บทที่ 313: การถอยเพื่อรุก
สำหรับคนหนุ่มที่มีอายุเพียงยี่สิบหกปี ความสำเร็จที่ได้มาตั้งแต่อายุยังน้อยจนก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของวงการวิชาการ อีกทั้งยังสามารถข้ามสายงานเข้ามาสวมเครื่องแบบทหารพร้อมตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญติดตัว ย่อมสร้างความภาคภูมิใจและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า
แต่ในเวลานี้ เขากลับถูกนายทหารบ้านนอกคนหนึ่งชี้หน้าด่ากราดไล่ให้ไสหัวไปให้พ้นหน้า
คนอย่างสวีเว่ยฟางจะทนรับความอัปยศนี้ได้อย่างไร
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตขาว สวีเว่ยฟางหัวเราะในลำคอก่อนจะล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วสะบัดมันเบาๆ ตรงหน้า
“ผมมาที่นี่พร้อมกับคำสั่งย้ายครับ” น้ำเสียงของเขามั่นใจ “นี่คือคำสั่งโดยตรงจากหน่วยเหนือที่เมืองหลวง กองกำลังประจำเกาะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ว่ากรณีใดๆ”
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานของผู้บัญชาการ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ชายร่างใหญ่ผู้กำลังโกรธจัด
“และอีกอย่างนะ ผู้บัญชาการกองพลเหลย ผมขอแนะนำด้วยความหวังดีว่าให้ท่านเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โครงการป่ายางพาราไม่ใช่เรื่องเล่นขายของ ผลผลิตยางในอนาคตไม่ได้ชี้ชะตาแค่การพัฒนาของเกาะแห่งนี้ แต่มันหมายถึงความมั่นคงและการพัฒนาของทั้งประเทศชาติ ผมแนะนำให้ท่านไตร่ตรองดูให้ดีเถอะ”
ทุกคนในที่นั้นรู้ดีว่าการเพิ่มผลผลิตยางพาราคือวาระแห่งชาติ
ไม่ว่าจะเป็นล้อรถยนต์ของท่านผู้นำ ยางรถจักรยานของชาวบ้าน หรือแม้แต่รองเท้าของทหารในกองทัพ ทุกภาคส่วนล้วนกระหายทรัพยากรตัวนี้อย่างเร่งด่วน
ของสำคัญระดับคอขาดบาดตายขนาดนี้ จะปล่อยให้โจวจงเฟิงซึ่งเป็นเพียงทหารที่ไม่มีความรู้เฉพาะทางมาดูแลต่อไปอย่างนั้นหรือ
เป็นไปไม่ได้
ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้
วาจาของสวีเว่ยฟางไม่ได้เป็นเพียงการยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเหตุผล แต่มันคือการข่มขู่โดยใช้เบื้องบนมาเป็นเกราะกำบัง
ผู้บัญชาการกองพลเหลยฟังแล้วเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ ด้วยความเดือดดาล เขาคว้าแก้วน้ำเคลือบสังกะสีที่วางอยู่ใกล้มือที่สุดขว้างใส่หัวสวีเว่ยฟางเต็มแรง “ไตร่ตรองบ้าบออะไรของแก! ไอ้ลูกหมา ตอนที่ฉันลุยดงกระสุนฆ่าศัตรูในสนามรบ แกยังเป็นวุ้นอยู่เลยมั้ง ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่กลิ่นน้ำนมยังไม่สิ้นสาบแบบแก กล้ามาสอนฉันให้ไตร่ตรองอย่างนั้นเรอะ แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ!”
ความโกรธทำให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยขาดสติ ไม่ใช่แค่ปาข้าวของทำลายล้าง แต่เขายังกระโจนข้ามโต๊ะยกเท้าถีบเข้าที่กลางลำตัวของอีกฝ่ายอย่างจัง
แรงถีบของทหารผ่านศึกทำเอาสวีเว่ยฟางเซถลาจนเกือบจะล้มหน้าฟาดพื้น ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญรีบเอามือกุมกางเกงที่เลอะรอยเท้า พลางหันขวับกลับมามองตาขวาง “ป่าเถื่อน! พวกคุณมันพวกป่าเถื่อนชัดๆ!”
“ผมจะไม่ลดตัวลงมาถือสาหาความกับพวกคนบ้าเลือดแบบพวกคุณ อีกสามวันผมจะกลับมารับช่วงต่อดูแลป่ายางพารา ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้านทั้งนั้น!”
สวีเว่ยฟางก้มลงเก็บใบคำสั่งย้ายที่ปลิวตกอยู่บนพื้น ปัดฝุ่นลวกๆ แล้วหันหลังเดินกระแทกเท้าจากไป
แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาหยุดฝีเท้าแล้วหันมาปรายตามองโจวจงเฟิงแวบหนึ่ง
สายตานั้นสื่อความหมายชัดเจน โจวจงเฟิงอ่านมันออกทะลุปรุโปร่ง มันคือคำท้าทายที่ไร้เสียงแต่ดังก้องในความรู้สึก
โจวจงเฟิงตีหน้าขรึมลง เขาขยับตัวเข้าไปล็อคตัวผู้บัญชาการกองพลเหลยที่ทำท่าจะวิ่งตามไปซ้ำ “ปล่อยเขาไปเถอะครับ ผู้บัญชาการกองพลเหลย ยกให้เขาไป”
สิ้นประโยคนั้น
บรรยากาศในห้องชะงักงัน ไม่ใช่แค่ผู้บัญชาการกองพลเหลยที่หยุดดิ้น แม้แต่ผู้บัญชาการเกาก็ยังหันขวับมามองด้วยความประหลาดใจ
พวกเขารู้จักนิสัยของโจวจงเฟิงดี ชายหนุ่มคนนี้เป็นพวกยอมหักไม่ยอมงอ เป็นตัวตึงที่ไม่เคยยอมเสียเปรียบให้ใครหน้าไหน แต่วันนี้กลับยอมยกชิ้นปลามันอย่างป่ายางพาราให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง
“จงเฟิง นายอย่าไปบ้าจี้ตามมันนะ จะยกให้มันดื้อๆ แบบนี้เหรอ ฝันไปเถอะ! ต่อให้ฉันต้องโดนปลดออกจากตำแหน่ง ฉันก็ไม่ยอมให้ไอ้ลูกเต่านั่นมาขี่คอทำตัวกร่างแบบนี้ มันหยามกันเกินไปแล้ว ถ้าฉันยอมมันก็อย่ามาเรียกฉันว่าเหลยอีกเลย!”
ตาเฒ่าเหลยผ่านร้อนผ่านหนาวในสนามรบมาค่อนชีวิต ไม่ใช่คนที่ใครจะมาขู่ให้กลัวได้ง่ายๆ
ศักดิ์ศรีของเขาค้ำคออยู่ ถ้าแม้แต่ลูกน้องคนเดียวเขายังปกป้องไว้ไม่ได้ จะมีหน้าไปเป็นผู้บัญชาการกองพลสั่งการใครได้อีก
สู้ลาออกกลับบ้านไปขุดดินปลูกมันเทศกินยังจะสบายใจกว่า
ต้องยอมรับว่าท่าทีปกป้องลูกน้องอย่างสุดตัวของผู้บัญชาการกองพลเหลย ทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของโจวจงเฟิงรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนส่ายหน้า “ผู้บัญชาการกองพลเหลย ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง”
จากนั้นเขาก็ปรับโทนเสียงให้จริงจังขึ้น “แต่ท่านลืมไปแล้วหรือเปล่าครับว่าทีมผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งมา ไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว”
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง คือฝั่งของผู้อาวุโสสวี อาจารย์ของเฉินจื้อกาง
ต่อให้สวีเว่ยฟางมีคำสั่งย้ายมาอยู่ในมือและอยากจะเข้ามารวบหัวรวบหางรับช่วงต่อ ก็คงไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากแน่
เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด ผู้เชี่ยวชาญสองคนก็คงไม่ยอมก้มหัวให้กันฉันนั้น
อีกประการหนึ่ง ทันทีที่เห็นคำสั่งย้ายนั้น สัญชาตญาณของโจวจงเฟิงก็ทำงานทันที เขาตระหนักได้ว่าป่ายางพาราที่พวกเขายึดคืนมาจากเผ่าหลีในตอนนี้ ไม่ใช่แค่พื้นที่เกษตรกรรมธรรมดา แต่มันเปรียบเสมือนชิ้นเนื้อสเต็กชั้นดีที่ส่งกลิ่นหอมฉุย
กองกำลังประจำเกาะของพวกเขาก็เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่ถือจานเนื้อเดินฝ่าฝูงหมาป่า
ใครต่อใครต่างก็น้ำลายสอจ้องจะตะครุบ
ในเมื่อใครๆ ก็อยากจะเข้ามามีส่วนแบ่ง แทนที่จะกอดไว้แน่นแล้วโดนรุมทึ้งจนเจ็บตัว สู้ปล่อยมือถอยออกมานั่งดูพวกเขากัดกันเอง แล้วรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอนท้ายไม่ดีกว่าหรือ
กลยุทธ์นี้ได้ผล พอได้ยินคำอธิบายของโจวจงเฟิง อารมณ์เดือดดาลของผู้บัญชาการกองพลเหลยก็ค่อยๆ เย็นลง เขาหายใจฮึดฮัดพลางยกมือหยาบกร้านขึ้นลูบหน้าแรงๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เสียงดังเอี๊ยด
“นายหมายความว่า...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค โจวจงเฟิงก็พยักหน้ารับช้าๆ
ดวงตาของชายต่างวัยทั้งสองสบกันอย่างรู้ความหมาย
ผู้บัญชาการเกาที่นั่งเงียบสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ขยับตัวจะเอ่ยปากบ้าง แต่กลับถูกโจวจงเฟิงชิงพูดขึ้นก่อน ชายหนุ่มหันขวับไปมองผู้บังคับบัญชาสูงสุดด้วยสายตาที่อ่านยาก น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่แฝงความกดดัน “เรื่องนี้ ท่านห้ามยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านทำได้ไหมครับ”
คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ในกองทัพนี้ คนที่กล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้ตั้งคำถามกับผู้บัญชาการเกา เห็นจะมีแค่โจวจงเฟิงเพียงคนเดียว
อ้อ ไม่สิ
ตอนนี้คงต้องนับรวมสวีเว่ยฟางเข้าไปอีกคน
ผู้บัญชาการเกาชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าลูกน้องคนโปรดแล้วถามกลับ “จงเฟิง นี่นายไม่ไว้ใจฉันงั้นรึ”
โจวจงเฟิงไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขายังคงรักษาท่าทีสงบแต่ยืนกรานคำเดิม “เรื่องนี้ ท่านจะไม่ยื่นมือเข้ามาสอดแทรก ท่านทำได้ไหมครับ”
ความสนิทสนมและท่าทีเกรงใจกันระหว่างผู้บัญชาการเกากับสวีเว่ยฟางที่เขาเห็นเมื่อครู่ ทำให้ต่อมระแวงของโจวจงเฟิงทำงาน
ในเมื่อมีกลิ่นทะแม่งๆ สู้ตัดไฟแต่ต้นลม พูดดักคอไว้ก่อนจะดีกว่า
ผู้บัญชาการเกามองลึกเข้าไปในดวงตาของโจวจงเฟิง แววตาของผู้นำสูงสุดแผ่รังสีอำนาจกดดันออกมาโดยธรรมชาติ
แต่โจวจงเฟิงหาได้เกรงกลัวไม่ เขายืดหลังตรงสบตาตอบอย่างไม่ลดละ
สายตาสองคู่ปะทะกันกลางอากาศราวกับเกิดประกายไฟ
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง ผู้บัญชาการเกาก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “ฉันไม่เคยเสนอหน้าไปช่วยเหลือสวีเว่ยฟางแม้แต่ครึ่งคำ”
ในฐานะผู้บังคับบัญชา การวางตัวเป็นกลางและปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมคือหลักการที่เขาจารึกไว้ในใจเสมอ
“แล้วหลังจากนี้ล่ะครับ”
โจวจงเฟิงถามจี้ ไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายเลี่ยงบาลี
“เมื่อก่อนไม่เคย ต่อไปก็จะไม่ทำ”
คำตอบของผู้บัญชาการเกาหนักแน่นราวกับตอกตะปูลงบนแผ่นไม้
เมื่อได้รับคำสัตย์ปฏิญาณ โจวจงเฟิงก็ผ่อนคลายท่าทีลง เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการรับรู้ “ในเมื่อท่านรับปากแล้ว งั้นผมก็จะพูดเรื่องที่สอง”
“ผมขออนุมัติลาพักร้อน หนึ่งเดือนครับ”
สิ้นประโยคนั้น ทั้งผู้บัญชาการกองพลเหลยและผู้บัญชาการเกาต่างก็ขมวดคิ้วชนกัน ผู้บัญชาการเกาถึงกับหลุดปากแย้งขึ้นทันที “จงเฟิง นายอย่ามาล้อเล่นนะ”
“แล้วก็อย่าตัดสินใจปุบปับเพราะอารมณ์ชั่ววูบด้วย”
นี่มันช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เป็นโอกาสทองที่จะได้สร้างผลงานเลื่อนขั้น ใครเขาจะมาลาพักร้อนกันตอนนี้
โจวจงเฟิงส่ายหน้าช้าๆ
“ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ และก็ไม่ได้ใช้อารมณ์ตัดสินใจ ผมแค่มานั่งทบทวนดู ตั้งแต่ย้ายมาประจำการที่เกาะนี้ ผมทุ่มเทให้กับงานจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย ผมแค่อยากจะใช้เวลาอยู่กับภรรยาและเด็กๆบ้างก็เท่านั้น”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองต้องอึ้ง “และระหว่างช่วงลาพักร้อนนี้ ผมขอใช้สิทธิ์ไม่รับคำสั่งย้ายหรือโยกย้ายงานใดๆ ทั้งสิ้นครับ”
นี่มันไม่ใช่การลาพักร้อนธรรมดาๆ แล้ว
แต่นี่คือแผนการ 'ถอนฟืนใต้กระทะ' ชัดๆ
โจวจงเฟิงคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าสวีเว่ยฟางไม่มีทางรับมือกับปัญหานี้ได้แน่ จึงได้วางหมากตานี้ลงไป
ภายนอกดูเหมือนคนขี้แพ้ที่ยอมถอยทัพ แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการรุกฆาตที่เลือดเย็นที่สุด
“โจวจงเฟิง!”
[จบบท]