บทที่ 246: ดาวนำโชคของกองทัพ
เสียงจากปลายสายโทรศัพท์ที่ดังลอดออกมานั้นเจือไปด้วยความเกรงอกเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด เป็นเสียงของผู้นำฝ่ายปกครองท้องถิ่นที่โทรศัพท์สายตรงเข้ามาหาผู้บัญชาการกองพลเหลย
“ในเมื่อทางกองทัพช่วยกู้หน้าพวกเราไว้ได้มากขนาดนี้ ทางเราก็คงไม่ใจจืดใจดำขัดขวางพวกคุณอีกต่อไปแล้วล่ะครับ เรื่องสวนยางพาราบนเกาะนั่น... ผมรู้ว่าทางกองทัพอยากจะเข้ามาดูแลจัดการมาโดยตลอด เอาเป็นว่าครั้งนี้ทางฝ่ายปกครองจะไม่ยื่นมือเข้าไปแทรกแซงแล้ว ส่วนรายละเอียดลึกๆ พวกคุณก็ลองไปเจรจากับชาวบ้านดูเอง ตกลงกันได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น”
สิ่งที่เขารับปากได้มีเพียงเท่านี้ คือการที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นจะถอยออกมาและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ก็นับว่าเป็นการเปิดทางที่กว้างมากแล้ว
ประโยคนั้นทำให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยยิ้มกว้างจนแก้มปริ แทบจะหุบยิ้มไม่ลง
ต้องเข้าใจว่าเรื่องสัมปทานสวนยางพารานี้ เป็นเหมือนก้างปลาชิ้นโตที่ติดคาอยู่ในคอหอยของทั้งสองฝ่ายมาเนิ่นนาน ต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชาก ไม่ยอมลดราวาศอกให้กันแม้แต่นิดเดียว
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า บทจะง่ายก็ง่ายดายปานนี้ อีกฝ่ายถึงกับยอมถอยกรูดเปิดทางให้เองโดยไม่ต้องออกแรงแย่งชิง
ทันทีที่วางหูโทรศัพท์ลงบนแป้น ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นห้องทำงาน
“ฮ่าๆๆ! เจียงซูหลันนี่เป็นดาวนำโชคของกองทัพเราจริงๆ!”
ด้วยความดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาตบโต๊ะทำงานเสียงดังปัง นัยน์ตาเป็นประกายโรจน์ด้วยความตื่นเต้น
“ทหาร! ไปแจ้งคำสั่งเดี๋ยวนี้ เรียกนายทหารระดับกองพันขึ้นไปทุกคนมาประชุมด่วน!”
คำสั่งของผู้บัญชาการกองพลเหลยนั้นศักดิ์สิทธิ์และรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด เพียงไม่นานนายทหารที่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องทุกคนก็ถูกเรียกตัวมารวมกัน
บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง โต๊ะไม้ตัวยาวกลางห้องถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ มองไปเห็นแต่ศีรษะของผู้คนนั่งเรียงรายกันเป็นตับ สีหน้าของแต่ละคนบ่งบอกถึงความพร้อมรับสถานการณ์
นายทหารหลายนายเตรียมสมุดบันทึกปกแข็งและปากกาหมึกซึมวางไว้ตรงหน้า รอคอยคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ
ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ผิวคล้ำแดดที่ดูหยาบกร้าน บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาคนที่สามกลับดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างประหลาด นั่นคือโจวจงเฟิง
อาจเป็นเพราะท่ามกลางกลุ่มทหารที่กรำศึกและงานหนัก ใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของเขานั้นดูประณีตหมดจดเกินไป จนดูเหมือนจะแปลกแยกจากคนรอบข้างอยู่บ้าง
แม้แต่ผู้บัญชาการกองพลเหลยเอง เมื่อเริ่มเปิดการประชุมและกวาดสายตามองไปรอบห้อง สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะไปหยุดอยู่ที่โจวจงเฟิงเป็นคนแรก ก็ต้องยอมรับว่ามองแล้วมันเจริญหูเจริญตาจริงๆ
ผู้บัญชาการกองพลเหลยดึงสติกลับมา เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ
“ทุกคนรู้ไหมว่าทำไมวันนี้ผมถึงเรียกพวกคุณมาประชุมด่วน”
สิ้นคำถามนั้น เหล่านายทหารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วส่ายหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
พวกเขาจะไปตรัสรู้ได้ยังไงกัน การประชุมครั้งนี้เรียกตัวกันแบบสายฟ้าแลบ ขนาดข้าวบางคนยังกินไม่ทันอิ่มก็ต้องรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาแล้ว
ผู้บัญชาการกองพลเหลยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดตามองลูกน้องด้วยแววตามุ่งมั่น
“เรื่องเป็นอย่างนี้... ทางฝ่ายปกครองท้องถิ่นตกลงยอมให้กองทัพของเรารับช่วงดูแลสวนยางพาราในพื้นที่แล้ว”
สิ้นเสียงประกาศ ภายในห้องประชุมก็เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นราวกับผึ้งแตกรัง
“อะไรนะครับ? ก่อนหน้านี้พวกเขายืนกรานหัวชนฝาไม่ยอมมาตลอดไม่ใช่เหรอครับ ทำไมจู่ๆ ถึงยอมปล่อยมือมาให้เราง่ายๆ แบบนี้ล่ะ”
ต้องเข้าใจก่อนว่า สวนยางพาราไม่ใช่แค่พื้นที่เกษตรกรรมธรรมดา แต่มันคือขุมทรัพย์มหาศาล เป็นบ่อเงินบ่อทองของเกาะแห่งนี้
ป่ายางพาราอันกว้างใหญ่ไพศาลที่กระจายตัวอยู่ทั่วเกาะ น้ำยางดิบที่ผลิตได้นั้นมีประโยชน์มหาศาลในทางอุตสาหกรรมและความมั่นคง
ไม่ใช่แค่เอาไปทำยางรถจักรยาน หรือยางรถยนต์ของกองทัพ แต่ยังเป็นวัตถุดิบหลักของรองเท้า ผ้าใบกันน้ำ และสายพานลำเลียงในโรงงานต่างๆ อีกสารพัด
สวนยางพาราจึงเป็นพื้นที่ทับซ้อนแห่งผลประโยชน์และความขัดแย้งระหว่างฝ่ายท้องถิ่นกับกองทัพมาอย่างยาวนาน
ทางเกาะนี้ล้าหลังและขาดแคลนเทคโนโลยีเกินไป ฝ่ายท้องถิ่นไม่มีศักยภาพพอที่จะสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราให้เป็นระบบได้ แต่ครั้นจะให้ยกสมบัติชิ้นนี้ให้กองทัพไปเลย พวกเขาก็ทำใจไม่ได้
ความจริงแล้วฝ่ายท้องถิ่นก็ไม่ได้ผิดอะไร ใครบ้างจะอยากยกลูกในไส้ของตัวเองให้คนอื่นเอาไปเลี้ยงดู ทั้งที่ตัวเองก็รักและหวงแหน
แต่ฝ่ายกองทัพเองก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาเข้ามาประจำการที่นี่ก็เพื่อพัฒนา สร้างความเจริญ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนเกาะ
การขอรับช่วงดูแลสวนยาง ไม่ใช่แค่เพื่อเอางบประมาณเข้ากองทัพ แต่เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ชาวบ้านตาดำๆ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เพราะที่นี่มันจน... จนและล้าหลังเกินไปจริงๆ
นายทหารทุกคนในห้องนี้ ต่างมีความหวังร่วมกัน คืออยากเห็นเกาะแห่งนี้เปลี่ยนแปลง อยากเห็นความเจริญรุ่งเรือง และอยากให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากความยากลำบาก
ดังนั้น ข่าวเรื่องสวนยางพาราจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ
นายทหารคนหนึ่งยกมือขึ้นถามด้วยความสงสัย
“ฝ่ายท้องถิ่นเคยหวงแหนสวนยางยิ่งกว่าอะไรดี ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจยอมยกให้เราดูแลล่ะครับ มันต้องมีสาเหตุแน่ๆ”
นี่แหละคือปริศนาที่ทุกคนอยากรู้
ต้องยอมรับว่าคำถามนี้จี้ถูกจุดสำคัญที่สุด
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเดินอ้อมโต๊ะประชุมไปหยุดยืนตรงหน้าโจวจงเฟิง แล้วตบไหล่กว้างของชายหนุ่มเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ
“เรื่องนี้... ต้องยกความดีความชอบให้กับภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจวเขาโน่น”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะกวาดตามองทุกคน
“เรื่องที่สหกรณ์สินเชื่อแห่ขบวนมามอบธงเกียรติยศให้สหายเจียงซูหลัน ภรรยาของรองผู้บังคับการกรมโจวเมื่อวันก่อน ทุกคนคงรู้เรื่องนี้ใช่ไหม”
รู้ก็ส่วนรู้ แต่ไอ้เรื่องธงเกียรติยศนั่น มันจะไปเกี่ยวอะไรกับสัมปทานสวนยางพาราที่มูลค่ามหาศาลขนาดนั้นได้?
เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของลูกน้อง ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็ไม่คิดจะเล่นลิ้นให้เสียเวลาอีก
“แล้วทำไมสหกรณ์สินเชื่อถึงต้องลงทุนแห่ธงเกียรติยศมามอบให้สหายเจียงถึงบ้านพักล่ะ”
คำตอบของคำถามนี้ ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ
ผู้บังคับการกรมจ้าวรีบพูดแทรกขึ้นมา
“นั่นก็เพราะสหายเจียงซูหลันเธอซื้อพันธบัตรเพื่อการก่อสร้างของสหกรณ์สินเชื่อไปเยอะมาก ทางสหกรณ์เขาก็เลยมอบธงให้เพื่อเป็นการขอบคุณและเชิดชูเกียรติ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงของผู้บังคับการกรมจ้าวก็แฝงแววเสียดายอยู่ลึกๆ เขานึกไปถึงภรรยาของตัวเองที่มองข้ามโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
ทำไมเมียเขาถึงไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบเจียงซูหลันบ้างนะ
แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้จะมานั่งตบเข่าฉาดเสียดายไปก็เปล่าประโยชน์
ผู้บัญชาการกองพลเหลยพยักหน้าช้าๆ
“ถูกต้อง ก็เพราะเรื่องนี้นั่นแหละ ฝ่ายท้องถิ่นถึงยอมถอยฉาก และยกสวนยางให้เราดูแล”
คำเฉลยนั้นทำให้ดวงตาของนายทหารทุกคนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“แค่เรื่องนี้เนี่ยนะครับ? เรื่องเล็กๆ แค่นี้ ถึงกับทำให้ฝ่ายท้องถิ่นยอมแลกด้วยผลประโยชน์มหาศาลขนาดนั้นเชียวหรือ”
การยกสวนยางให้กองทัพ ก็ไม่ต่างอะไรกับยอมตัดแขนตัวเองส่งให้คนอื่น
“ใช่... มองเผินๆ นี่อาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมอยากให้ทุกคนเปิดใจให้กว้าง มองลอดผ่านเรื่องเล็กๆ นี้ไปให้เห็นภาพใหญ่ระดับประเทศ
การกระทำของสหายเจียงซูหลัน ไม่ใช่แค่การซื้อพันธบัตร แต่มันคือการจุดประกาย เธอเป็นผู้นำที่ทำให้เหล่าภรรยาทหารคนอื่นๆ ในค่ายของเราตื่นตัวและพากันไปซื้อพันธบัตรเพื่อการก่อสร้าง จนทำให้ยอดเงินฝากและยอดขายพันธบัตรของสหกรณ์สินเชื่อบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ พุ่งสูงจนแซงหน้าธนาคารยักษ์ใหญ่ในภาคใต้ไปแบบไม่เห็นฝุ่น”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเดินกลับไปที่หัวโต๊ะ น้ำเสียงของเขาเริ่มเข้มข้นและจริงจังขึ้น
“ระบบธนาคารและสหกรณ์ในภาคใต้นั้นมีการแข่งขันกันภายในอยู่แล้ว พวกคุณก็รู้ดีว่าเกาะของเราตั้งอยู่ตรงไหนในแผนที่
ที่นี่มันคือชายขอบ ทั้งกันดาร ทั้งล้าหลัง การที่สหกรณ์บ้านนอกคอกนาสามารถทำยอดแซงหน้าธนาคารในเมืองใหญ่อย่างเมืองกวางโจวได้ พวกคุณลองตรองดูสิว่า พวกคนใหญ่คนโตในเมืองเขาจะยอมเสียหน้าได้เหรอ”
“ภายใต้สถานการณ์กดดันแบบนี้ ธนาคารทั่วทั้งภาคใต้เลยเกิดการตื่นตัวและแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อกู้หน้าคืน ส่งผลให้ยอดขายพันธบัตรเพื่อการก่อสร้างของทั้งภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว แถมยังทำยอดทะลุเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ล่วงหน้าไปไกลลิบ
สหายทั้งหลาย! พวกคุณต้องตระหนักให้ได้ว่าภารกิจนี้ทำเพื่อใคร?
พันธบัตรเพื่อการก่อสร้างขายให้ใคร? เงินพวกนี้มาจากไหน? มันก็คือเงินที่ประชาชนยอมควักออกมาจากกระเป๋าตัวเองเพื่อให้รัฐบาลกู้ไปพัฒนาประเทศ
ขั้นตอนนี้มันยากลำบากแค่ไหนพวกคุณก็รู้ ชาวบ้านแต่ละคนกว่าจะหาเงินได้เลือดตาแทบกระเด็น แต่ครั้งนี้... เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยของสหายเจียงซูหลัน มันกลับกลายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่ผลักดันให้ภารกิจระดับชาตินี้สำเร็จเกินเป้าหมายไปมาก พวกคุณลองตอบผมซิว่า นี่มันยังเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อยู่อีกไหม”
ในเหตุการณ์นี้ เจียงซูหลันเปรียบเสมือนผีเสื้อตัวน้อยที่ขยับปีกเพียงแผ่วเบา แต่แรงลมจากการขยับปีกนั้นกลับก่อให้เกิดพายุหมุนลูกใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงกระดานหมากทั้งกระดาน
เธอคือชนวนจุดระเบิด คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ฟันเฟืองใหญ่เริ่มหมุน
คราวนี้ทั่วทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบกริบ
ความเงียบที่เต็มไปด้วยความทึ่งและยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน
นี่จะเป็นเรื่องเล็กได้ยังไง...
นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน... มันคือเรื่องใหญ่ระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว
[จบบท]