บทที่ 299: ความห่วงใยและลิ้นจี่หวานฉ่ำ
“ขอรายละเอียดหน่อย”
น้ำเสียงของโจวจงเฟิงเยียบเย็นลงทันทีเมื่อเข้าสู่โหมดการทำงาน ใบหน้าคมเข้มฉายแววเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับท่านโจว” นายทหารรายงานสถานการณ์ด้วยสีหน้าลำบากใจ “ทางคุณหลีลี่เหมยพยายามเกลี้ยกล่อมให้กลุ่มคนเหล่านั้นกลับออกไป แต่พวกเขาหัวรั้นไม่ยอมกลับ สถานการณ์ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างยันกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร”
ผลกระทบที่ตามมาคือ กองกำลังทหารที่เตรียมพร้อมแสตนด์บายอยู่ทางฝั่งนี้ ก็ไม่สามารถเคลื่อนพลเข้าไปในพื้นที่ได้
เรียกได้ว่าปัญหานี้เป็นเหมือนโดมิโน่ตัวแรกที่ล้มลง ส่งผลให้แผนการขั้นต่อไปต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง หากไม่รีบแก้ไข ทุกอย่างที่วางแผนไว้คงพังไม่เป็นท่า
หลังจากรับฟังรายงานสถานการณ์ทั้งหมดอย่างครบถ้วน
โจวจงเฟิงคำนวณแผนการรับมือในใจอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับมามองภรรยาด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย “ซูหลัน คุณกลับบ้านไปรอผมก่อนนะ เดี๋ยวทางนี้ผมจะนำทีมเข้าไปที่ป่ายางพาราเอง”
เจียงซูหลันทำท่าจะค้าน เธออยากจะติดตามเขาไปดูสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง แต่โจวจงเฟิงกลับส่ายหน้าเบาๆ เชิงปฏิเสธ “เด็กดี เชื่อฟังผมนะ กลับไปรอก่อน เจ้าตัวแสบสองคนนั้นบ่นถึงคุณมาครึ่งค่อนวันแล้ว ป่านนี้คงชะเง้อคอรออยากเจอคุณจะแย่”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกวางใจ “ส่วนปัญหาทางนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมจัดการเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงซูหลันพลันนึกย้อนไปถึงท่าทีของหลีลี่เหมยก่อนหน้านี้ ที่พยายามกันเธอออกมาจากพื้นที่ขัดแย้ง ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเข้าใจ
ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้ว เธอก็ไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้เขาต้องมาคอยพะวงหน้าพะวงหลัง จึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำไม่ดึงดันต่อ
เมื่อเห็นภรรยายอมโอนอ่อนผ่อนตาม โจวจงเฟิงจึงหันไปกวักมือเรียกพลทหารหนุ่มที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้น ทหารหนุ่มเห็นสัญญาณมือก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดตรงหน้าพร้อมทำวันทยหัตถ์อย่างแข็งขัน “รองผู้บังคับการ มีอะไรให้รับใช้ครับ?”
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับการทำความเคารพ ก่อนจะยื่นตะกร้าสานที่บรรจุลิ้นจี่จนพูนส่งให้พลทหารนายนั้น “ฉันมีธุระด่วนต้องเข้าไปเคลียร์พื้นที่ในป่ายางพารา ฝากนายช่วยคุ้มกันพี่สะใภ้กลับบ้าน แล้วก็ช่วยถือของพวกนี้ไปส่งให้ถึงที่ด้วย”
“รับทราบครับ! ขอรับรองด้วยเกียรติว่าจะส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัยครับผม” ทหารหนุ่มรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด
เจียงซูหลันมองสบตาโจวจงเฟิงด้วยความเป็นห่วง ลึกๆ แล้วเธอยังคงกังวลกับสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ
“เหล่าโจว ถ้าทางคุณมีอะไรคืบหน้า หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต้องรีบส่งข่าวบอกฉันทันทีนะ แล้วถ้าทางลี่เหมยมีปัญหาอะไร คุณก็ห้ามปิดบังฉันเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
โจวจงเฟิงสบตาภรรยาพลางพยักหน้ารับคำหนักแน่น “ไม่ต้องห่วง ผมสัญญา”
สิ้นบทสนทนา โจวจงเฟิงก็หันหลังเดินนำกลุ่มทหารออกไปทันที โดยมีซื่อเหยียนและเจ้าลิงผอมโหวจื่อรีบก้าวยาวๆ ตามประกบติดไปติดๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดเกิดเหตุ
เจียงซูหลันยืนมองแผ่นหลังกว้างของสามีที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับสายตา
พลทหารหนุ่มที่ยืนถือตะกร้าลิ้นจี่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้ากังวลของเธอก็รีบเอ่ยปลอบใจพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ “พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ รองผู้บังคับการโจวขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งของหน่วยเรา เรื่องฝีมือและความสามารถนั้นยืนหนึ่งไม่มีสองรองใครแน่นอน”
“มีท่านโจวลงมือเองแบบนี้ รับรองว่าปัญหาทุกอย่างต้องถูกจัดการได้เรียบร้อยหายห่วงครับ”
เห็นได้ชัดว่าเหล่าพลทหารในหน่วยต่างเทิดทูนและศรัทธาในตัวโจวจงเฟิงแบบถวายหัว ไม่ว่าเรื่องอะไร ขอแค่มีชื่อโจวจงเฟิงเข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเขาก็มั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เจียงซูหลันฟังคำเยินยอด้วยความศรัทธาอันแรงกล้านั้นแล้วก็อดขำออกมาไม่ได้ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสามีของเธอจะมีอิทธิพลและบารมีต่อจิตใจของเหล่าทหารเกณฑ์มากขนาดนี้
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้าน เจียงซูหลันจัดการแบ่งลิ้นจี่สดๆ ใส่ถุงตาข่ายยื่นให้พลทหารหนุ่มเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ อีกฝ่ายรีบโบกมือปฏิเสธพัลวันด้วยความเกรงใจ แต่เจียงซูหลันก็ยังคะยั้นคะยอ
“รับไปเถอะจ้ะ ถือว่าเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้คราวหน้าฉันจะได้กล้าไหว้วานให้ช่วยอีกไง”
พอเจอไม้นี้เข้า พลทหารหนุ่มถึงกับไปไม่เป็น จำต้องยื่นมือมารับถุงลิ้นจี่ไปพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาหยี
คล้อยหลังพลทหารไม่ทันไร เจ้าตัวแสบสองหน่ออย่างเสี่ยวเถี่ยตั้นและเหลยอวิ๋นเป่าที่ไม่รู้ไปได้ยินข่าวมาจากไหนว่าเธอกลับมาแล้ว ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในบ้าน สภาพแต่ละคนเหงื่อท่วมตัวราวกับไปอาบน้ำมา “คุณอาเล็ก! คุณอาเล็กกลับมาแล้ว!”
อันที่จริงก็ไม่ได้ห่างกันนานขนาดนั้น อย่างมากก็แค่ไม่เจอกันช่วงกลางวันแค่วันเดียว
แต่เด็กทั้งสองกลับแสดงอาการตื่นเต้นดีใจราวกับไม่ได้เจอหน้าเธอมาเป็นแรมเดือน วิ่งเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาออเซาะกันยกใหญ่
เจียงซูหลันที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บลิ้นจี่ชะงักมือ แล้วลุกขึ้นลูบหัวลูบหลังหลานชายทั้งสองด้วยความเอ็นดู สัมผัสที่ฝ่ามือเป็นไปตามคาด...
แผ่นหลังเล็กๆ ของทั้งคู่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะหนะ “เหม็นเหงื่อกันหมดแล้ว ไปถอดชุดเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวอาจะเช็ดตัวให้”
เสี่ยวเถี่ยตั้นขานรับเสียงใส ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งยองๆ จ้องมองตะกร้าสานตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณอาเล็กครับ ไอ้ลูกแดงๆ นี่มันคืออะไรเหรอครับ?”
เด็กน้อยเอื้อมนิ้วป้อมๆ ไปจิ้มที่เปลือกสีแดงเข้มขรุขระ รู้สึกสากมือแปลกๆ ไม่คุ้นชิน
ฝ่ายเหลยอวิ๋นเป่า ซึ่งเติบโตมาบนเกาะและคุ้นเคยกับผลไม้เมืองร้อนเป็นอย่างดี รีบโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงข่มทับนิดๆ “โธ่เอ๊ย แค่นี้ก็ไม่รู้จัก นี่เขาเรียกว่าลิ้นจี่ต่างหากล่ะ!”
เจ้าตัวแสบหันไปยักคิ้วให้เจียงซูหลัน “ใช่ไหมครับคุณอาเล็ก? ผมพูดถูกใช่ไหม?”
ทำท่าทางยืดอกภูมิใจประหนึ่งตัวเองเป็นผู้รอบรู้สรรพสิ่ง รอคอยคำชมอย่างใจจดใจจ่อ
เจียงซูหลันอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ายิ้มๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปบิดแก้มยุ้ยๆ ของเหลยอวิ๋นเป่าเบาๆ เป็นการปราม
“ที่เถี่ยตั้นเขาไม่รู้ ก็เพราะบ้านเดิมเขาไม่มีให้เห็นนี่นา แต่เสี่ยวเป่าเอ๋อร์ของเราโตที่นี่ เห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ก็ต้องรู้จักเป็นธรรมดาจริงไหม?”
“แต่ว่านะเสี่ยวเป่า การที่เรารู้มากกว่า แล้วไปหัวเราะเยาะคนที่เขาไม่รู้ มันไม่น่ารักเลยนะ เข้าใจที่อาพูดไหมครับ?”
เหลยอวิ๋นเป่าหุบยิ้มฉับ หันไปมองหน้าเสี่ยวเถี่ยตั้นที มองหน้าเจียงซูหลันที ก่อนจะก้มหน้างุดตอบเสียงอ่อย “เข้าใจแล้วครับ”
อุตส่าห์โชว์ภูมิความรู้ นึกว่าจะได้คำชมจากคุณอาเล็กให้ชื่นใจสักหน่อย ดันโดนดุซะงั้น
ทว่าเสี่ยวเถี่ยตั้นกลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจ โบกมือไม้พัลวันอย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็ผมไม่รู้จักมันจริงๆ นี่นา”
ต้องยอมรับเลยว่า มิตรภาพของเด็กสองคนนี้แน่นแฟ้นดีจริงๆ สนิทกันชนิดที่ว่าแทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันเดินได้แล้ว
เจียงซูหลันยังไม่ทันจะได้เทศนาต่อ เสี่ยวเถี่ยตั้นก็รีบออกโรงปกป้องเพื่อน ไม่อยากให้เพื่อนซี้ต้องโดนดุไปมากกว่านี้
เห็นภาพความรักใคร่กลมเกลียวของเด็กๆ แล้ว เจียงซูหลันก็หลุดขำออกมา เธอยกมือขึ้นบิดหูเจ้าตัวแสบทั้งสองคนละทีด้วยความมันเขี้ยว
“เอาล่ะๆ พอได้แล้ว รีบไปดูซิว่าน้ำในอ่างหน้าบ้านแดดเผาจนอุ่นหรือยัง? เดี๋ยวอาไปหาชุดหล่อๆ มาให้ อาบน้ำเช็ดตัวให้สบายตัวแล้วค่อยมาจัดการเจ้าลิ้นจี่พวกนี้”
พอได้ยินคำว่าอาบน้ำและกินขนม สองสหายตัวจิ๋วก็ส่งเสียงเฮลั่นบ้าน
แล้ววิ่งตื๋อออกไปที่ลานบ้าน แย่งกันเอามือจุ่มวัดอุณหภูมิน้ำในกะละมังใบยักษ์ที่ตากแดดทิ้งไว้
เจียงซูหลันเดินเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าในห้องนอน คัดเลือกเสื้อยืดแขนสั้นเนื้อนิ่มกับกางเกงขาสั้นระบายอากาศดีๆ ออกมาสองชุด
เพียงครู่เดียว ภาพที่ลานบ้านก็เปลี่ยนไป เด็กชายสองคนกระโจนลงไปแช่ในกะละมังใบใหญ่ราวกับโยนเกี๊ยวลงหม้อน้ำเดือด น้ำในกะละมังที่รองตากแดดไว้ตั้งแต่เช้า สะสมความร้อนจากดวงอาทิตย์จนอุ่นกำลังดี
เมื่อบวกกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าวของเกาะไหหลำ การได้แช่น้ำอุ่นๆ แบบนี้ช่วยคลายร้อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด
ทันทีที่หย่อนก้นลงน้ำ สองหน่อก็ดีดดิ้นตีน้ำกันสนุกสนานราวกับแมวเจอเข้ากับบ่อปลา สาดน้ำใส่กันจนน้ำกระฉอกเลอะเทอะไปทั่วบริเวณ
เล่นกันแรงจนเจียงซูหลันกลัวว่ากะละมังจะแตกเอาเสียก่อน
“เบาๆ หน่อย ถ้ายังเล่นซนกันจนบ้านเลอะเทอะแบบนี้ อาจะโกรธจริงๆ แล้วนะ” เจียงซูหลันตีหน้าขรึม ดุเสียงเข้ม
ได้ผลชะงัด... เพียงประโยคเดียว ลิงทะโมนทั้งสองก็หยุดกึก นั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดหูผิดตา
บทจะว่าง่ายก็น่ารักจนใจหาย
หลังจากขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดสะอ้าน เด็กมอมแมมเมื่อครู่ก็กลายร่างเป็นคุณชายน้อยผิวขาวผ่อง ดูน่ารักน่าหยิกขึ้นเป็นกอง
เจียงซูหลันจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้จนแห้งสนิท แล้วเอ่ยชวน “ไปเถอะ ไปกินลิ้นจี่กัน!”
ลิ้นจี่กองโตถูกแบ่งใส่จานไว้เรียบร้อยแล้ว
เด็กชายสองคนส่งเสียงร้องดีใจ วิ่งถลาเข้าไปหาตะกร้าลิ้นจี่ แทบอยากจะมุดหัวเข้าไปกินในนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ต่างคนต่างรีบคว้ามาแกะเปลือกคนละลูก เสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกเมื่อเห็นเนื้อผลไม้สีขาวอมชมพูฉ่ำน้ำ สองมือน้อยๆ ประคองเนื้อลิ้นจี่วิ่งแจ้นมาหาเจียงซูหลัน
“คุณอาเล็กครับ! กินสิครับ หวานเจี๊ยบเลย!”
ทันทีที่เปลือกถูกแกะออก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของลิ้นจี่ก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว
เด็กๆ บนเกาะห่างไกลแบบนี้ นานทีปีหนถึงจะได้กินของดีๆ แต่ละบ้านต้องรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย จะมีก็แต่เจียงซูหลันนี่แหละที่ใจป้ำ คอยหาซื้อขนมนมเนยมาบำรุงเด็กๆ อยู่เรื่อย
แต่ถึงกระนั้น กระเพาะของเจ้าลิงสองตัวนี้ก็เหมือนหลุมดำไร้ก้นบึ้ง
กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ฟาดเรียบได้ทุกอย่าง
ทว่า... ถึงจะตะกละตะกลามแค่ไหน สิ่งแรกที่เด็กทั้งสองทำหลังจากแกะลิ้นจี่ลูกแรกได้ คือการวิ่งเอามาป้อนให้เธอก่อน การกระทำที่ไร้เดียงสาแต่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจนี้ ทำเอาหัวใจของเจียงซูหลันพองโตด้วยความตื้นตัน
“พวกหลานกินกันให้อร่อยเถอะจ้ะ อาเล็กกินมาเรียบร้อยแล้ว”
เธอยิ้มพลางนึกในใจ... ตอนที่ยืนอยู่ใต้ต้นลิ้นจี่กับหลีลี่เหมยเมื่อครู่นี้ เธอกินเข้าไปจนพุงกางแล้วจริงๆ
[จบบท]