บทที่ 30: คนที่ใช่
นี่นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่มีสหายผู้ชายที่ได้รับรู้เรื่องข่าวลือเสียหายระหว่างเธอกับเจิ้งเซี่ยงตงแล้ว แต่เขากลับยังคงยินดีที่จะสานสัมพันธ์กันต่อไป
ในตอนที่เธอเงียบไป โจวจงเฟิงก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาไม่น้อย เขาครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจหยิบปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อด้านหน้า แล้วจรดปลายปากกาเขียนที่อยู่ลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
“นี่คือเบอร์โทรศัพท์ของบ้านพักรับรองที่ผมพักอยู่ คุณลองกลับไปปรึกษากับทางครอบครัวของคุณดูก่อนนะครับ ถ้าหากว่าทางบ้านของคุณเห็นด้วย ผมก็ยินดีและพร้อมที่จะไปเยี่ยมที่บ้านคุณอย่างเป็นทางการได้ทุกเวลา”
คำพูดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขอความเห็นจากเธอเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น แต่มันยังเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่ช่วยให้เธอรู้สึกมั่นคงในใจขึ้นมาได้
อีกอย่าง การที่เขาจะไปเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงอย่างเป็นทางการนั้น เขาก็จำเป็นต้องเตรียมของขวัญล่วงหน้าเช่นกัน คงไม่สามารถไปมือเปล่าได้
เจียงซูหลันยื่นมือไปรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ ก่อนจะก้มหน้าลงมอง ลายมือของเขาที่ปรากฏอยู่บนกระดาษนั้นช่างดูดีอย่างหาที่ติยาก มันทั้งทรงพลังและยังแฝงไว้ด้วยความสง่างามในที
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง หลังจากลังเลอยู่ชั่วอึดใจเธอก็พยักหน้าตอบรับ “ตกลงค่ะ!”
แต่เดิมทีนั้นเจี่ยงซิ่วเจินตั้งใจตามมาที่นี่ ก็เพราะเธออยากจะช่วยอธิบายแทนเจียงซูหลันสักสองสามประโยค เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ใช่คนแบบที่เจียงหมิ่นอวิ๋นกล่าวหา
ทว่าเมื่อเธอได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ เธอก็เลือกที่จะถอยกลับออกไปอย่างเงียบเชียบ
เจี่ยงซิ่วเจินทำเพียงยืนอยู่หลังบานหน้าต่าง เฝ้ามองคนทั้งสองอย่างสงบ แล้วในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมาจากใจจริง “ซูหลัน ในที่สุดคราวนี้เธอก็ได้เจอกับคนที่ใช่จริงๆ สักทีนะ”
เธอนึกว่าการดูตัวครั้งนี้จะต้องล่มไม่เป็นท่าอีกครั้งเพราะการปั่นป่วนของเจียงหมิ่นอวิ๋นเสียแล้ว แต่เธอก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาพบเห็นภาพที่น่ายินดีเช่นนี้
เจี่ยงซิ่วเจินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก แต่รอยยิ้มของเธอก็จางลงเล็กน้อยเมื่อเหลือบไปเห็นหัวหน้าอวี๋กำลังยืนตำหนิเจียงหมิ่นอวิ๋นอยู่ เธอจึงตัดสินใจเดินตรงเข้าไปตักเตือนอีกฝ่าย
“ปัญญาชนเจียง ถ้าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับซูหลัน เธอก็ไม่มีทางทำลายความสัมพันธ์นี้ได้หรอก แต่ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่ใช่ การที่เธอทำลายมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พอเหมาะพอดีแล้ว”
คนที่ใช่คือใคร? แล้วคนที่ไม่ใช่คือใครกัน?
ความหมายแฝงนี้ย่อมหมายถึงโจวจงเฟิงและโจวเยว่หัวอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอนว่าเจียงหมิ่นอวิ๋นย่อมได้ยินคำพูดนั้น เธอก็มีสีหน้าซีดเผือด “หัวหน้าเจี่ยงคะ ฉันไม่ได้...” มันไม่ใช่แบบที่พวกคุณเห็น
เจี่ยงซิ่วเจินแค่นเสียงเหอะออกมาทีหนึ่ง ทุกคนต่างก็ผ่านโลกมานาน พอๆ กันทั้งนั้น อย่ามาเล่นละครตบตาให้เสียเวลาเลย เธอไม่สนใจที่จะฟังคำอธิบายใดๆ อีกต่อไป ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
คงมีเพียงหัวหน้าอวี๋ที่ยังคงยืนจ้องมองเธอเขม็งอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมา “ปัญญาชนเจียง คุณจะต้องเสียใจกับเรื่องนี้”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินจากไปอีกคน
ทิ้งไว้เพียงเจียงหมิ่นอวิ๋นให้ยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพังด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เธอจะต้องเสียใจ?
เธอจะเสียใจเรื่องอะไรกัน? หรือจะให้เธอเสียใจที่สลัดโจวจงเฟิง ทหารบ้านนอกจนๆ คนนั้นทิ้งไปอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีทางเป็นไปได้!
…
บริเวณใต้ต้นหวยเก่าแก่ของกองพลน้อยหมัวผาน กำลังมีเหล่าสมาชิกคอมมูนจากทีมการผลิตหลายคนยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่
เจี่ยงลี่หงกำลังกำเมล็ดแตงโมไว้เต็มกำมือ เธอทั้งถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมเกลื่อนพื้น ทั้งคุยโวโอ้อวดกับคนอื่นๆ ไปด้วย “ฉันจะบอกอะไรให้นะ การไปดูตัวของเจียงซูหลันรอบนี้ รับรองว่าล่มไม่เป็นท่าแน่นอน!”
“ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”
“แหม ก็เพราะว่ามีหมิ่นอวิ๋นของบ้านฉัน ที่เป็นถึงนักศึกษาผู้เพียบพร้อมขนาดนั้นไปปรากฏตัวอยู่ด้วย แล้วทหารคนนั้นเขาจะชายตามองเจียงซูหลันได้ยังไงกัน? นี่ไม่ใช่ฉันอวดนะ แต่แค่หมิ่นอวิ๋นของฉันไปถึงที่นั่น มันก็ไม่มีธุระกงการอะไรของเจียงซูหลันอีกต่อไปแล้ว!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ฟังต่างพากันมองหน้ากันไปมา
“นี่ลี่หง เธอไม่กลัวหรือไงว่าถ้าครอบครัวเจียงมาได้ยินเข้า พวกเขาจะมาถลกหนังหัวเธอน่ะ!”
“ฉันจะไปกลัวอะไร? ต่อให้ครอบครัวเจียงยกโขยงกันมาที่นี่ ฉันก็กล้าพูด!”
ในจังหวะนั้นเอง เจียงซูหลันและเจียงหมิ่นอวิ๋นที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูนก็มาถึงพอดี ทั้งสองคนจึงหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่
เจียงหมิ่นอวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างมาก เธออยากจะพุ่งเข้าไปปิดปากแม่เลี้ยงของตัวเองให้เงียบเสียงลงเสียเดี๋ยวนี้
ในทางกลับกัน เจียงซูหลันกลับยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง เธอยังอุตส่าห์ยิ้มให้กับเจียงหมิ่นอวิ๋นอีกต่างหาก ซึ่งรอยยิ้มนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการถูกตบหน้าฉาดใหญ่เลยแม้แต่น้อย
เพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เจียงหมิ่นอวิ๋นย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด
ใบหน้าของเธอแดงก่ำ เธอรีบก้าวไปข้างหน้าแล้วคว้ามือของเจี่ยงลี่หงเอาไว้แน่น พลางพยายามจะลากเธอจากไป “คุณน้าคะ เรากลับบ้านกันเถอะ!”
“จะรีบกลับไปทำไม? หมิ่นอวิ๋น? เธอก็พูดความจริงต่อหน้าทุกคนตรงนี้เลยสิ ไม่เห็นจะต้องไว้หน้าเจียงซูหลันมันเลย!”
เจี่ยงลี่หงสะบัดมือของเธอออกอย่างแรง ก่อนจะซักไซ้อย่างร้อนรน “ผลเป็นยังไงบ้าง? มันเป็นอย่างที่ฉันพูดเอาไว้หรือเปล่า? ทหารคนนั้นเขาเลือกเธอใช่ไหม? เขาไม่ได้เลือกเจียงซูหลันใช่ไหมล่ะ?”
เธอถามด้วยท่าทีที่ลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด
เจียงหมิ่นอวิ๋นรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสบตากับเจียงซูหลัน เธอกระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาลง “คุณน้าคะ ไม่ใช่แบบนั้น เจียงซูหลันกับทหารคนนั้นเขาตกลงปลงใจกันแล้วค่ะ!”
เจี่ยงลี่หงถึงกับชะงักค้างไป ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดังลั่น “ตกลงกันแล้ว? เป็นไปได้ยังไง ทหารคนนั้นจะไปชอบเจียงซูหลันได้ยังไงกัน? ก็ไหนเธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจียงซูหลันกำลังจะแต่งงานกับเจิ้งเซี่ยงตงน่ะ?”
นี่มันช่างเป็นการพูดถึงเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมาจริงๆ!
เจียงหมิ่นอวิ๋นอยากจะหาอะไรมาอุดปากของอีกฝ่ายไว้เสียให้รู้แล้วรู้รอด เธอร้อนใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว “คุณน้าคะ คุณได้โปรดหยุดพูดเถอะค่ะ!”
เธอพยายามทั้งดึงทั้งลากเจี่ยงลี่หงให้เดินจากไป พร้อมกับบ่นว่าอย่างร้อนรนไปด้วย
เมื่อเจี่ยงลี่หงรู้สึกว่าตัวเองเสียหน้า เธอก็รีบพูดแก้เกี้ยวขึ้นมา “ต่อให้เจียงซูหลันมันตกลงกับทหารคนนั้นได้แล้วมันจะยังไงล่ะ ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย!”
เธอหันไปประกาศกับผู้คนที่กำลังยืนมุงดูอยู่รอบทิศทาง “นี่พวกเรา พรุ่งนี้ทุกคนต้องไปที่บ้านฉันนะ ไปกินข้าวฉลองการแต่งงานของหมิ่นอวิ๋นกัน ฝ่ายชายเขาจะมาทำพิธีหมั้นหมายกันในวันพรุ่งนี้แล้ว”
ตามปกติแล้ว การแต่งงานครั้งที่สองนั้นไม่มีธรรมเนียมการจัดพิธีรีตองอะไรแบบนี้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของทางบ้านเจียงเอง
ในเมื่อโจวเยว่หัวต้องการจะแต่งงานกับเจียงหมิ่นอวิ๋นซึ่งถือเป็นการแต่งงานครั้งแรกของเธอ
ดังนั้นพิธีรีตองนี้จึงเป็นสิ่งที่ยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เหล่าชาวบ้านทั้งหลายจึงได้แต่มองดูเรื่องตลกขบขันของบ้านเจียงกันต่อไป
หลังจากนั้น ผู้คนจึงค่อยๆ หันความสนใจมาทางเจียงซูหลันที่ยังคงยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ซูหลัน สรุปว่าเธอกับทหารคนนั้นดูตัวตกลงกันเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร เจียงซูหลันก็พยักหน้าพร้อมกับเม้มปากยิ้มเล็กน้อย “ใช่ค่ะ ตกลงกันเรียบร้อยแล้วค่ะ!”
“โอ้โห นี่มันดีจริงๆ เลย พวกทหารนี่ดีจริงๆ นะ ซูหลัน ไว้วันหลังพวกเราจะต้องไปกินเลี้ยงฉลองงานแต่งงานของพวกเธอให้ได้เลย!”
เจียงซูหลันหน้าแดงระเรื่อขณะพยักหน้าตอบรับ ข่าวคราวการดูตัวที่ประสบความสำเร็จของเธอได้ถูกส่งต่อไปยังบ้านเจียงอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรยากาศในบ้านเจียงทั้งหมดอบอวลไปด้วยความสุข
พอแม่เจียงได้ยินข่าวนี้ เธอก็รีบยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว พลางพึมพำขอบคุณพระโพธิสัตว์เป็นการใหญ่
และหลังจากที่อธิษฐานเสร็จสิ้น เธอก็ไม่ลืมที่จะหันกลับมาถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ซูหลัน ลูกไม่ได้โกหกแม่ใช่ไหม? ลูกตกลงปลงใจกับสหายโจวคนนั้นจริงๆ แล้วใช่ไหมลูก?”
พอเรื่องราวมันดำเนินมาถึงขั้นนี้จริงๆ มันกลับทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องจริงอย่างไรอย่างนั้น
เจียงซูหลันพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะล้วงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อนวมที่เธอสวมอยู่ “แม่คะ นี่คือที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ของบ้านพักรับรองที่สหายโจวเขาให้หนูเก็บไว้ค่ะ เขาบอกให้หนูกลับมาถามความเห็นของที่บ้านเราดูก่อน ถ้าทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ให้โทรศัพท์ไปแจ้งเขา เขาจะได้เตรียมตัวมาที่บ้านของเราอย่างเป็นทางการค่ะ!”
เมื่อกระดาษแผ่นนั้นถูกคลี่ออก ก็ปรากฏลายมืออันทรงพลังและสง่างาม แม้ว่าแม่เจียงจะอ่านหนังสือไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว แต่เธอก็ยังรู้สึกชื่นชมในความงดงามนั้น
เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “พ่อหนุ่มคนนี้ดูท่าทางจะรู้จักขนบธรรมเนียมและมารยาทดีจริงๆ!”
ยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเจิ้งเซี่ยงตง อันธพาลคนนั้นที่ชอบบุกมาที่บ้านโดยไม่ได้รับเชิญอยู่เสมอ โจวจงเฟิงที่ทั้งรู้จักกาละเทศะและมีมารยาทอ่อนน้อม ก็ยิ่งถือได้ว่าเป็นสหายที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับได้ยากคนหนึ่งเลยทีเดียว
[จบบท]