บทที่ 261: ภรรยาใครใครก็รัก
สิ้นเสียงตะโกนบอกเมนูอาหาร ร่างของเหล่าทหารกล้าก็พุ่งทะยานออกไปราวกับพายุหมุน ชั่วพริบตาเดียวก็หายวับไปจนไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น ทิ้งให้พวกระดับหัวหน้าอย่างโจวจงเฟิงได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง
ผู้บังคับการกรมน่าขมวดคิ้ว มอดตามกลุ่มคนที่วิ่งหายไปแล้วเอ่ยขึ้น “โรงอาหารเปลี่ยนพ่อครัวหรือไง ไม่งั้นเมนูมันฝรั่งจะทำให้อร่อยจนคนวิ่งแย่งกันขนาดนี้ได้เหรอ”
ต้องบอกก่อนว่าปกติวันไหนที่มีเมนูมันฝรั่ง บรรยากาศในโรงอาหารแทบจะกลายเป็นลานประท้วง เสียงเคาะจานเคาะชามดังระงมไปทั่ว พร้อมกับเสียงโอดครวญของเหล่าทหารที่ไม่อยากกินมันฝรั่งอีกแล้ว
จะเช้า กลางวัน เย็น ก็มันฝรั่ง จะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี เมนูก็วนเวียนอยู่แต่กับเจ้าหัวพืชชนิดนี้จนเอียน
ผู้บังคับการกรมจ้าวพยักหน้าเห็นด้วย “สงสัยจะเปลี่ยนคนทำจริงๆ นั่นแหละ พวกเรากินมันฝรั่งกันมาตั้งกี่ปี รสชาติมันก็เดิมๆ จืดชืดเหมือนเดิมตลอดไม่ใช่หรือไง”
“กินไปกินมาก็รสชาติแบบนั้นแหละ” ผู้บังคับการซ่งเสริม
ท่ามกลางความสงสัยของสหายร่วมรบ มีเพียงโจวจงเฟิงเท่านั้นที่มีสีหน้าครุ่นคิด แววตาฉายแววระลึกถึงรสสัมผัสบางอย่าง
เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เจียงซูหลันลงมือทำแผ่นแป้งม้วนไส้มันฝรั่งให้กินที่บ้าน ความกรอบนุ่มและรสชาติที่จัดจ้านในครั้งนั้นยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น ขนาดเขาและพวกเด็กๆ กินกันจนพุงกางแทบจะลุกไม่ไหว
แต่เรื่องดีๆ แบบนี้ ในเมื่อยังไม่เห็นกับตาที่โรงอาหาร เขาเลือกที่จะเก็บเงียบไว้ก่อนดีกว่า
กลุ่มนายทหารระดับสูงเดินตามกันเข้าไปในโรงอาหาร
ภาพแรกที่เห็นคือโหวจื่อกับซื่อเหยียนที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าสุด กำลังชะโงกหน้ากระซิบกระซาบ พยายามใช้ความสนิทสนมเข้าแลก “พี่สะใภ้ครับ พี่สะใภ้คนสวย พวกเราคนกันเองทั้งนั้น อย่างน้อยพี่ต้องตักให้ผมสักสามชิ้นนะครับ”
จะไม่ให้ขอเพิ่มได้ยังไง ในเมื่อคนที่ได้อาหารไปก่อนหน้านี้ยืนกัดโชว์อยู่ข้างๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนพวกเขาท้องร้องโครกคราก
เจียงซูหลันคีบแผ่นแป้งม้วนใส่จานให้พวกเขา แม้จะไม่ได้เพิ่มจำนวนชิ้น แต่เธอก็เลือกชิ้นที่อัดแน่นไปด้วยไส้มันฝรั่งผัดให้เป็นพิเศษ “พอเลยๆ ตกลงกันแล้วว่าคนละสองชิ้น ใครหน้าไหนมาก็แหกกฎไม่ได้ทั้งนั้นจ้ะ”
“โห่... แล้วถ้ารองผู้บังคับการกรมโจวมาล่ะครับ”
ซื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะถามลองเชิง
เจียงซูหลันตอบกลับทันควัน “เขามาก็กฎเดียวกัน”
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “แต่ว่า... ฉันมีโควตาพนักงานส่วนตัวอยู่สองชิ้น ฉันจะยกส่วนของฉันให้เขา ก็เป็นสิทธิ์ของฉัน”
คำตอบนั้นทำเอาโหวจื่อกับซื่อเหยียนได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความอิจฉา
ผู้บังคับการกรมน่าและผู้บังคับการกรมจ้าวที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังได้ยินบทสนทนานั้นพอดี ก็อดที่จะหันไปแซวคนข้างตัวไม่ได้ “รองผู้บังคับการกรมโจว คุณนี่มีวาสนาจริงๆ นะเนี่ย”
โจวจงเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววพึงพอใจ “ช่วยไม่ได้ครับ ใครใช้ให้ผมมีภรรยาทำงานโรงอาหารล่ะ” น้ำเสียงนั้นแฝงความภาคภูมิใจแบบปิดไม่มิด
นี่มัน...
ทุกคนหันมองหน้ากัน ให้ตายเถอะ การมีภรรยาทำงานโรงอาหารกลายเป็นเรื่องน่าเชิดหน้าชูตาสำหรับโจวจงเฟิงไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
พอโหวจื่อกับซื่อเหยียนได้รับอาหารเรียบร้อย หูก็แว่วเสียงคุ้นเคยของรองผู้บังคับการกรม พอหันขวับกลับไปมองก็เจอโจวจงเฟิงยืนต่อคิวอยู่จริงๆ
ทั้งสองคนรีบประคองปิ่นโตอะลูมิเนียมเดินเข้าไปหา พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาตาร้อน “รองผู้บังคับการโจวครับ เมื่อกี้พี่สะใภ้บอกว่าเธอจะยกโควตาของเธอให้คุณด้วย คนอื่นได้กินแค่สองชิ้น แต่คุณได้กินตั้งสามชิ้นแน่ะ”
“ชีวิตดีจริงๆ เลยนะครับ”
พูดจบก็ไม่ลืมที่จะกัดแผ่นแป้งม้วนไส้มันฝรั่งโชว์คำโต เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มพอง รสสัมผัสของแป้งที่นวดจนเหนียวนุ่มกำลังดี ผสานกับความเผ็ดร้อนหอมกรุ่นของมันฝรั่งเส้นผัด ทำเอาพวกเขาแทบน้ำตาไหล อย่าว่าแต่สองชิ้นเลย ต่อให้มีสี่ชิ้นก็ยัดลงท้องได้สบายๆ
โจวจงเฟิงฟังคำบอกเล่าของลูกน้องแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “ถ้าฉันอยากกิน ภรรยาฉันกลับไปทำให้กินที่บ้านเมื่อไหร่ก็ได้”
น้ำเสียงนั้นช่าง... น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน
โหวจื่อกับซื่อเหยียนมองหน้ากัน จู่ๆ แผ่นแป้งในมือที่ว่าอร่อยล้ำเลิศก็ดูจืดชืดลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับอภิสิทธิ์ของหัวหน้า
แม้แต่พวกผู้บังคับการกรมน่ายังรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะเตะท่าทางโอ้อวดของโจวจงเฟิงสักที
แต่พอลองตรองดู ก็เถียงไม่ออกจริงๆ ใครใช้ให้เมียเขามีโควตาพนักงานล่ะ
ในที่สุดก็ถึงคิวของโจวจงเฟิงชายหนุ่มยื่นปิ่นโตอะลูมิเนียมผ่านช่องหน้าต่างเข้าไป นัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปที่หญิงสาวในชุดกันเปื้อน ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำให้ได้ยินกันแค่สองคน “ได้ข่าวว่า... โควตาของผมได้เยอะกว่าคนอื่นหนึ่งชิ้นเหรอครับ”
ประโยคธรรมดา แต่กลับทำให้ใบหน้าของเจียงซูหลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ
เธอทำทีก้มหน้าจัดของ ตอบรับเสียงเบาหวิว “อื้อ ฉันมีโควตาสองชิ้น แบ่งให้คุณชิ้นหนึ่ง”
สิ้นคำนั้น เหล่าทหารกล้าที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังต่างพากันมองแผ่นหลังของโจวจงเฟิงด้วยสายตาอิจฉาจนแทบจะลุกเป็นไฟ
มีเมียทำงานโรงอาหารมันดีแบบนี้นี่เอง!
อยากกินเท่าไหร่ก็ได้กิน ไม่อั้น!
โถ่เอ้ย... ทำไมเมียที่บ้านถึงไม่ได้ทำงานโรงอาหารบ้างนะ
โจวจงเฟิงเห็นท่าทางขัดเขินของภรรยาก็หลุดขำในลำคอ “ช่างเถอะ ผมไม่แย่งคุณกินหรอก” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น “เอาไว้กลับบ้านไป เราค่อยทำกินกันเองดีกว่า”
เรื่องอะไรเขาจะมาแย่งอาหารกับพวกผู้ชายหยาบกระด้างพวกนี้ สู้กลับไปกินฝีมือเมียที่บ้านแบบส่วนตัวไม่ดีกว่าหรือ
ทุกคนที่ได้ยิน “...” ไอ้หมอนี่มันกวนประสาทจริงๆ!
แต่ที่น่าเจ็บใจกว่าคือเจียงซูหลันดันเออออห่อหมกไปด้วย เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย “อื้อ งั้นกลับไปคุณดูนะว่าอยากกินไส้แบบไหน เดี๋ยวเราค่อยทำกินกัน”
เฮ้อ!
เหล่าทหารหาญพร้อมใจกันถอนหายใจ ไม่อยากจะมองภาพตรงหน้าแล้ว ขืนมองต่อไปคงได้อิ่มความหวานแทนข้าว
โจวจงเฟิงรับแผ่นแป้งม้วนไส้มันฝรั่งมาสองชิ้นตามกฎเป๊ะๆ แต่ท่วงท่าการเดินไปหาโต๊ะนั่งของเขานั้นช่างยืดอกผ่าเผย ราวกับนกยูงหนุ่มที่กำลังรำแพนหางประกาศศักดาให้โลกรู้ว่า 'เมียข้าใครอย่าแตะ'
เมื่อถึงคิวของผู้บังคับการกรมน่ากับผู้บังคับการกรมจ้าว เจียงซูหลันก็สลัดความเขินอายกลับมาสวมบทบาทแม่ค้าผู้เที่ยงธรรมทันที
ผู้บังคับการกรมน่าลองหยั่งเชิง “สหายเจียง คือว่า... พี่สะใภ้กับแม่เฒ่าน่าที่บ้านยังไม่ได้กินเลยน่ะสิ” ความหมายในคำพูดนั้นชัดเจนว่า 'ขอกลับบ้านสักหน่อยเถอะ'
เจียงซูหลันเงยหน้าขึ้นสบตา ยิ้มตอบอย่างรู้ทัน “เดี๋ยวเลิกงานฉันกลับไปทำที่บ้าน แล้วจะยกไปให้พี่สะใภ้ชิมสักจานค่ะ”
เธอตัดบทฉับไว “คนต่อไปเชิญค่ะ”
ลื่นไหล เฉียบขาด ไม่เสียกฎแต่ก็ไม่เสียน้ำใจ
คำตอบนี้ทำเอาผู้บังคับการกรมน่ายิ้มแก้มปริ สหายเจียงบอกว่าจะยกไปให้เมียเขา ก็เท่ากับว่าเขาก็มีส่วนได้กินด้วยน่ะสิ
วินาทีนั้นเอง เขาก็เข้าใจความรู้สึกยืดอกภูมิใจของโจวจงเฟิงขึ้นมาอย่างถ่องแท้
ส่วนผู้บังคับการซ่งกับผู้บังคับการกรมจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่มองหน้ากันตาปริบๆ แล้วปลงตก เอาเถอะ... เมียตัวเองเคยไปก่อเรื่องล่วงเกินสหายเจียงเอาไว้ อย่าว่าแต่จะหวังให้ยกไปส่งที่บ้านเลย แค่เธอไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาแบบสองมาตรฐานก็ถือว่าเป็นบุญโขแล้ว
ด้วยเหตุนี้ แถวที่ยาวเหยียดจนล้นโรงอาหารก็ค่อยๆ หดสั้นลง
ใช้เวลาไม่ถึงสี่สิบนาที แผ่นแป้งม้วนไส้มันฝรั่งฝีมือเจียงซูหลันก็ขายหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ ถ้าไม่ใช่เพราะทางโรงอาหารกันส่วนของพนักงานเอาไว้กินเองหลายสิบชิ้น
เกรงว่าแม้แต่ส่วนของคนทำเองก็คงไม่เหลือรอด
ทางด้านป้าหนิวและพรรคพวกที่คอยยืนดูอยู่ห่างๆ กะจะรอสมน้ำหน้าเจียงซูหลัน ต่างพากันยืนอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
สรุปแล้วไม่ใช่เพราะคนเกลียดมันฝรั่ง แต่เป็นเพราะฝีมือคนทำต่างหากที่ทำให้คนเบื่อ
ความจริงข้อนี้ทำเอาพวกป้าหนิวหน้าชาจนพูดไม่ออก
“มันจะอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ”
คำถามนี้ผุดขึ้นในหัวของทุกคนที่ยังไม่ได้ชิม
เมื่อเจียงซูหลันกับเสี่ยวหลิวช่วยกันยกถาดเปล่ากลับเข้ามาในครัว บรรยากาศภายในห้องครัวก็เงียบกริบลงทันตา
เจียงซูหลันกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจ คนที่เคยพูดจาถากถางหรือค่อนขอดเธอเมื่อตอนเช้า ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้า
เห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น หญิงสาวก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที เธอตบมือเรียกสติทุกคน น้ำเสียงฉะฉานชัดเจน “เอาล่ะ งานเก็บกวาดที่เหลือ ฉันฝากพวกคุณด้วยนะ ฉันเลิกงานแล้ว!”
มีตำแหน่งบรรจุเป็นพนักงานประจำมันดีอย่างนี้นี่เอง บทจะไปก็ไปได้เลย ไม่ต้องอยู่เก็บกวาด ไม่ต้องทนรอใคร
[จบบท]