บทที่ 287: ชาตินี้ทั้งชาติ...ขอรักเพียงเธอ
เมื่อได้ยินข้อเสนอที่หลุดออกมาจากปากของชายชราตรงหน้า ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องประชุมชั่วขณะ หัวหน้าเผ่าหลีไม่คิดจะยกลูกสาวคนเล็กอย่างหลีลี่เหมยให้กับชายหนุ่มในเผ่าที่เป็นคนกันเอง แต่กลับกล้าที่จะยื่นข้อเสนอให้ยกเธอให้กับคนนอกอย่างโจวจงเฟิงเนี่ยนะ
โจวจงเฟิงเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ก่อนใคร ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉยพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันตาเห็น ดวงตาคมกริบทอประกายวาวโรจน์ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“หัวหน้าเผ่าหลี ผมแต่งงานแล้ว”
ถ้อยคำสั้นกระชับเพียงไม่กี่พยางค์ แต่กลับหนักแน่นและชัดเจนในการประกาศจุดยืนของตนเองโดยไม่ต้องขยายความให้มากความ
ทว่าหัวหน้าเผ่าหลีกลับทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ เหมือนเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป “ฉันรู้”
ชายชราค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทางสุขุม พลางสาวเท้าเข้าไปใกล้หวังจะตบไหล่ชายหนุ่มรุ่นลูกเพื่อแสดงความสนิทสนม แต่ทว่าโจวจงเฟิงกลับเบี่ยงตัวหลบสัมผัสนั้นอย่างไม่ไว้หน้า
ถึงกระนั้น หัวหน้าเผ่าหลีก็ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด เขายังคงรักษารอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก พลางเอ่ยเจรจาหว่านล้อมด้วยวาทศิลป์ของคนผ่านโลกมามาก
“ลูกผู้ชายอกสามศอก จะไปกังวลอะไรกับเรื่องมีเมียเพิ่ม รองผู้บังคับการกรมโจว... ลี่เหมยลูกสาวฉันเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชาวเผ่าหลีเรา” ชายชราเว้นจังหวะเพื่อให้คำพูดมีน้ำหนัก ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“ถ้าคุณแต่งกับแก ก็เท่ากับว่าคุณได้ดองกับเผ่าหลีทั้งเผ่า คุณทำงานในกองทัพ จำเป็นต้องมีฐานอำนาจ ซึ่งชาวเผ่าหลีทุกคนพร้อมจะเป็นเกราะคุ้มกันและเป็นลมใต้ปีกหนุนหลังให้คุณ”
หัวหน้าเผ่าหลีเดินวนรอบตัวชายหนุ่มช้าๆ เหมือนพ่อค้าที่กำลังนำเสนอสินค้าชิ้นงาม “ลองตรองดูให้ดีสิ รองผู้บังคับการกรมโจว เมื่อเทียบกับเมียคนปัจจุบันที่เป็นคนนอก ไร้หัวนอนปลายเท้า ไร้รากฐานอำนาจใดๆ แก้วตาดวงใจของเผ่าหลีเราคนนี้ต่างหาก ที่เหมาะสมคู่ควรกับอนาคตที่รุ่งโรจน์ของคุณที่สุด”
ต้องยอมรับเลยว่า หัวหน้าเผ่าหลีผู้นี้ช่ำชองในเกมแห่งอำนาจและผลประโยชน์อย่างหาตัวจับยาก เขาไม่ได้แค่เสนอผู้หญิง แต่เขากำลังเสนอ ‘อนาคต’ และความมั่นคงทางการเมือง
เขาแบไต๋เผยความทะเยอทะยานและกิเลสความอยากออกมาอย่างหมดเปลือก เพื่อล่อลวงใจคน
หากเป็นผู้ชายทั่วไปที่กระหายในลาภยศสรรเสริญ หรือวาดหวังจะไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพการงาน คงยากที่จะปฏิเสธข้อเสนอที่หอมหวานเย้ายวนใจเช่นนี้ได้
แต่ทว่า...โชคร้ายเหลือเกินที่คนที่เขากำลังต่อรองด้วย คือผู้ชายที่ชื่อโจวจงเฟิง
ชายหนุ่มผู้ยอมทิ้งชีวิตสุขสบาย ปกปิดตัวตน ซ่อนเร้นชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ แล้วพาตัวเองมาตกระกำลำบากในพื้นที่ทุรกันดารที่สุด ไต่เต้าจากพลทหารเล็กๆ จนมายืนอยู่ตรงจุดนี้ด้วยฝีมือล้วนๆ
หากโจวจงเฟิงเป็นคนประเภทที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน เขาคงไม่ถ่อสังขารมาถึงเกาะไหหลำนี่หรอก ไม่ว่าเขาจะเลือกอยู่ที่เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ หรือย้ายไปอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือกับพ่อแม่ เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราชา เปรียบเสมือนปลาที่แหวกว่ายในน้ำได้อย่างอิสระเสรี
คงไม่ต้องมาทนกินลมกินแล้ง ตรากตรำทำงานหนักอยู่บนเกาะห่างไกลความเจริญแบบนี้
ผู้บังคับการซ่งและผู้บังคับการกรมน่าที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินข้อเสนอนั้น สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนและหนักใจแทน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายด้วยกันดีที่สุด คำพูดของหัวหน้าเผ่าหลีเมื่อครู่นี้ แทบจะเจาะทะลุเข้าไปนั่งกลางใจของผู้ชายทุกคนที่ใฝ่หาความก้าวหน้า
ติดอยู่อย่างเดียว...
โจวจงเฟิงจะเลือกเส้นทางไหน?
ถ้าหากเขาพยักหน้าตอบตกลงแต่งงานกับหลีลี่เหมย ไม่เพียงแต่วิกฤตการณ์ในสวนยางพาราจะถูกคลี่คลายลงอย่างง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่ตัวโจวจงเฟิงเองก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนยศขึ้นทันที หรือเผลอๆ อาจจะกระโดดข้ามขั้นไปไกลกว่าที่คาดคิด
ยิ่งไปกว่านั้น การมีหลีลี่เหมยมายืนเคียงข้าง สำหรับคนในเครื่องแบบแล้ว การมีกลุ่มอำนาจท้องถิ่นที่ทรงอิทธิพลคอยหนุนหลัง มันคือขุมทรัพย์ทางอำนาจที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง ผลประโยชน์ที่จะตามมานั้นมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้
มันไม่ใช่แค่สมการหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แต่มันคือการทวีคูณโอกาสและความสำเร็จไปสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด
แม้แต่ผู้อาวุโสสวี่และเฉินจื้อกางที่นั่งฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังพลอยเงียบกริบไปด้วย
ข้อเสนอของอีกฝ่ายนั้นช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน และถ้าโจวจงเฟิงยอมรับ กองทัพก็จะสามารถส่งกำลังพลเข้าพื้นที่สวนยางได้ทันที ทีมผู้เชี่ยวชาญก็จะสามารถเข้าไปเก็บตัวอย่างและเริ่มงานวิจัยยางพาราได้โดยไม่มีอุปสรรค
แต่ทว่า...
เงื่อนไขทั้งหมดนี้ แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการตัดสินใจของโจวจงเฟิงเพียงคนเดียว
และหากเขาเลือกอำนาจ เมื่อภาพของหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับภาพวาด กิริยามารยาทอ่อนหวานนุ่มนวลคนนั้นผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่เธอมักจะหิ้วตะกร้าใส่อาหารเดินฝ่าแดดลมมาส่งข้าวให้โจวจงเฟิงด้วยรอยยิ้ม
ความรู้สึกผิดบาปและสงสารจับใจก็แล่นพล่านไปทั่วอกของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ผู้หญิงคนนั้น... เจียงซูหลัน เธอไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย เธอไม่สมควรตกเป็นเหยื่อของเกมการเมืองและผลประโยชน์นี้
โจวจงเฟิง... เขาจะเลือกทิ้งเธอเพื่ออนาคต หรือจะเลือกปกป้องเธอโดยทิ้งโอกาสทองไป?
วินาทีนี้ สายตาทุกคู่ในห้องต่างจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ของโจวจงเฟิงเป็นจุดเดียว
บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แต่ทว่าใบหน้าของโจวจงเฟิงกลับสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบ่อลึก ไม่มีร่องรอยของความลังเลหรือความสับสนแม้แต่เสี้ยววินาที เขาเอ่ยตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หัวหน้าเผ่าหลี ผมขอปฏิเสธ”
หัวหน้าเผ่าหลีที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องถึงกับชะงัก หูผึ่งขึ้นมาทันที “คุณว่าไงนะ? ตกลงแล้วใช่ไหม?”
“ไม่ ผมบอกว่า...ผมปฏิเสธ”
คราวนี้ชัดเจนเต็มสองหู หัวหน้าเผ่าหลีที่มั่นใจในข้อเสนอของตนเองถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง “รองผู้บังคับการกรมโจว! นี่คุณไม่รู้หรือไงว่าการได้แต่งงานกับลี่เหมยลูกสาวฉัน มันจะนำพาผลประโยชน์มหาศาลขนาดไหนมาให้คุณ!”
โจวจงเฟิงยังคงรักษาระดับน้ำเสียงให้ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา “ผลประโยชน์มีแน่ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม?”
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกริบมองกดลงมายังหัวหน้าเผ่าหลี “สำหรับผม ภรรยาที่ชื่อเจียงซูหลันเพียงคนเดียว ก็เกินพอแล้วสำหรับชีวิตนี้”
สิ้นประโยคนั้น
ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องประชุมจนได้ยินเสียงลมหายใจ
หัวหน้าเผ่าหลีมองหน้าชายหนุ่มราวกับเห็นตัวประหลาด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในโลกนี้ยังมีผู้ชายโง่เง่าที่ไม่สนลาภยศแบบนี้หลงเหลืออยู่
ความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาตวาดเสียงดังลั่น “ฉันอุตส่าห์ไปสืบประวัติเมียคุณมาแล้ว นังนั่นมันก็แค่สาวบ้านนอกจนๆ จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นเพธรรมดาสามัญ เป็นแค่ผู้หญิงต่างถิ่นหัวเดียวกระเทียมลีบ! อยู่บนเกาะนี้หล่อนก็เป็นแค่ภาระ ไม่ได้ช่วยหนุนนำอะไรคุณได้เลยสักนิด ผู้หญิงพรรค์นี้ คุณจะเก็บไว้ทำซากอะไร!”
ในสายตาของคนแก่อย่างหัวหน้าเผ่าหลี ผู้หญิงมีค่าเพียงสองสถานะ คือเครื่องมือทางการเมือง และแม่พันธุ์ไว้ผลิตทายาทดูแลบ้าน
หากขาดคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ ผู้หญิงคนนั้นก็ไร้ค่า ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเชิดชูบูชา
สู้เขี่ยทิ้งแล้วหาคนใหม่ที่เอื้อผลประโยชน์ได้มากกว่า ไม่ดีกว่าหรือไง
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม เส้นความอดทนของเขาเริ่มตึงเปรี๊ยะ น้ำเสียงที่เคยราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง “หัวหน้าเผ่าหลี ภรรยาของผมจะเป็นคนยังไง เธอดีพอสำหรับผม ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างคุณมาเที่ยวตัดสิน และกรุณาให้เกียรติเธอด้วย”
“จำไว้ ภรรยาของผมดีที่สุด และผมไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนมาพูดจาดูถูกเธอ!”
คำพูดตอกกลับนี้เปรียบเสมือนการตบหน้าฉาดใหญ่กลางที่ประชุม หัวหน้าเผ่าหลีผู้ไม่เคยถูกใครหักหน้ามาก่อนถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“ดี! ปากเก่งนักนะ! ถึงเมียคุณจะประเสริฐแค่ไหน แต่อย่าลืมสิว่า ถ้าแก้ปัญหาเรื่องสวนยางพาราไม่ได้ พวกคนแก่ ผู้หญิง และเด็กของเผ่าเราจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว พวกคุณก็ไม่มีวันได้เหยียบย่างเข้าไป ถึงตอนนั้น อยากจะรู้นักว่าคุณยังจะเห็นค่าของเมียไร้ประโยชน์คนนั้นอยู่อีกไหม!”
บรรยากาศรอบตัวโจวจงเฟิงเย็นลงจนน่าขนลุก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่าง เขาจ้องหน้าชายชราเขม็งแล้วเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน “หลีสง... ถ้าคุณยังขืนพล่ามดูถูกภรรยาผมอีกแม้แต่คำเดียว ผมไม่รับประกันนะว่าคุณจะได้เดินออกจากห้องนี้ไปแบบครบสามสิบสองหรือเปล่า”
พูดจบ โจวจงเฟิงก็ทำท่าจะปลดกระดุมเสื้อเครื่องแบบและถอดหมวกทหารออก เพื่อเตรียมลงมือในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่ทหาร
ผู้บังคับการซ่งและผู้บังคับการกรมน่าที่เห็นท่าไม่ดี รีบถลันตัวเข้าไปล็อกแขนเขาไว้คนละข้างทันที “ใจเย็นๆ สหายโจว! เฮ้ย! เรามาเจรจานะ ไม่ได้มาหาเรื่องตีกัน!”
ขืนปล่อยให้รองผู้บังคับการกรมซัดหน้าหัวหน้าเผ่ากลางวงเจรจา เรื่องราวคงบานปลายจนกู่ไม่กลับ
โจวจงเฟิงสะบัดเสียงสั่ง “ปล่อยผม!”
ผู้บังคับการซ่งและผู้บังคับการกรมน่าสบตากันเลิ่กลั่ก เมื่อเจอกับสายตาเอาจริงของโจวจงเฟิง มือที่จับอยู่ก็เผลอคลายออกโดยอัตโนมัติ
เมื่อเป็นอิสระ โจวจงเฟิงก็ก้าวสามขุมเข้าไปประชิดตัวหัวหน้าเผ่าหลี เขาใช้มือแกร่งเพียงข้างเดียวคว้าคอเสื้อของชายชราวัยห้าสิบปี แล้วกระชากยกจนตัวลอยขึ้นจากพื้น สายตาคมกริบมองลงมาจากมุมสูงราวกับพญามัจจุราช
“ที่ผมยังไม่ชกหน้าคุณตอนนี้ เพราะผมยังเห็นแก่เครื่องแบบที่สวมอยู่ และเห็นแก่องค์กรที่ยังต้องการการเจรจา...”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปใกล้แล้วกดเสียงต่ำที่เต็มไปด้วยความดุดันและเด็ดขาด
“แต่กรุณาอย่าได้บังอาจมาดูถูกเจียงซูหลันภรรยาของผมอีก ผมจะบอกคุณให้เอาบุญ และจำใส่สมองไว้เลยว่า... ชาตินี้ทั้งชาติ คนอย่างโจวจงเฟิง จะแต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อเจียงซูหลันแค่คนเดียว”
“คนอื่น... ต่อให้วิเศษเลิศเลอมาจากไหน ก็ไม่มีวันแทนที่เธอได้!”
ถ้อยคำนั้นหนักแน่น มั่นคง และตัดขาดทุกเยื่อใยไมตรีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้
สิ้นคำประกาศิตของโจวจงเฟิง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าพรั่นพรึง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว
[จบบท]