บทที่ 297: รสหวานล้ำจากใจจริง
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จู่ๆ หลีลี่เหมยก็ชะงักไปเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอตบมือฉาดใหญ่พลางโพล่งออกมา
“จริงด้วยสิ! ฉันจะเอามาให้พวกคุณทำไมกัน ฉันเอาไปฝากไว้ที่พี่ซูหลันก็ได้นี่นา”
ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายระยับยามจ้องมองมาที่คู่สนทนา
“พอฉันไปรบกวนให้พี่ซูหลันช่วย ฉันก็จะได้ถือโอกาสตอบแทนพี่ไปในตัวอีกรอบไงล่ะ แบบนี้เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ”
ว่าแล้วหลีลี่เหมยก็ไม่รอช้า เธอกระโดดโลดเต้นนำหน้าไปยังกระท่อมมุงจากที่พักของเจียงซูหลัน ท่าทางร่าเริงราวกับนกกระจิบตัวน้อยที่เพิ่งหัดบิน ปากก็เจื้อยแจ้วนำเสนอโครงการใหญ่โตในใจด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
“พี่ซูหลัน รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันได้เป็นหัวหน้าเผ่าเต็มตัวแล้วนะ!”
“ฉันกะว่าจะสั่งให้ลูกบ้านไปปลูกลิ้นจี่พันธุ์ซานเยว่หงให้เป็นแพยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเลย
เท่านั้นยังไม่พอนะพี่ ยังมีมะม่วงที่จะสุกตอนเดือนสี่ ลิ้นจี่เฟยจื่อเซี่ยวตอนเดือนห้า ต่อด้วยลิ้นจี่กุ้ยเว่ยหอมๆ ตอนเดือนหก
เดือนเจ็ดก็จะเป็นคิวของฝรั่งหวงผี พอเดือนแปดก็มีลำไยกับขนุนลูกโตๆ เดือนเก้ากินมังคุดกับมะเฟือง เดือนสิบตบท้ายด้วยเสาวรสกับเงาะหวานๆ
พี่ชอบกินอันไหนที่สุดล่ะ หรือเอาอย่างนี้ดีกว่า ฉันจะสั่งให้ปลูกมันทุกอย่างเลย พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว พี่ก็เดินเลือกเด็ดกินได้ตามใจชอบเลยนะพี่นะ”
เจียงซูหลันยืนกะพริบตาปริบๆ
“..?”
สมองของเธอประมวลผลแทบไม่ทัน หลีลี่เหมยร่ายชื่อผลไม้ออกมายาวเหยียดเป็นหางว่าวราวกับแม่ค้าขายส่งในตลาด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อที่เจียงซูหลันไม่เคยแม้แต่จะผ่านหูมาก่อนในชีวิต
หญิงสาวจากแดนเหนืออย่างเธอยืนงงเป็นไก่ตาแตก
คนบ้านไกลที่มาจากแผ่นดินใหญ่อันหนาวเหน็บ จะไปรู้จักผลไม้เมืองร้อนชื่อแปลกหูพวกนี้ได้อย่างไรกัน
เจียงซูหลันได้แต่ยืนอึ้ง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเด็กสาวตรงหน้ากำลังพูดถึงอะไร
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย
ฝ่ายหลีลี่เหมยพอเห็นพี่สาวคนสวยยืนนิ่งไม่ตอบรับ ดวงตากลมโตของเธอก็หยีลงจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วอธิบายเสียงใส
“อ๋อ ลืมไปเลย นี่มันเป็นผลไม้ทางใต้ของพวกเราทั้งนั้น ทางเหนือบ้านพี่คงจะหากินยากสินะ”
“งั้นเอาตามนี้ก็แล้วกัน ฉันจะปลูกให้หมดทุกอย่างเลย พอออกผลเมื่อไหร่ พี่ก็มาไล่ชิมดูทีละอย่าง ถ้าพี่ติดใจรสชาติไหนเป็นพิเศษ ฉันก็จะสั่งให้ขยายพันธุ์ปลูกอันนั้นให้เยอะขึ้นอีก ดีไหม”
คำพูดซื่อๆ แต่จริงใจของเด็กสาวทำเอาเจียงซูหลันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก้อนสะอื้นตื้นตันแล่นขึ้นมาจุกที่อก ตั้งแต่ระหกระเหินมาใช้ชีวิตอยู่บนเกาะแห่งนี้ เธอเคยพบเจอคนดีมีน้ำใจอย่างหวังสุ่ยเซียงและพี่สะใภ้เหมียวหงอวิ๋นที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูล
และแน่นอนว่าต้องเคยปะทะคารมกับคนที่ไม่ลงรอยกันอย่างเซียวอ้ายจิ้งและสวีเหม่ยเจียว
ทว่า คนที่มอบความไว้วางใจให้เธออย่างหมดหัวใจ และพร้อมจะกางปีกปกป้องเธออย่างบริสุทธิ์ใจไร้ข้อกังขาแบบหลีลี่เหมย... นี่เป็นคนแรกจริงๆ
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลวาบไปทั่วหัวใจ เจียงซูหลันก้าวเข้าไปหาเด็กสาวตรงหน้า แล้วสวมกอดร่างเล็กนั้นไว้หลวมๆ เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบใจมากนะ... ลี่เหมย”
ทันทีที่ถูกกอด ร่างของหลีลี่เหมยก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ไปในบัดดล แขนทั้งสองข้างชูค้างอยู่กลางอากาศ ทำท่าเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งกว่าเจียงซูหลันจะคลายอ้อมกอดแล้วผละออกมา หลีลี่เหมยที่หน้าแดงก่ำไปถึงใบหูรีบก้าวถอยหลัง ท่าเดินของเธอแปลกประหลาดจนน่าขบขันเพราะแขนและขาข้างเดียวกันขยับไปพร้อมกัน เธอก้มหน้าพูดตะกุกตะกัก
“พะ... พี่ซูหลัน ชะ... ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ!”
เจียงซูหลันเข้าใจว่าเด็กสาวคงปวดเบาจนอั้นไม่ไหว จึงรีบโบกมือไล่
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะแย่เอา”
ทว่าทันทีที่พ้นสายตาของเจียงซูหลันและออกมานอกเขตกระท่อมมุงจากได้
หลีลี่เหมยก็ระเบิดพลังแห่งความสุขออกมา เธอกระโดดหยองแหยงอยู่กับที่ สองมือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้ พึมพำกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“พี่ซูหลันกอดฉันแล้ว! พี่ซูหลันกอดฉันด้วยล่ะ!”
“กรี๊ดดดดด!”
ความดีใจที่พุ่งทะลุปรอททำให้หัวหน้าเผ่าคนใหม่เก็บอาการไม่อยู่ เธอตัดสินใจระบายความสุขด้วยการตีลังกาม้วนหน้าติดต่อกันสามตลบกลางลานดิน
จังหวะเดียวกับที่โหวจื่อและซื่อเหยียนเพิ่งเดินกลับมาจากทำธุระข้างนอก พอเงยหน้าขึ้นมา ทั้งคู่ก็ต้องยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า
หลีลี่เหมยพุ่งตัวม้วนกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาพอดิบพอดี
ในท่าหกสูง... หัวปักพื้น เท้าชี้ฟ้า
สายตาหกคู่ประสานกันกลางอากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วอึดใจ
สองหนุ่มทหารเกณฑ์พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองหัวหน้าเผ่าสาวในท่าทางพิสดาร
ผ่านไปพักใหญ่ กว่าใครสักคนจะหาเสียงตัวเองเจอ
“สะ... สหายหลี?”
นี่เธอ... กำลังทำพิธีกรรมอะไรอยู่หรือเปล่า ตีลังกาทักทายเหรอ
หลีลี่เหมยที่ยังคงเอาหัวต่างเท้า มองดูโลกในมุมกลับหัวแล้วรู้สึกว่าหน้าตาเหลอหลาของสองหนุ่มนี่ดูตลกพิลึก
เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดีดตัวผึงเดียวกลับมายืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามตัวเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นพัดวีใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อ
“อากาศมันร้อนน่ะ ฉันเลยตีลังกาตากลมสักหน่อย ให้เลือดมันลงหัวเล่นๆ”
โหวจื่อถึงกับใบ้กิน
ซื่อเหยียนได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ
ไอ้การตีลังกามันไม่ใช่การออกแรงให้ยิ่งร้อนกว่าเดิมหรอกหรือ
นี่เรียกว่าวิธีคลายร้อนงั้นสิ
ทำไมตรรกะการดับร้อนของสหายหลีถึงได้หลุดโลกขนาดนี้กันนะ
หลีลี่เหมยร้านจะใส่ใจสายตาประหลาดใจของสองหนุ่ม พอหายตื่นเต้นแล้ว เธอก็รีบกุลีกุจอพาเจียงซูหลันเดินลัดเลาะไปเก็บลิ้นจี่ที่หลังเขา
ต้นลิ้นจี่เก่าแก่ยืนต้นตระหง่านอยู่บนเนินเขาด้านหลังหมู่บ้านเผ่าหลี ลำต้นขนาดมหึมาแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง ยามลมทะเลพัดผ่านมา ใบสีเขียวเข้มก็ไหวระริกส่งเสียงสวบสาบ ตัดกับสีแดงสดของผลลิ้นจี่ที่ดกจนกิ่งแทบหักระลงมาเกือบถึงพื้น
เจียงซูหลันเกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นต้นลิ้นจี่ของจริงเป็นครั้งแรก แล้วยิ่งเป็นต้นที่ดกจนแดงเถือกไปทั้งต้นแบบนี้ด้วยแล้ว หญิงสาวถึงกับตาโตด้วยความตื่นตะลึง
“โห... ต้นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แล้วทำไมลูกดกได้ขนาดนี้”
ทรงพุ่มของต้นไม้แผ่ออกกว้างราวกับร่มคันยักษ์ กิ่งก้านที่หนักอึ้งไปด้วยพวงผลไม้โน้มลงต่ำ ลิ้นจี่แต่ละพวงเบียดเสียดกันแน่นขนัด ผิวเปลือกสีแดงเข้มดูน่ากินจนน้ำลายสอ
หลีลี่เหมยยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
“แน่นอนสิพี่ นี่คือต้นลิ้นจี่บรรพบุรุษอายุนับร้อยปีของเผ่าเราเชียวนะ รสชาตินี่รับรองว่าหวานล้ำไม่เหมือนที่ไหน”
สิ้นเสียงคุยโว เด็กสาวก็แปลงร่างเป็นลิงทะโมน ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงชั่วพริบตาก็ไปอยู่บนกิ่งใหญ่ เอื้อมมือไปหักกิ่งที่มีพวงลิ้นจี่พวงโตแล้วโยนลงมาข้างล่าง
“พี่ซูหลัน! รับนะ!”
เจียงซูหลันรีบกางแขนรับแทบไม่ทัน เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าชีวิตนี้จะมีบุญวาสนาโดนพายุลิ้นจี่ถล่มใส่จนหัวหมุน
มันเยอะมาก... เยอะจนน่าตกใจ
เพียงไม่กี่นาที หลีลี่เหมยก็เด็ดลิ้นจี่โยนลงมาจนกองพะเนินเต็มพื้นดินรอบตัวเจียงซูหลัน
เมื่อเห็นว่าหอบหิ้วไม่ไหว เจียงซูหลันเลยตัดสินใจนั่งลงกับพื้น แกะลิ้นจี่กินไปพลาง เก็บใส่ตะกร้าไปพลาง เนื้อลิ้นจี่สีขาวนวลที่เพิ่งเด็ดจากขั้วสดๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ พอกัดเข้าไปคำแรก น้ำหวานฉ่ำก็แตกกระจายเต็มปาก รสชาติหวานละมุนลิ้นสดชื่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ความสดใหม่แบบนี้ หาซื้อที่ไหนไม่ได้จริงๆ
หญิงสาวเผลอกินเข้าไปลูกแล้วลูกเล่า หยุดปากไม่ได้เลย
หลีลี่เหมยชะโงกหน้าลงมาเห็นพี่สาวคนสวยกินอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็ยิ่งมีความสุข กระโดดตุ้บลงมาจากต้นไม้ คว้าตะกร้าสานมาช่วยเก็บลิ้นจี่ใส่จนพูน
“พี่ซูหลัน เอาพวกนี้กลับไปกินที่บ้านให้หนำใจเลยนะ พอกินหมดแล้วก็มาเอาใหม่ ก่อนจะหมดเดือนสี่ ลิ้นจี่ต้นนี้ยังมีให้กินอีกเพียบ พอเข้าเดือนห้าเฟยจื่อเซี่ยวกับกุ้ยเว่ยก็จะสุกตามมา พี่ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรื่องอื่นฉันอาจจะไม่กล้ารับประกัน แต่ถ้าพี่มาที่เผ่าหลี ฉันรับรองด้วยเกียรติหัวหน้าเผ่าเลยว่า พี่จะมีลิ้นจี่กินไม่อั้นจนพุงกางแน่นอน”
เจียงซูหลันมองตะกร้าใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยผลไม้สีแดงสด เธอก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
“ลี่เหมย ฉันคงเอาไปไม่หมดนี่หรอก มันเยอะเกินไป เอาไปแค่ฝากพวกเด็กๆ ที่บ้านให้ได้ลองชิมรสชาติก็พอแล้วล่ะ”
“เด็กๆ?”
มือที่กำลังเรียงลิ้นจี่ของหลีลี่เหมยชะงักกึก
“พี่ซูหลัน... พี่มีลูกแล้วเหรอ”
น้ำเสียงของเด็กสาวเจือไปด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจ
“ลูกชายหรือลูกสาวล่ะพี่ ใช่ลูกสาวหน้าตาสวยเหมือนพี่หรือเปล่า”
เจียงซูหลันหลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ใช่ลูกฉันหรอก ฉันยังไม่มีลูก เด็กคนหนึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของฉันเอง ร่างกายเขาไม่ค่อยแข็งแรง ฉันเลยพามาจากตะวันออกเฉียงเหนือมาพักฟื้นที่นี่ ส่วนอีกคนเป็นหลานปู่ของผู้บัญชาการกองพลเหลย เด็กสองคนนี้เขาถูกคอกัน ก็เลยตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ตลอด”
แววตาของหลีลี่เหมยฉายแววผิดหวังวูบหนึ่ง แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มสดใสก็กลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง
“อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เอง แต่ฉันเชื่อนะว่า ถ้าพี่ซูหลันมีลูกสาวเมื่อไหร่ ต้องออกมาสวยน่ารักเหมือนแม่แน่ๆ”
ทว่าคำพูดยังไม่ทันขาดคำ หู่หยาที่วิ่งกระหืดกระหอบมาจากทางหน้าหมู่บ้านก็ตรงรี่เข้ามาหา ก่อนจะป้องปากกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของหลีลี่เหมย
รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าของหัวหน้าเผ่าสาวค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว แววตาเคร่งเครียดเข้ามาแทนที่ แต่ด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกของแขกคนสำคัญ เพียงวินาทีต่อมา เธอก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเปื้อนยิ้มอบอุ่นดังเดิม แล้วคว้ามือเจียงซูหลันมากุมไว้
“พี่ซูหลัน เดี๋ยวฉันเดินไปส่งพี่กลับบ้านนะ”
สัญชาตญาณบอกเจียงซูหลันว่าหลีลี่เหมยคงมีเรื่องด่วนเข้ามาให้จัดการ
เธอขยับปากอยากจะถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่พอเห็นท่าทีของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ตอนนี้
[จบบท]