล็กทีละน้อย จนแทบจะกลายเป็นความว่างเปล่า
พอนึกถึงใบหน้าของโจวเยว่หัว ความเหนื่อยหน่ายก็แล่นพล่านจนต้องยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว พลันห้วงความคิดหนึ่งก็ลอยวนเวียนไปถึงชายหนุ่มอีกคน... เจิ้งเซี่ยงตง
หากเลือกได้ เธอยอมที่จะเก็บข้าวของหนีตามเจิ้งเซี่ยงตงไปตกระกำลำบากที่เกาะนั่นเสียยังจะดีกว่าต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่
ติดอยู่อย่างเดียวก็ตรงที่... เจิ้งเซี่ยงตงเขาจะยินดีต้อนรับเธอหรือ?
...
บรรยากาศภายในสำนักงานดูวุ่นวายเล็กน้อยเมื่อเจิ้งเซี่ยงตงกำลังลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว สมบัติของเขามีไม่มากนัก เพียงแค่กล่องกระดาษใบเดียวก็สามารถบรรจุทุกอย่างลงไปได้จนหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะจากไป เพื่อนร่วมงานหลายคนต่างพากันเดินเข้ามาสอบถามด้วยความสงสัย “สหายเจิ้ง คุณเป็นถึงกำลังหลักของแผนกเรา เชียวนะ จะไปแล้วจริงๆ หรือ”
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เริ่มมีข่าวลือหนาหูว่าเจิ้งเซี่ยงตงกำลังจะลาออก ตอนนั้นพวกเขายังหัวเราะเยาะและไม่ปักใจเชื่อ
ก็เจิ้งเซี่ยงตงคนนี้คือใครกันเล่า?
เขาเปรียบเสมือนดวงตะวันที่เจิดจ้าอยู่กลางศีรษะ เป็นคนหนุ่มอนาคตไกลที่ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงได้อย่างรวดเร็วที่สุดในรุ่น
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า อีกไม่นานเขาจะต้องได้เลื่อนขั้นเข้าไปทำงานในระดับเมือง และด้วยอายุอานามเพียงเท่านี้ ต่อให้ก้าวหน้าไปถึงระดับมณฑลก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเลยสักนิด
จะโทษใครได้ ก็ต้องโทษที่เขาทั้งเปี่ยมไปด้วยความสามารถและยังหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้
เจิ้งเซี่ยงตงคาบบุหรี่มวนหนึ่งไว้ที่มุมปากโดยไม่ได้จุดไฟ เขาเพียงแค่ขบกัดก้นกรองเล่นไปมาด้วยท่าทีเกียจคร้าน
เมื่อได้ยินคำถามเหล่านั้น ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมควันที่ดูซีดเซียวเล็กน้อย ความซูบผอมทำให้โหนกแก้มของเขาเด่นชัดขึ้น แต่มันกลับไม่ได้บดบังความดูดีของเขาลงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุด กลับเป็นเรือนผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะนั้น
มันเป็นสีขาวที่สะดุดตาจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้ตั้งแต่แรกเห็น
เจิ้งเซี่ยงตงกระชับกล่องกระดาษในอ้อมแขน น้ำเสียงของเขาฟังดูราบเรียบและไม่แยแสต่อสิ่งใด “ถ้าผมไม่ไป แล้วพวกคุณจะมีที่ว่างให้ขยับตูดเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแทนที่ได้ยังไงล่ะ”
วาจาขวานผ่าซากนั้นทำเอาสีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยากด้วยความกระอักกระอ่วน
“ทุกท่าน ผมจะไปเป็นคนดี จะไปตามจีบเมียแล้ว” เขาใช้มือข้างหนึ่งตบลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังฉาด “จากนี้ไป ภูเขาสูงแม่น้ำกว้างไกล คงไม่ได้พบเจอกันอีก”
สิ้นคำประกาศิต เขาก็อุ้มกล่องเดินอาดๆ ออกไปจากห้องอย่างไม่ไยดี
ทิ้งให้คนทั้งสำนักงานยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง “เจิ้งเซี่ยงตงจะเป็นคนดี? นี่เขาล้อเล่นอะไรกัน”
ใครๆ ก็รู้ว่าเจิ้งเซี่ยงตงคือบุคคลที่ดุร้ายและป่าเถื่อนที่สุดในบรรดาพวกเขา ซ้ำยังมีวิธีการจัดการปัญหาที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด มิเช่นนั้นด้วยวัยเพียงแค่นี้ เขาจะตะกายขึ้นมานั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งสูงขนาดนี้ได้อย่างไร
“เมื่อกี้เขาบอกว่าจะไปตามจีบเมียใช่ไหม? ฉันว่ามันก็มีความเป็นไปได้นะ เจิ้งเซี่ยงตงเดิมทีเนื้อแท้ก็เป็นคนบ้าระห่ำอยู่แล้ว เพื่อเจียงซูหลัน มีเรื่องอะไรบ้างที่คนอย่างเขาจะทำไม่ลง”
พอประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมา ทุกคนต่างก็นิ่งอึ้งไป ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มได้สติก่อนเพื่อน
“ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่แค่คนบ้าแล้ว แต่ต้องเรียกว่าคนโง่บัดซบ เพื่อผู้หญิงคนเดียว ถึงกับยอมทิ้งหน้าที่การงานที่มีอนาคตสดใสรออยู่เนี่ยนะ”
หากคนที่ทำแบบนี้ไม่ใช่คนโง่ แล้วในโลกนี้ยังจะมีใครที่เป็นคนโง่อีก
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ เงียบลง แม้ว่าเจิ้งเซี่ยงตงจะเดินจากไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่จะนินทาว่าร้ายเขาอย่างเต็มปากเต็มคำ
ไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกเสียจากภาพลักษณ์ความน่าเกรงขามในอดีตของเจิ้งเซี่ยงตงนั้น ได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนเหล่านี้จนยากจะลบเลือน
...
ณ บ้านตระกูลเจียง
กลิ่นสมุนไพรลอยอวลไปทั่วบริเวณ พ่อเจียงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมยาสมุนไพร มือหยาบกร้านบรรจงหั่นรากตังกุยออกเป็นแผ่นบางๆ อย่างชำนาญ เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นสมาชิกในครอบครัวกลับมากันพร้อมหน้า
ชายชราจึงเอ่ยถามพี่สามเจียงขึ้นด้วยความเป็นห่วง “จดหมายที่จะส่งไปหาซูหลัน จัดการส่งไปหรือยัง”
พี่สามเจียงยกมือขึ้นตบเบาๆ ที่อกเสื้อนวมของตนเอง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความหนักใจ “ยังเลยพ่อ”
“ช่วงนี้เจิ้งเซี่ยงตงมันส่งคนมาคอยจับตามองผมแจเลย ผมไม่กล้าโผล่หัวไปที่ทำการไปรษณีย์”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปที่กองข้าวของมากมายที่วางกองระเกะระกะอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว แล้วอดไม่ได้ที่จะปรึกษาผู้เป็นพ่อ “พ่อ แล้วนมผงสองกระป๋อง มอลต์สกัดสองกระป๋อง กับพวกอาหารกระป๋องที่เจิ้งเซี่ยงตงขนเอามาส่งให้นี่ล่ะ เราจะเอายังไงกันดี”
แม้ว่าช่วงสองสามวันมานี้ เจิ้งเซี่ยงตงจะไม่ได้โผล่มาช่วยทำงานบ้านเหมือนเคย
แต่ข้าวของมีค่าราคาแพงกลับถูกลำเลียงมาส่งที่บ้านเจียงราวกับเป็นของเปล่าได้มาฟรีๆ
เมื่อได้ฟังความจากลูกชาย
มือที่กำลังหั่นสมุนไพรของพ่อเจียงก็ชะงักค้างไปชั่วครู่ “บ้านเราจะไม่รับของของเขา หาจังหวะเวลาเหมาะๆ ขนของพวกนี้กลับไปคืนให้พ่อแม่ของเจิ้งเซี่ยงตงเสียให้หมด”
“อีกอย่าง เรื่องจดหมายก็อย่าเพิ่งส่งไปหาซูหลันในช่วงนี้เลย เดี๋ยวจะเป็นการชักนำความเดือดร้อนไปให้ลูกสาวเสียเปล่าๆ”
“แล้วกระโปรงผ้าเต๋อฉีเหลียงที่ฉันอุตส่าห์ตัดเย็บไว้ให้ซูหลันตัวนี้ล่ะคะ จะทำยังไงดี”
“ฉันเองก็เก็บหญ้าอี้หมู่เฉ่าไว้ให้น้อง ตั้งใจตากแห้งไว้อย่างดีเลยนะ”
“ซอสเต้าเจี้ยวที่ฉันหมักไว้ รสชาติกำลังได้ที่พอดีเลยเชียว”
เสียงถามไถ่เซ็งแซ่มาจากบรรดาพี่สะใภ้ เดิมทีพวกเธอตั้งใจว่าหากพี่สามเจียงจะไปส่งจดหมาย ก็จะได้ถือโอกาสฝากของกินของใช้จากทางบ้านส่งไปให้เจียงซูหลันด้วย
แต่ในเมื่อตอนนี้จดหมายส่งไม่ได้ แล้วข้าวของที่พวกเธอเตรียมไว้ด้วยความตั้งใจเหล่านี้จะทำอย่างไรเล่า
พ่อเจียงทอดสายตามองลูกสะใภ้ด้วยความเอ็นดู “พวกเธอมีน้ำใจมาก แต่ของพวกนี้คงต้องเก็บไว้ก่อน”
แม่เจียงที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน
“ความปลอดภัยของซูหลันต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด” หญิงชราเว้นช่วงไปนิดหนึ่ง น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความคะนึงหา “ป่านนี้ไม่รู้ว่าซูหลันของพวกเราไปอยู่ที่นั่นจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง? จะสุขสบายดีไหม แล้วตอนนี้ตั้งท้องหลานให้แม่หรือยังนะ”
...
ไกลออกไปบนเกาะกลางทะเล
เจียงซูหลันจามออกมาติดต่อกันหลายครั้งจนจมูกแดง
หญิงสาวนึกแปลกใจว่าใครกันหนอที่กำลังบ่นถึงเธออยู่ ในขณะนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นบุรุษไปรษณีย์กำลังปั่นจักรยานมาส่งจดหมายที่บ้านตระกูลน่าพอดี
เจียงซูหลันจึงอดไม่ได้ที่จะรีบเดินออกไปสอบถาม “สหายคะ มีจดหมายถึงฉันบ้างไหมคะ ฉันชื่อเจียงซูหลันค่ะ”
บุรุษไปรษณีย์คนนั้นหยุดรถ แล้วก้มลงค้นหาในกระเป๋าสะพายผ้าใบสีเขียวตุ่นที่วางอยู่บนเบาะหลังจักรยาน เขาใช้เวลาค้นหาอยู่นานพอสมควรก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “เจียงซูหลัน?”
“ใช่ค่ะ ฉันเอง”
“มีจดหมายของคุณฉบับหนึ่ง มาเซ็นรับหน่อย”
หัวใจของเจียงซูหลันพองโตด้วยความดีใจ หรือว่าพ่อกับแม่จะได้รับข่าวแล้วรีบส่งจดหมายตอบกลับมาเร็วขนาดนี้
ทว่า เมื่อดวงตาคู่สวยกวาดมองไปเห็นชื่อที่อยู่ผู้ส่งบนหน้าซองจดหมาย ความดีใจก็พลันมลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความงุนงง...
ที่อยู่บนหน้าซองนี้เธอไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำรายละเอียดของที่อยู่ก็เขียนไว้คลุมเครือเหลือเกิน ใครกันที่กล้าส่งจดหมายออกมาด้วยที่อยู่แบบนี้
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ มันดันส่งมาถึงมือเธอที่นี่ได้อย่างไร นี่สิคือเรื่องที่น่ามหัศจรรย์พันลึก
เจียงซูหลันถือซองจดหมายปริศนานั้นไว้ในมือ พลางครุ่นคิดอยู่นานสองนาน
นี่ไม่ใช่จดหมายที่พ่อแม่ของเธอส่งมาอย่างแน่นอน เพราะที่อยู่ประจำที่พ่อแม่ใช้ส่งจดหมายหาเธอนั้นคือ เมืองผิงเซียง มณฑลตง...
[จบบท]