บทที่ 281: ดอกเหมยที่เบ่งบานก่อนรุ่งสาง
ความรู้สึกของการได้ปลดแอกตัวเองออกจากพันธนาการที่โลกภายนอกพยายามยัดเยียดให้ มันช่างหอมหวานเหมือนกับได้สูดอากาศบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก แต่ทว่าความอิสระนั้นก็มาพร้อมกับความเวิ้งว้างสับสน เหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝันแล้วพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าเพียงลำพัง
แต่ในวินาทีนี้เอง ปลายทางที่เคยมืดมิดกลับค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นมา
เหมือนกับมีแสงเทียนเล่มเล็กๆ จุดวาบขึ้นกลางห้องมืด แม้แสงนั้นจะริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น แต่มันก็มากพอที่จะนำทางไปสู่รุ่งอรุณ
สำหรับเจียงซูหลันแล้ว เธอไม่เคยเชื่อเลยว่าการแต่งงานจะเป็นจุดหมายปลายทางเดียวในชีวิตของผู้หญิง
แม้ว่าตัวเธอเองจะโชคดีที่มีชีวิตคู่ที่ราบรื่นและมีความสุขกับโจวจงเฟิง
แต่พอได้ฟังภาพฝันที่หลีลี่เหมยวาดออกมา ลึกๆ แล้วเธอกลับรู้สึกอิจฉาและโหยหาชีวิตแบบนั้นอยู่บ้าง
ชีวิตที่เป็นอิสระ ไม่มีบ่วงคล้องคอ ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลัง ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและทุ่มเทให้กับงานที่รักอย่างเต็มที่
ผู้หญิงที่เลือกทางเดินนี้ได้ มันโคตรจะเท่เลยไม่ใช่เหรอ
เพียงแต่ตัวเจียงซูหลันเองในอดีตไม่เคยมีความกล้าพอที่จะคิดนอกกรอบแบบนั้น หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เธอไม่เคยแม้แต่จะตระหนักรู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงเรามีทางเลือกอื่น
ต่างจากหลีลี่เหมย เด็กสาวตรงหน้าที่ตื่นรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ยังเยาว์ แถมยังกล้าที่จะลงมือทำเพื่อทลายกำแพงประเพณี แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เด็กคนนี้ก็ยังกัดฟันสู้ยิบตา
พอคิดมาถึงตรงนี้
เจียงซูหลันก็มองใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาของเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ เธอเอื้อมมือไปแตะหางตาที่แดงช้ำของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่ผ่านมา คงจะเหนื่อยน่าดูเลยสินะ”
คำถามสั้นๆ นั้นเหมือนไปสะกิดโดนแผลสดในใจ หลีลี่เหมยชะงักกึก ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่ทำนบน้ำตาจะพังทลายลงมา หยดน้ำใสๆ ไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
เธอร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่เก็บกดความน้อยเนื้อต่ำใจมานานปี พรั่งพรูความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาจนหมดเปลือก
“พี่รู้ไหม เพื่อนๆ วัยเดียวกันต่างก็รุมด่าว่าฉันเป็นนังคนบ้า เป็นตัวประหลาด เป็นโรคจิต พวกเขาบอกว่าเกิดเป็นผู้หญิง ถ้าไม่แต่งงานจะมีค่าอะไร”
“ขนาดแม่แท้ๆ ยังด่าฉันสาดเสียเทเสีย แม่บอกว่าถ้ารู้ว่าโตมาฉันจะมีความคิดวิปริตแบบนี้ สู้บีบคอฉันให้ตายคามือตั้งแต่วันแรกที่คลอดออกมาซะยังดีกว่า จะได้ไม่ต้องอยู่ให้รกหูรกตาชาวบ้านเขา”
“ส่วนพ่อ...” เสียงของเธอขาดห้วงไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยความขมขื่น “ถึงพ่อจะรักฉันก็จริง แต่พ่อไม่เคยสนหรอกว่าฉันจะคิดยังไง พ่อสนแค่ว่าจะขายลูกสาวคนนี้ออกไปได้ราคาดีแค่ไหนก็เท่านั้น”
พูดจบประโยคนี้
หลีลี่เหมยก็เงยหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองเจียงซูหลัน ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำแต่ฉายแววตื้นตันอย่างประหลาด “พี่สาว... ตลอดชีวิตของฉัน มีพี่คนแรกและคนเดียวนี่แหละ ที่บอกว่าฉันไม่ผิด”
ที่แท้การที่เธอไม่อยากมีสามี มันไม่ใช่ความผิดบาป
เธอไม่ได้บ้า ไม่ได้วิปริต และไม่ได้ป่วยทางจิตอย่างที่ใครเขาตราหน้า
เจียงซูหลันค่อยๆ ใช้นิ้วปาดน้ำตาออกจากแก้มของเด็กสาวอย่างเบามือ จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแล้วพูดเตือนสติ “อยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ไปเถอะ เอาให้สุดทาง ขอแค่ตอนแก่ตัวไปแล้วมองย้อนกลับมา เธอจะไม่นึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองก็พอ”
“ชีวิตแต่งงานมันก็มีเรื่องจุกจิกกวนใจประสาลิ้นกับฟัน แต่ข้อดีคือยามแก่เฒ่าอาจจะมีลูกหลานดูแล ส่วนการอยู่คนเดียว แม้ช่วงหนุ่มสาวจะอิสระเสรีไม่มีใครมาบงการ แต่บั้นปลายอาจจะต้องแลกมาด้วยความเหงาและโดดเดี่ยว โลกนี้ไม่มีทางเลือกไหนที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก อยู่ที่ว่าเธอชั่งน้ำหนักแล้วพร้อมจะแลกกับอะไรมากกว่ากัน”
หลีลี่เหมยตั้งใจฟังตาแป๋ว พยายามซึมซับและจดจำทุกคำพูดของพี่สาวคนสวยคนนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ
สิ่งที่เจียงซูหลันไม่รู้เลยก็คือ วาจาที่เธอกล่าวออกมาในวันนี้ มันเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
ที่ได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจที่แห้งผากของหลีลี่เหมย และวันหนึ่งมันจะเติบใหญ่กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา
ให้ร่มเงาและแสงสว่างแก่ชีวิตของผู้หญิงที่ตกอยู่ในความมืดมิดอีกนับหมื่นนับแสนคน
“พี่สาว จำชื่อฉันไว้นะ ฉันชื่อหลีลี่เหมย”
เด็กสาวคว้ามือของเจียงซูหลันไปกุมไว้แน่น แล้วใช้นิ้วลากเขียนตัวอักษรบนฝ่ามือของอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจ “หลี ที่มาจากคำว่ารุ่งอรุณ ลี่ ที่แปลว่าความงดงาม และเหมย ที่หมายถึงดอกเหมย”
“สักวันหนึ่ง ฉันจะเป็นกิ่งดอกเหมยที่งดงามที่สุด ที่ยืนหยัดเบ่งบานท้าทายความมืดมิดก่อนรุ่งสางจะมาถึง”
ไม่ว่าจะต้องเจอกับพายุหิมะอันหนาวเหน็บหรือแสงแดดที่แผดเผา เธอจะอดทนและผลิบานเป็นดอกไม้ที่งดงามที่สุด
ให้โลกใบนี้ต้องจารึกชื่อของเธอไว้
สิ้นเสียงคำประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของหลีลี่เหมย
หน้าต่างข้อความจากอนาคตที่เงียบไปนานก็เด้งรัวขึ้นมาจนแทบอ่านไม่ทัน
【เชี่ย เชี่ย เชี่ย เชี่ย!】
【เอาจริงดิ! หลีลี่เหมยคนนี้คือหลีลี่เหมยคนนั้นเหรอเนี่ย! คุณพระคุณเจ้าช่วย! นี่มันตัวแม่ระดับตำนานเลยนะเว้ย!!!???】
【ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้วเนี่ย ใครจะไปคิดว่าบิ๊กบอสระดับโลกที่มีอิทธิพลขนาดนั้น สมัยสาวๆ จะเคยผ่านจุดที่สับสนและหลงทางขนาดนี้มาก่อน แถมคนที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ชีก็คือซูซูเนี่ยนะ? กลายเป็นว่าซูซูคือผู้ปลดล็อกสกิลทองคำให้ตำนานงั้นเหรอ? โอ้มายก๊อด ชาตินี้ไม่เคยเจออะไรพีคขนาดนี้มาก่อน】
【ก็ซูซูชีเป็นลูกรักพระเจ้าอยู่แล้วป่ะ เป็นบั๊กของโลกใบนี้ จะไปบังเอิญช่วยตัวท็อปไว้ได้ก็ไม่เห็นแปลก ถ้าวันไหนชีไปช่วยชาวบ้านธรรมดาๆ สิ ฉันถึงจะตกใจมากกว่า】
【เดี๋ยวนะ พวกนายตื่นเต้นอะไรกัน มีฉันคนเดียวหรือเปล่าที่งง? หลีลี่เหมยคือใครเหรอ?】
【มาค่ะ เดี๋ยวแม่จะเลคเชอร์ให้ฟัง— หลีลี่เหมย เกิดปี 1955 ชีวิตยิ่งกว่านิยายดราม่า เคยโดนที่บ้านบังคับให้แต่งงานแต่ชีไม่ยอม หนีออกจากงานแต่ง แตกหักกับครอบครัว แล้วหนีตายลงใต้ไปหางานทำตัวคนเดียว
เคยโดนหลอกไปขายแต่ก็หนีรอดมาได้ ต้องไปทำงานในโรงงานนรกพร้อมกับอ่านหนังสือสอบไปด้วย
ชีสอบเอนทรานซ์ถึงสามรอบกว่าจะติดตอนอายุ 25 จบปริญญาเอกตอนอายุ 33 แล้วก็อุทิศชีวิตที่เหลือช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำแบบนี้มาสี่สิบกว่าปีแล้ว
ตลอดชีวิตชีช่วยผู้หญิงให้พ้นจากนรกได้ตั้งสามหมื่นกว่าคน แถมยังสอนอาชีพให้พวกเขายืนได้ด้วยลำตัวเอง ผู้หญิงสามหมื่นคนได้ชีวิตใหม่เพราะชี คนที่เคยผ่านเรื่องร้ายๆ มาต่างก็ยกย่องให้ชีเป็นศาสดา เป็นแสงสว่างนำทาง
ชีเป็นโสดตลอดชีวิต ไม่แต่งงาน ยอมถวายหัวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี ใช้ชีวิตตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์อุดมการณ์ ขนาดวันสุดท้ายก่อนจะตาย ชียังนั่งให้คำปรึกษาผู้หญิงที่โดนผัวซ้อมแล้วหย่าไม่ได้อยู่เลย
พอชีตาย โลกยกย่องให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค ส่วนคำจารึกบนหลุมศพก็คือประโยคเมื่อกี้เป๊ะๆ—ฉันจะเป็นกิ่งดอกเหมยที่งดงามที่สุดที่เบ่งบานก่อนรุ่งสาง】
พอข้อความยาวเหยียดนี้ปรากฏขึ้น
หน้าต่างข้อความที่เคยไหลเป็นน้ำป่าก็หยุดนิ่งไปเหมือนถูกแช่แข็ง
คนอย่างหลีลี่เหมย ผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเจ็บปวดและความมืดมนมานับไม่ถ้วน
แต่สุดท้ายเธอกลับเลือกที่จะเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างสง่างามท่ามกลางโคลนตม
ไม่เพียงแค่เอาตัวรอด แต่ยังยื่นมือไปฉุดดึงผู้หญิงคนอื่นที่กำลังจมดิ่งให้ขึ้นมาหายใจ
ใช้บาดแผลของตัวเอง เป็นบทเรียนเพื่อเยียวยาผู้อื่น
ความทุกข์ระทมที่เธอเคยแบกรับ เธอเปลี่ยนมันเป็นพลังในการต่อสู้เพื่อคนอื่นมาตลอดชีวิต เพียงเพื่อจะดึงผู้ร่วมชะตากรรมให้พ้นจากขุมนรก
คนที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จะไม่ให้คนกราบหัวใจได้ยังไงไหว
เจียงซูหลันอ่านข้อความเหล่านั้นจบ ก็ได้แต่นั่งนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก
นี่คือเส้นทางชีวิตทั้งหมดของหลีลี่เหมยอย่างนั้นเหรอ...
ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอกจนจุก เจียงซูหลันบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร แต่มันทำให้ขนแขนของเธอลุกชันไปทั้งตัว
มันไม่ใช่แค่ชีวิตคนธรรมดา แต่มันคือตำนาน คือวีรสตรีที่น่ายกย่องบูชา
และตำนานบทนั้น ก็คือเด็กสาววัยสิบเจ็ดสิบแปดที่นั่งตาแดงๆ อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้
เจียงซูหลันจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ต้องมีจิตใจที่แกร่งกล้าขนาดไหน ถึงจะสามารถก้าวข้ามขวากหนามเหล่านั้น แล้วเติบโตไปเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับผู้หญิงที่โชคร้ายทั่วทั้งแผ่นดินได้
โดยการเดิมพันด้วยชีวิตและความสุขส่วนตัวทั้งชีวิตของเธอเอง
[จบบท]