บทที่ 278: สงครามประสาท
“ไม่ต้องมาพูดถึงเยื่อใยบ้าบออะไรกันแล้ว ตอนนี้ระหว่างกองทัพกับชาวบ้าน ไม่เหลือความเชื่อใจอะไรให้กันอีกต่อไปแล้ว”
เสียงตบโต๊ะดังปังจนแก้วน้ำสะเทือน ผู้บัญชาการกองพลเหลยลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาล ใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกอารมณ์ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด เขาชี้ระบายความอัดอั้น
“ถ้าหัวหน้าเผ่าหลีมันเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนจริงๆ มันคงไม่แทงข้างหลังเราแบบนี้หรอก คิดดูสิว่ามันใช้วิธีสกปรกขนาดไหน ถึงได้เกณฑ์เอาคนแก่ ผู้หญิง แล้วก็เด็กตัวเล็กๆ ไปยืนล้อมป่ายางพารากันหมดแบบนั้น”
ลมหายใจของผู้บัญชาการกองพลเหลยหอบถี่ เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความสะเทือนใจ “พ่อแม่ปู่ย่าตายายใคร ใครก็รัก ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่เขาก็เลี้ยงมาด้วยความทะนุถนอมทั้งนั้น แต่นี่อะไร ให้ไปยืนตากน้ำค้าง อดหลับอดนอนกันมาตั้งกี่คืนแล้ว ร่างกายคนแก่มันจะไปทนไหวได้ยังไง ประเดี๋ยวก็ได้ป่วยตายกันหมด”
โจวจงเฟิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง เขาประสานมือวางบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
“ถ้าเราตัดเรื่องความเชื่อใจและมิตรภาพทิ้งไป ท่านหมายความว่าจะให้เราใช้กำลังเข้าปราบปรามเหรอครับ ท่านผู้บัญชาการเหลย ท่านมั่นใจนะครับว่าพวกเราจะแบกรับผลกระทบที่จะตามมาไหว”
คำถามนั้นทำให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน
เรื่องนี้มันบานปลายไปไกลเกินกว่าจะเป็นแค่ปัญหาระหว่างหน่วยงานแล้ว
แต่มันกำลังลากเอาความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชน และปัญหาความมั่นคงในท้องถิ่นเข้ามาพัวพันจนยุ่งเหยิงไปหมด
ผู้บัญชาการกองพลเหลยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างแรง ยกมือนวดขมับที่เต้นตุบๆ ด้วยความปวดหัว เขาถอนหายใจยาวก่อนจะกวาดสายตามองผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน
“เอ้า ว่ายังไงล่ะ ช่วยกันออกความเห็นหน่อยสิ จะแก้ปัญหานี้ยังไง”
ผู้บังคับการกรมจ้าวขยับตัวอย่างอึดอัด ก่อนจะโพล่งขึ้นมาตามประสาคนปากไว “คนผูกก็ต้องเป็นคนแก้สิครับ ในเมื่อต้นเหตุมันมาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ก็ส่งพวกนั้นออกไปรับหน้าสิ แต่ไหนแต่ไรมาพวกเรากับชาวบ้านก็รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนผัวเมีย จวนจะเข้าหอกันอยู่แล้วเชียว ดันมีแม่สาวนักเรียนนอกหน้าขาวจากทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาอาละวาดกลางงาน จนตอนนี้ทางฝ่ายเจ้าสาวเขาปิดประตูบ้านไม่ยอมให้เราเข้า แล้วจะให้โทษใครล่ะครับ ก็ต้องโทษยัยตัวดีนั่นแหละ”
ถึงคำพูดจะฟังดูขวานผ่าซาก แต่ทหารในห้องประชุมหลายคนก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้
ทุกคนต่างเงียบกริบ รอฟังความเห็นต่อไป
ผู้บังคับการกรมน่าแย้งขึ้นทันควัน “พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ทีมผู้เชี่ยวชาญเขาก็ขอโทษชาวบ้านไปแล้ว อีกอย่าง ถ้าเราดันหลังส่งพวกเขาออกไปรับหน้าจนโดนรุมทึ้ง ถ้าทีมผู้เชี่ยวชาญเกิดถอดใจหอบข้าวของกลับเมืองหลวงไป แล้วใครจะมารับผิดชอบเรื่องการวิจัยเพิ่มผลผลิตยางพารา ไหนจะเรื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์อีกล่ะ”
เป้าหมายที่เชิญผู้เชี่ยวชาญมาลำบากตรากตรำที่นี่ ก็เพื่อปากท้องของทุกคนไม่ใช่หรือ
เพื่อที่จะเปลี่ยนยางพาราให้เป็นเงินเป็นทอง ให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดีกันถ้วนหน้า
“แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เจ้าสาวเขาเกณฑ์คนมาขวางประตูบ้าน ไม่ยอมให้เจ้าบ่าวเข้าไปน่ะสิ” ผู้บังคับการกรมจ้าวยังไม่ยอมแพ้ “ต่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญจะเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ถ้าเข้าพื้นที่ไม่ได้ จะไปวิจัยกับผีสางที่ไหนเล่า”
บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ผู้บังคับการซ่งที่นั่งฟังอยู่นานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ก่อนจะถามแทรกขึ้น “แล้วตอนนี้ทางฝั่งหัวหน้าเผ่าหลีมีท่าทียังไงบ้าง”
“หลบหน้าครับ” โจวจงเฟิงตอบสั้นๆ “ไม่ยอมให้พบ”
จังหวะนั้นเอง ดวงตาของโจวจงเฟิงก็เป็นประกายวูบหนึ่ง เขาหันไปสบตากับผู้บังคับการซ่งราวกับรู้ใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะเอ่ยคำเดียวกันออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
“ยื้อ...”
คำตอบนั้นทำให้ผู้บังคับการกรมจ้าวกับผู้บังคับการกรมน่าหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“หมายความว่ายังไง ยื้อเนี่ยนะ” ผู้บังคับการกรมจ้าวถามเสียงหลง
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ยังจะมาเล่นเกมวัดความอดทนกันอีกหรือ
ไหนจะงบประมาณที่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อทีมผู้เชี่ยวชาญ ไหนจะฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่งวดเข้ามาทุกที
โจวจงเฟิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางอธิบาย “เรายื้อไม่ไหวก็จริงครับ แต่ลองมองในมุมกลับกัน ชาวเผ่าหลีเองก็ยื้อไม่ไหวเหมือนกัน”
ภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนลอยเข้ามาในหัว แสงไฟวูบวาบจากคบเพลิงและเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กๆ “คนแก่เอย เด็กเล็กเอย ต้องไปนอนกลางดินกินกลางทรายในป่าชื้นๆ แบบนั้น คิดดูสิครับว่าจะทนกันได้สักกี่น้ำ”
ถึงทหารอย่างพวกเขาจะนึกเวทนาแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์
ในเมื่อขนาดลูกหลานแท้ๆ ของคนพวกนั้นยังใจดำ กล้าส่งพ่อแม่ลูกเมียตัวเองมาลำบาก แล้วคนนอกอย่างพวกเขาจะไปทำอะไรได้
ผู้บังคับการซ่งพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกต้อง ตอนนี้มันคือสงครามประสาท ใครทนไม่ไหวเลิกราไปก่อน คนนั้นแพ้”
มันเป็นเกมที่เดิมพันด้วยความอดทน ใครเอ่ยปากเจรจาก่อน ก็เท่ากับยอมเป็นเบี้ยล่าง
ผู้บัญชาการกองพลเหลยนิ่งคิด คำนวณผลได้ผลเสียในหัว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เอาล่ะ งั้นก็ดำเนินการตามนี้ไปก่อน นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่ถ้าทางนั้นเป็นฝ่ายติดต่อมา...”
“ก็ต้องดูท่าทีครับว่าเขาจะยื่นเงื่อนไขอะไร” โจวจงเฟิงสวนขึ้นทันที “ขอแค่พวกเขายอมอ้าปากพูดเงื่อนไข ทุกอย่างก็คุยกันได้”
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเรียกร้อง แต่คือความเงียบที่คาดเดาไม่ได้แบบตอนนี้ต่างหาก
“ตกลง แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ถ้ามีอะไรคืบหน้าให้รีบมารายงานฉันทันที”
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงเช้า
ฟ้าเริ่มสาง การประชุมมาราธอนเพิ่งจะยุติลง
เหล่านายทหารเดินเรียงแถวออกมาจากห้องทำงาน ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แต่แววตายังคงฉายแววกังวล
ไม่มีใครคาดคิดว่าสถานการณ์ ‘ปิดล้อม’ นี้จะกินเวลามานานถึงสามวัน
สามวันเต็มๆ ที่ป่ายางพาราถูกล้อมไปด้วยกำแพงมนุษย์ ชาวบ้านที่เป็นคนแก่ ผู้หญิง และเด็ก จากวันแรกที่ดูฮึกเหิมแข็งขัน มาวันนี้เริ่มมีสภาพอิดโรย หน้าตาซีดเซียวเหมือนผักต้มเปื่อยๆ
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังกัดฟันสู้
มีการจัดเวรยามหมุนเวียนกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนเฝ้าป่ายางพาราไม่ให้ทหารหรือผู้เชี่ยวชาญคนไหนเล็ดลอดเข้าไปได้
ทางด้านกองทัพเองก็นิ่งเงียบจนน่ากลัว นอกจากส่งซื่อเหยียนกับเฉาโหวมาผลัดกันซุ่มดูสถานการณ์ห่างๆ ก็ไม่มีการส่งเจรจาหรือหน่วยกำลังใดๆ ออกมาอีกเลย
ความนิ่งเฉยนี้เองที่ทำให้หัวหน้าเผ่าหลีเริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาเดินวนไปวนมาในบ้านพลางหันไปถามลูกน้องคนสนิท “เหลาลิ่ว วันนี้พวกทหารมันส่งคนมาบ้างหรือยัง”
เหลาลิ่ว ชายหนุ่มผิวคล้ำกร้านแดดตามแบบฉบับชาวเกาะส่ายหน้าจนผมสะบัด “เงียบกริบเลยครับท่านหัวหน้า ผมให้คนคอยจับตาดูทั้งที่ป่ายางแล้วก็ทางเข้าออกหมู่บ้านเรา”
“ตั้งแต่คืนนั้นที่รองผู้บังคับการกรมโจวกับผู้บังคับการกรมน่ากลับไป ก็ไม่มีใครโผล่หัวมาอีกเลย”
“จะมีก็แต่ไอ้แว่นซื่อเหยียนกับไอ้โหวจื่อที่ผลัดกันมาด้อมๆ มองๆ อยู่แถวป่ายาง นอกนั้นก็ไม่เห็นแม้แต่เงา”
หัวหน้าเผ่าหลียิ่งฟังก็ยิ่งร้อนรน เขายกมือขึ้นขยุ้มผ้าโพกหัวจนยับยู่ยี่ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พึมพำออกมา “มันไม่ถูก... มันผิดปกติเกินไปแล้ว”
ทั้งกองทัพทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ อยากได้ป่ายางพาราผืนนั้นจนตัวสั่นไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมถึงทนดูดายอยู่ได้
นี่ปาเข้าไปสามวันแล้ว ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการเจรจา
พวกมันไม่ร้อนใจกันเลยหรือไงที่งานวิจัยต้องชะงักไปแบบนี้
“แล้วเราจะเอายังไงกันดีล่ะครับท่านหัวหน้า”
เสียงห้าวๆ ของหู่หยาดังแทรกขึ้น หู่หยาเป็นชายหนุ่มร่างยักษ์ สูงใหญ่กำยำราวกับหมีควาย ผิดกับเหล่าลิ่วที่ผอมเกร็ง
หัวหน้าเผ่าหลีลูบเคราแพะที่ปลายคางอย่างใช้ความคิด ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “รออีกสักครึ่งวัน... ถ้าพวกมันยังไม่โผล่หัวมา ฉันจะให้คนไปตามรองผู้บังคับการกรมโจวมาพบเอง...”
คำสั่งนั้นทำให้ลูกน้องทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงุนงง “ท่านหัวหน้า... สถานการณ์ตึงเครียดขนาดนี้ เรียกแค่รองผู้บังคับการกรมโจวมาคนเดียวมันจะมีประโยชน์อะไรครับ”
หัวหน้าเผ่าหลีตวัดสายตาดุๆ ใส่ลูกน้อง “ทำไม ฉันเป็นหัวหน้าเผ่า จะทำอะไรต้องคอยรายงานพวกเอ็งทุกเรื่องเลยหรือไง”
เจอไม้นี้เข้า เหล่าลิ่วกับหู่หยาก็หุบปากฉับทันที
บรรยากาศเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หู่หยาจะขยับตัวยุกยิกแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม “ท่านหัวหน้า... คือว่า... บ้านผมก็สร้างเสร็จแล้วนะ เมื่อไหร่ท่านจะยกลูกสาวคนเล็ก... หลี่เหมยให้ผมสักทีล่ะครับ”
ในบรรดาชายหนุ่มรุ่นกระทงของเผ่า
ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครไม่หมายปองหลี่เหมย ไม่ใช่แค่เพราะความงามที่เลื่องลือ แต่เธอยังเป็นถึงลูกสาวสุดหวงของหัวหน้าเผ่าหลี ใครได้ไปครองก็เท่ากับตกถังข้าวสารชัดๆ
[จบบท]