บทที่ 331: คำท้าทายของลูกผู้ชาย
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตั้งตัว โจวจงเฟิงก็เปรยขึ้นมาลอยๆ เหมือนพูดกับลมฟ้าอากาศ แต่จงใจกระแทกหูคนฟังเข้าอย่างจัง
“ผมแต่งงานแล้ว ที่สำคัญ... เมียผมรอกินข้าวอยู่ที่บ้าน”
ประโยคสั้นๆ แต่ดาเมจรุนแรงระดับล้างผลาญ ในสมรภูมิชีวิตลูกผู้ชาย คุณเอาอะไรมาสู้ผมได้?
นี่มันหยามกันชัดๆ!
สวีเว่ยฟางถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ความอัดอั้นแล่นพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เจ็บใจจนแทบกระอักเลือด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ระเบิดอารมณ์โพล่งออกมาด้วยความเคียดแค้น
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! กลับเมืองหลวงเมื่อไหร่ ฉันจะไปดูตัวทันที ดูตัวปุ๊บแต่งงานปั๊บ คอยดูนะ ฉันจะปั๊มลูกชายสองคนในสามปี เอาให้ได้แปดคนในสิบปีไปเลย!”
เขายังไม่หยุดแค่นั้น นิ้วชี้หน้าเพื่อนรักอย่างคาดโทษ “จงเฟิง นายล้างครอรอได้เลย เตรียมเห็นกองทัพลูกชายหนึ่งโหลของฉันได้เลย ฉันต้องชนะนายให้ได้!”
โจวจงเฟิงเลิกคิ้วมองเพื่อนด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่เข้าใจตรรกะประหลาดๆ ของคนคนนี้จริงๆ
จะแข่งมีลูก อย่างน้อยก็ต้องหาเมียให้ได้ก่อนไม่ใช่หรือไง?
แฟนสักคนยังไม่มี แต่กล้ามาคุยโวว่าจะปั๊มลูกเป็นโหลมาข่มคนที่มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนเนี่ยนะ ตลกสิ้นดี
โจวจงเฟิงปรายตามองเพื่อนแวบหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
“งั้นก็เชิญ ยินดีต้อนรับสู่สังเวียน”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เขาก็หมุนตัวเดินหนีไปดื้อๆ ทิ้งให้สวีเว่ยฟางยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่ลำพัง มองแผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไปพลางพึมพำกับตัวเองอย่างงุนงง
“ตกลงไอ้หมอนั่นมันรับคำท้า หรือมันแค่กวนประสาทเล่นวะเนี่ย?”
***
ทันทีที่โจวจงเฟิงก้าวเท้าเข้ามาในเขตบ้าน ภาพแรกที่ปะทะสายตาคือเจียงซูหลันที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของในลานบ้าน ซึ่งเป็นของใช้ที่ทยอยซื้อมาตุนไว้เมื่อหลายวันก่อน
ตอนนี้เธอกำลังจับเด็กแสบทั้งสองลองเสื้อผ้าชุดใหม่ เหลยอวิ๋นเป่ากับเสี่ยวเถี่ยตั้นดูจะตื่นเต้นกับชุดหล่อจนเก็บอาการไม่อยู่
พอได้ใส่ชุดใหม่ ทั้งคู่ก็ไม่ยอมถอด วิ่งไล่จับกันไปทั่วลานบ้าน ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างร่าเริง
“ซูหลัน”
โจวจงเฟิงเอ่ยเรียกภรรยาทันที น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือไปด้วยความอ่อนโยนที่มอบให้เธอเพียงคนเดียว
เจียงซูหลันเงยหน้าขึ้นขานรับ “กลับมาแล้วเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง ทางนั้นเรียบร้อยดีไหม”
เธอละมือจากกองของตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปหาเขา
โจวจงเฟิงพยักหน้าพลางปลดกระดุมคอเสื้อเพื่อคลายความอึดอัด “เรียบร้อยดี แต่ไม่ได้มีแค่นั้นนะ”
จู่ๆ เขาก็รวบเอวบางของเจียงซูหลันแล้วอุ้มเธอลอยหวือขึ้นจากพื้น
“ซูหลัน ผมได้เลื่อนยศเป็นผู้บังคับการกรมแล้ว”
แม้ประโยคบอกเล่าจะฟังดูเรียบง่าย แต่วงแขนแกร่งที่ชูลร่างเธอจนตัวลอยนั้น บ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอกของเขาได้ชัดเจนที่สุด
เจียงซูหลันหวีดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจที่เท้าลอยจากพื้นกะทันหัน เธอตั้งท่าจะเอ็ดเขา แต่พอสมองประมวลผลคำพูดเมื่อครู่จบ ความตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี
เธอยิ้มกว้างจนตาหยี ใช้กำปั้นทุบไหล่หนาของเขาเบาๆ “รู้แล้วค่ะๆ คุณรีบปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ คนมองกันหมดแล้ว”
โจวจงเฟิงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาไม่ยอมปล่อย แต่กลับกอดกระชับร่างนุ่มนิ่มไว้แน่นแล้วหมุนตัวไปรอบลานบ้านหนึ่งรอบ
เสียงหัวเราะของสองสามีภรรยาเรียกความสนใจจากลิงทะโมนทั้งสองที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ ทั้งเหลยอวิ๋นเป่าและเสี่ยวเถี่ยตั้นรีบเบรกตัวโก่งแล้ววิ่งกรูเข้ามามุงดูทันที
เหลยอวิ๋นเป่ารีบยกมือป้อมๆ ขึ้นปิดตา แต่ก็มิวายแอบถ่างนิ้วมองลอดออกมาตาแป๋ว
“อูยยย... น่าไม่อาย น่าไม่อายจริงๆ”
เสี่ยวเถี่ยตั้นรีบกระตุกแขนเสื้อเพื่อนรุ่นพี่เบาๆ “พี่นี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว ถ้าอาเล็กกับอาเขยไม่กอดกันแบบนี้ แล้วพวกเราจะมีน้องสาวตัวเล็กๆ ออกมาวิ่งเล่นด้วยได้ยังไงเล่า”
พูดจบ เจ้าหนูจำไมยังหันมาทำหน้าขึงขัง สั่งสอนผู้ใหญ่สองคนด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับผู้ทรงภูมิ
“อาเขย อาเล็กครับ วันหลังถ้าจะกอดกันก็เข้าไปกอดในบ้านนะครับ มาทำโจ่งแจ้งแบบนี้เด็กๆ อายแย่เลย”
แก้มยุ้ยๆ ของคนพูดแดงปลั่ง เหมือนใครเอาสีแดงมาป้ายไว้อย่างนั้น
คราวนี้เจียงซูหลันชักอยากจะหันไปทุบสามีตัวดีจริงๆ เสียแล้ว อยู่ต่อหน้าหลานไม่เคยสอนเรื่องดีๆ แต่เรื่องเจ้าเล่ห์แสนกลล่ะสอนได้สอนดีจนเด็กจำไปพูดตามหมดแล้ว
“ยังไม่รีบวางฉันลงอีกเหรอคะ!” เจียงซูหลันส่งสายตาดุๆ ไปให้สามี
โจวจงเฟิงยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ ก่อนจะค่อยๆ วางภรรยาลงบนพื้นอย่างทะนุถนอมราวกับวางของล้ำค่า
“ซูหลัน คุณอย่าไปฟังเด็กๆ เลย พวกแกก็พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสา”
เจียงซูหลันเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นยิ้ม “ถ้าคราวหน้ายังทำรุ่มร่ามประเจิดประเจ้อแบบนี้อีก ก็เชิญหอบหมอนไปนอนตบยุงที่ห้องโถงกลางคนเดียวเลยนะคะ”
สำหรับคู่ข้าวใหม่ปลามัน โดยเฉพาะฝ่ายชายที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ การถูกไล่ไปนอนห้องโถงกลางไม่ต่างอะไรกับโทษประหารชีวิต
โจวจงเฟิงรีบปรับท่าทีเป็นเด็กดีเชื่อฟังทันที “ซูหลัน ผมสัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่ทำแล้วครับ... จะระวังกว่านี้”
“รับปากแล้วนะคะ”
เห็นแก่ที่โจวจงเฟิงเพิ่งได้รับข่าวดีเรื่องเลื่อนตำแหน่ง เจียงซูหลันจึงไม่ถือสาหาความต่อ เธอเปลี่ยนมายื่นมือไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น
“ยินดีด้วยนะคะสหายโจวจงเฟิง ต่อไปนี้ฉันต้องเปลี่ยนคำเรียกคุณเป็น ‘ผู้บังคับการกรมโจว’ แล้วสินะ”
คำพูดหยอกเย้านั้นทำให้โจวจงเฟิงหลุดหัวเราะออกมา
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปคุณก็คือ ‘ภรรยาผู้บังคับการกรม’ ”
ภรรยาของผู้บังคับการกรมโจว...
ในที่สุด เขาก็สามารถสลัดคำว่า ‘รอง’ หน้าตำแหน่งทิ้งไปได้เสียที และนั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไป ซูหลันจะมีสถานะทางสังคมทัดเทียมกับพี่สะใภ้เหมียวและสวีเหม่ยเจียวอย่างสมบูรณ์
สังคมในค่ายทหารก็เป็นเช่นนี้ ยศถาบรรดาศักดิ์ของสามี เป็นตัวกำหนดสถานะและหน้าตาของภรรยาในวงสังคมแม่บ้าน
หากตำแหน่งสามีต่ำต้อย ภรรยาก็มักจะไม่มีปากมีเสียง เวลาจับกลุ่มคุยกันก็ต้องคอยเกรงใจคนอื่น
โจวจงเฟิงไม่ต้องการให้ภรรยาของเขาต้องตกอยู่ในสภาพนั้น
เขาไม่ได้ต้องการให้ใครมาแหงนหน้ามองซูหลัน แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนกล้าดูแคลนเธอ เขาอยากให้เธอเพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีบารมีมากพอที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ
เจียงซูหลันสบตาคมคู่นั้น เธอล่วงรู้ความคิดของเขาได้ทันที จึงบีบมือเขาเบาๆ แล้วตอบรับเสียงแผ่ว
“ฉันเข้าใจค่ะ”
เธอรับรู้ถึงความพยายามและความรักที่เขาทำเพื่อเธอมาโดยตลอด
ข่าวการเลื่อนยศของโจวจงเฟิงแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง เพียงไม่นาน คนทั้งเกาะต่างก็รับรู้ข่าวดีนี้กันทั่วหน้า
และสิ่งที่รวดเร็วยิ่งกว่าข่าวลือ คือกำหนดการพิธีประดับยศอย่างเป็นทางการที่ถูกจัดขึ้นรวบยอดในวันเดียวกับงานสังสรรค์เชื่อมสัมพันธ์
ทางหน่วยเหนือตั้งใจจัดสองงานพร้อมกันเพื่อความกระชับ และเพื่อให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวได้เข้าร่วมอย่างทั่วถึงที่สุด
เมื่อรวมงานสังสรรค์เข้ากับพิธีอันทรงเกียรติ บรรยากาศในค่ายทหารจึงคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น ภาพความตื่นตัวของเหล่าทหารหาญเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก
ผู้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมารวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่ของกองกำลังประจำเกาะ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคนดำพรึ่ดไปหมด
แถวหน้าถูกจับจองโดยเหล่าทหารในเครื่องแบบนั่งตัวตรงแหน็ว ส่วนแถวหลังเป็นพื้นที่ของเหล่าสมาชิกครอบครัวที่ส่งเสียงพูดคุยจอแจสร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
งานนี้ ยกเว้นเพียงหน่วยที่ต้องออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน นอกนั้นแทบทุกคนบนเกาะต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
การประกาศเลื่อนยศในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โจวจงเฟิง แต่ยังมีนายทหารอีกหลายท่านที่ได้รับเกียรติ ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โจวจงเฟิงคือดาวเด่นที่เจิดจรัสที่สุดในค่ำคืนนี้
งานเริ่มเวลาหนึ่งทุ่มตรง แต่เจียงซูหลันและกลุ่มแม่บ้านทหารต่างพากันมาจับจองที่นั่งตั้งแต่หกโมงครึ่ง โรงอาหารของหน่วยถึงกับต้องปิดให้บริการเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่โรงครัวได้มาร่วมเป็นสักขีพยาน
หอประชุมแห่งนี้กว้างขวางโอ่อ่า ด้านหน้ามีเวทียกพื้นสูงราวเมตรครึ่ง เหนือเวทีมีการประดับตกแต่งด้วยผ้าแดงผืนใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากเพดาน ดูขลังและยิ่งใหญ่
ส่วนพื้นที่ด้านล่างเป็นลานโล่งสำหรับผู้ชม ที่ระเบียงไม้ด้านนอกประตูทางเข้า มีลำโพงฮอร์นสีเทาของยี่ห้อดาวแดงแขวนห้อยอยู่
มันส่งเสียงครืดคราดหวีดหวิวเป็นระยะคล้ายกำลังจูนสัญญาณ บางจังหวะก็มีเสียงประกาศของผู้หญิงลอดออกมา แต่ก็ขาดๆ หายๆ ฟังไม่ได้ศัพท์
เจียงซูหลันเพิ่งเคยสัมผัสกับบรรยากาศมวลชนมหาศาลแบบนี้เป็นครั้งแรก เธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปลาซาร์ดีนในกระป๋องที่ถูกอัดแน่นจนแทบจะหาทิศเหนือทิศใต้ไม่เจอ
[จบบท]