บทที่ 344: ความลับสุดอัปยศ
“พวกคุณลองนับนิ้วคำนวณดูสิครับ ครั้งสุดท้ายที่สหายโจว... ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าผู้บังคับการกรมโจวมาเยี่ยมที่นี่ มันผ่านไปกี่เดือนกี่วันเชียว? จากรองผู้บังคับการ ขยับพรวดเดียวขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมเต็มขั้น ความก้าวหน้าติดจรวดขนาดนี้ เจียงซูหลันลูกสาวบ้านคุณที่แต่งออกไป อย่าว่าแต่ได้เชิดหน้าชูตาเป็นคุณนายเลยครับ เอาแค่เรื่องปากท้องความเป็นอยู่ รับรองว่าชาตินี้ทั้งชาติ สบายไปจนวันตายแน่นอน”
คำพูดหวานหูแบบนี้ มีหรือแม่ยายคนไหนได้ฟังแล้วจะไม่ยิ้มจนตาหยี
แม่เจียงดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มแก้มแทบปริ ยิ่งได้ยินคนยกย่องลูกเขยคนโปรด อารมณ์ก็ยิ่งพุ่งปรี๊ดด้วยความปลาบปลื้ม มือไม้ที่กำลังเช็ดกับผ้ากันเปื้อนก็รีบคว้ากุ้งแห้งเกรดดีขึ้นมาหนึ่งกำมือใหญ่ แล้วยัดใส่มือหัวหน้าอวี๋อย่างไม่เสียดายของ
“เอาไปเถอะค่ะหัวหน้าอวี๋ เอาไปกินเล่น ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากบ้านเรา”
หัวหน้าอวี๋รีบปฏิเสธพัลวัน ดันมือกุ้งแห้งกลับไป
“ไม่เอาครับๆ เกรงใจกันเปล่าๆ เอาเป็นว่าเห็นแก่ความใส่ใจที่ผู้บังคับการกรมโจวมีให้ลูกสาวพวกคุณ พวกคุณพ่อคุณแม่ก็วางใจ นอนตีพุงสบายใจได้เลย ทางนี้ก็รีบเขียนจดหมายตอบกลับไปหาผู้บังคับการกรมโจวเถอะครับ เขาจะได้รีบวางแผนมารับพวกคุณไปอยู่ด้วยกันเร็วๆ คนท้องคนไส้ จะได้มีคนดูแล”
คล้อยหลังหัวหน้าอวี๋ที่เดินออกจากบ้านตระกูลเจียง
เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองประตูรั้วบ้านนั้นอีกครั้ง พลางส่ายหน้าเบาๆ แล้วถอนหายใจยาวเหยียด
“เฮ้อ... วาสนาคนเรานี่มันแข่งกันไม่ได้จริงๆ สินะ”
นึกย้อนกลับไปตอนแรกสุด เขาเป็นคนวิ่งเต้นทาบทามการแต่งงานครั้งนี้ให้เจียงหมิ่นอวิ๋นแท้ๆ กะว่าจะให้หลานสาวคนเก่งได้ดิบได้ดี
แล้วใครจะไปตรัสรู้ได้ล่ะ?
บุญมีแต่กรรมบังหรืออย่างไรไม่ทราบ ตอนนี้เจียงหมิ่นอวิ๋นดันไปคว้าพ่อม่ายลูกติดมาทำผัว ชีวิตแต่ละวันวุ่นวายเหมือนอยู่ในสนามรบ ไก่บินหมาเห่าไม่เว้นแต่ละวัน
ตัดภาพมาที่เจียงซูหลัน นังหนูซูซูผู้เรียบร้อย กลับได้แต่งงานกับโจวจงเฟิง ผู้ชายที่รักเมียจนแทบจะบูชา พอรู้ว่าเมียท้อง ก็ลงทุนจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมารับแม่ยายไปดูแลเมียถึงที่
ลูกเขยประเสริฐขนาดนี้ ต่อให้พลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งคอมมูนก็คงไม่เจอคนที่สองแล้ว
...
ณ โรงงานเหล็กกล้าสาขาที่หนึ่ง บริเวณใต้ต้นหยูเฉียนหน้าหอพักครอบครัว
สายลมเดือนสี่พัดผ่านยอดไม้ ใบของต้นหยูเฉียนเริ่มผลัดใบใหม่เป็นสีเขียวขจี ดูสดชื่นสบายตา พวงผลกลมๆ ของมันห้อยระย้าดูน่ารักน่าชัง ชวนให้คนมองรู้สึกผ่อนคลาย
ทว่า... เจียงหมิ่นอวิ๋นกลับไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ใดๆ ทั้งสิ้น
เธอยืนตัวแข็งทื่อ มือที่กำกระดาษรายงานผลการตรวจร่างกายสองใบนั้นสั่นระริก จนกระดาษยับยู่ยี่คามือ โลกทั้งใบของเธอหมุนติ้วเหมือนคนกำลังจะเมาคลื่น
แต่งงานกันมาตั้งหลายเดือน หน้าท้องของเธอก็ยังแบนราบไร้ซึ่งสัญญาณชีพใดๆ
เสียงบ่นด่าจากแม่แท้ๆ ของตัวเอง เสียงกระแนะกระแหนจากแม่ผัว ทุกคำพูดเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจดำ เธอต้องทนกล้ำกลืนฝืนทนดื่มยาต้มสมุนไพรสีดำปี๋ กลิ่นเหม็นเขียวจนอยากจะอาเจียนทุกเช้าเย็น เพียงเพราะหวังจะได้ลูกชายมาเชิดหน้าชูตา
แต่ผลลัพธ์คือความว่างเปล่า
ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด เจียงหมิ่นอวิ๋นตัดสินใจแบกหน้าไปตรวจที่โรงพยาบาล และความจริงที่ได้รู้ในวันนี้ มันโหดร้ายยิ่งกว่ายาขมหม้อไหนๆ ที่เธอเคยกิน
ร่างกายของเธอปกติ แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมจะเป็นแม่คน
แต่ "ตัวปัญหา" คือ โจวเยว่หัว!
ตอนที่เธอไปรับผลตรวจ พอพยาบาลรู้ว่าเธอคือภรรยาของโจวเยว่หัว ก็หยิบเอกสารอีกใบยื่นมาให้ด้วยความหวังดี... มันคือใบรับรองการทำหมันชายของโจวเยว่หัวที่มีลายเซ็นชัดเจน
วินาทีที่ตัวอักษรคำว่า "ทำหมัน" กระแทกตา เจียงหมิ่นอวิ๋นรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้า จนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าลากสังขารกลับมาจากโรงพยาบาลได้ยังไง จำไม่ได้ว่าขึ้นรถเมล์สายไหน หรือเดินผ่านใครมาบ้าง
ในหัวมีแต่เสียงก้องสะท้อนว่า 'ไอ้คนหลอกลวง!'
ความโกรธแค้นมันสุมอกจนร้อนรุ่มไปหมด เธออยากจะฉีกอกโจวเยว่หัวออกมาดูว่าใจมันทำด้วยอะไร!
เธอเป็นสาวบริสุทธิ์ ยอมลดตัวมาแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติดอย่างเขา แต่เขากลับทำหมันไปแล้วโดยไม่บอกกล่าวสักคำ
นี่มันหมายความว่ายังไง? หมายความว่าเขาหลอกใช้เธอเป็นพี่เลี้ยงเด็กฟรีๆ งั้นเหรอ?
เจียงหมิ่นอวิ๋นไม่ยอมกลับขึ้นไปบนห้อง เธอยืนปักหลักรออยู่ใต้หอพักเหมือนวิญญาณอาฆาต
หนึ่งชั่วโมง... สองชั่วโมง... สามชั่วโมงผ่านไป
ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความด้านชาที่น่ากลัว
และในที่สุด ร่างที่เธอรอคอยก็ปรากฏตัวขึ้น
โจวเยว่หัวเดินลากขาเข้ามาในเขตหอพัก นับตั้งแต่โดนปลดจากรองผู้อำนวยการโรงงานลงมาเป็นแค่หัวหน้าแผนก ชีวิตเขาก็ไม่ต่างจากหมาจนตรอก ต้องคอยวิ่งเต้นหาเส้นสาย เลียแข้งเลียขาคนนั้นคนนี้ หวังจะดึงโครงการใหญ่ๆ เข้ามาเพื่อกู้หน้าคืนตำแหน่งเดิม
แต่ยิ่งพยายาม ก็ยิ่งเหมือนลิงแก้แห
หน้าฉากที่ต้องปั้นยิ้มจนปวดแก้ม แลกมาได้แค่สายตาดูถูกเหยียดหยามจากอดีตลูกน้อง
โจวเยว่หัวเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาด เขาอุตส่าห์ได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ ตั้งเป้าไว้ดิบดีว่าจะสร้างตำนานความยิ่งใหญ่ แต่ไม่นึกเลยว่าแค่ก้าวแรกก็สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มบ่อโคลนแบบนี้
การถูกลดตำแหน่งครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่มันคือการตัดอนาคตที่เขาวาดฝันไว้จนเหี้ยนเตียน
ขายาวๆ ก้าวเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง พอคิดถึงสภาพบ้านที่รกเละเทะ เสียงลูกร้อง เสียงเมียบ่น เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่อยากจะก้าวเท้าเข้าไปในนรกขุมนั้นเลยจริงๆ
เขาหยุดยืนใต้ต้นไม้ ล้วงบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก ตั้งใจจะสูบสักมวนเพื่อให้สมองโล่ง
แต่ยังไม่ทันได้จุดไฟ จู่ๆ เงาดำทะมึนก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างจัง
"โจวเยว่หัว! ไอ้สารเลว! นี่มันคืออะไร!"
เพี๊ยะ!
กระดาษสีขาวปึกหนึ่งถูกปาอัดใส่หน้าเขาเต็มแรงจนปลิวว่อนร่วงกราวลงพื้น
โจวเยว่หัวสะดุ้งโหยง พอเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นเจียงหมิ่นอวิ๋นยืนตาขวางอยู่ ความรังเกียจก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมองทันที
"เจียงหมิ่นอวิ๋น! คุณเป็นบ้าอะไรอีก? จะอาละวาดไปถึงเมื่อไหร่!"
นี่เป็นประโยคหากินที่เขาใช้ตอกหน้าเธอตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
"ฉันอาละวาดงั้นเหรอ? โจวเยว่หัว แกเบิกตาถั่วๆ ของแกดูเดี๋ยวนี้ ว่าไอ้กระดาษที่แปะอยู่บนหัวแกมันคืออะไร!"
เจียงหมิ่นอวิ๋นตวาดลั่นจนเส้นเสียงแทบขาด สติสัมปชัญญะขาดผึงไปเรียบร้อยแล้ว
นี่มัน...
โจวเยว่หัวก้มลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา พอสายตาโฟกัสเห็นหัวข้อ "ใบรับรองการทำหมัน"
หน้าของเขาซีดเผือดเป็นไก่ต้มทันที มือไม้สั่นรีบขยำกระดาษจะซ่อนไว้ข้างหลัง แต่เจียงหมิ่นอวิ๋นที่จ้องอยู่แล้วกระโจนเข้ามาตะปบแย่งคืนเหมือนแม่เสือโกรธ
"หมิ่นอวิ๋น... ใจเย็นๆ ฟังผมก่อน เรื่องนี้ผมอธิบายได้..."
"อธิบายกับผีน่ะสิ!"
เจียงหมิ่นอวิ๋นไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งนั้น
เธอหันหน้าไปทางตึกแถว แล้วแหกปากตะโกนสุดเสียง
"พ่อแม่พี่น้อง! ออกมาดูเร็วเข้า! มาดูหน้าไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนี้! ไอ้แก่ตัณหากลับที่มันหลอกแต่งงานลูกสาวชาวบ้าน!"
"มันทำหมันแล้ว! มันเป็นหมัน! แต่มันปิดปากเงียบไม่ยอมบอกฉัน ปล่อยให้สาวบริสุทธิ์อย่างฉันแต่งงานกับมัน ทั้งที่มันก็รู้แก่ใจว่าแม่มันบังคับให้ฉันกินยาต้มขมๆ เหมือนน้ำล้างเท้าทุกวันเพื่อขอลูก!"
"แต่มันกลับไม่พูดอะไรสักคำ! มันเห็นฉันเป็นตัวตลก!"
สิ้นเสียงประจาน หอพักครอบครัวที่เคยเงียบสงบก็พลันคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น บรรดาป้าๆ น้าๆ เปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกมา หรือบางคนก็เดินถือชามข้าวออกมามุงดูด้วยความสนใจ
สายตานับสิบคู่จับจ้องไปที่โจวเยว่หัวด้วยความรังเกียจและสมเพช เสียงซุบซิบดังหึ่งเหมือนผึ้งแตกรัง
"ตายจริง... หัวหน้าโจวทำแบบนี้ได้ยังไง ถ้าตัวเองมีลูกไม่ได้ แล้วไปหลอกแต่งงานกับลูกสาวบ้านอื่นเขาทำไม?"
"นั่นสิ ใจดำอำมหิตชะมัด นี่มันทำลายชีวิตลูกผู้หญิงคนนึงทั้งเป็นเลยนะ"
"หน้าตัวเมียที่สุด..."
ความลับที่น่าอับอายที่สุดถูกกระชากออกมาตีแผ่กลางแจ้ง
โจวเยว่หัวรู้สึกเหมือนถูกจับแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล ความอับอายแล่นพล่านไปทั่วร่าง เขาพยายามจะลากแขนเจียงหมิ่นอวิ๋นเข้าตึก
"กลับไปคุยกันที่ห้อง! ผมบอกว่าอธิบายได้ไง!"
เขากัดฟันกระซิบเสียงลอดไรฟัน แววตาแข็งกร้าว
แต่เจียงหมิ่นอวิ๋นในตอนนี้ ความเกลียดชังมันบังตาจนมิด เธอสะบัดแขนออกอย่างรังเกียจ แล้วตวัดฝ่ามือตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เพี๊ยะ!
หน้าของโจวเยว่หัวหันไปตามแรงตบ รอยนิ้วมือห้านิ้วปรากฏชัดบนแก้ม
"โจวเยว่หัว! ฉันแต่งงานกับแกทำไม? ฉันถามว่าฉันแต่งงานกับแกเพื่ออะไร!"
เจียงหมิ่นอวิ๋นกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลพราก
ถ้าตอนนั้น... ถ้าตอนนั้นเธอไม่เรื่องมาก ถ้าเธอได้แต่งงานกับโจวจงเฟิง ชีวิตเธอจะดีแค่ไหนกัน!
ป่านนี้คนที่เชิดหน้าชูตาเป็นคุณนายผู้บังคับการกรมก็คงเป็นเธอ คนที่สามีประคบประหงมราวกับไข่ในหินก็ต้องเป็นเธอ และคนที่มีชีวิตดุจเจ้าหญิงก็ต้องเป็นเธอไม่ใช่หรือไง!
ไม่ใช่ต้องมาตกอยู่ในสภาพคนไม่ใช่คนผีไม่ใช่ผี เป็นเมียแต่งที่ผัวทำหมันหลอกให้เลี้ยงลูกคนอื่น
เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบสามปี... ยี่สิบสามปีเท่านั้น! แต่กลับหมดโอกาสที่จะได้เป็นแม่คน ต้องมานอนแห้งเหี่ยวเหมือนแม่ชีเฝ้าศาลเจ้าไปตลอดชีวิต
ฮ่าๆๆๆ
ตลกสิ้นดี! เธออุตส่าห์มี 'ความรู้ล่วงหน้า' รู้เหตุการณ์อนาคตทุกอย่าง แต่ทำไม... ทำไมเจียงหมิ่นอวิ๋นถึงพาชีวิตตัวเองดิ่งลงเหวได้ขนาดนี้?
ตบฉาดนั้นของเจียงหมิ่นอวิ๋น ไม่ได้แค่ทำร้ายร่างกาย แต่มันตบเอาศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของโจวเยว่หัวร่วงกราวลงไปกองกับพื้น แล้วขยี้ซ้ำจนจมธรณี
ใบหน้าของโจวเยว่หัวดำคล้ำจนน่ากลัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ เหมือนจะระเบิด ความโกรธพุ่งทะลุจุดเดือดจนเขาเผลอแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าขนลุก
"เจียงหมิ่นอวิ๋น... ดี... เธอเก่งมาก"
[จบบท]