บทที่ 350: อ้อมกอดของแม่
“ซูหลัน!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังแหวกอากาศมาพร้อมกับร่างท้วมของหญิงชราที่ถลาเข้ามาหา แม่เจียงไม่รอช้าคว้าตัวลูกสาวคนเล็กเข้ามากอดไว้แน่นจนแทบจะจมหายไปในอกอุ่น เจียงซูหลันเองก็โผเข้าซุกซบไออุ่นนั้นโดยไม่ลังเล วินาทีที่จมูกได้สัมผัสกลิ่นกายอันคุ้นเคย กลิ่นของแม่ที่หอมกรุ่นไปด้วยความรักและความทรงจำ ขอบตาของเจียงซูหลันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที น้ำใสๆ เอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
“แม่... แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่จะตายอยู่แล้ว”
เสียงหวานสั่นเครือพร่ำเรียกคำว่าแม่อยู่ซ้ำๆ ราวกับเด็กน้อยที่พลัดหลงแล้วเพิ่งหาทางกลับบ้านเจอ เธอไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้นในเวลานี้ ขอเพียงแค่ได้ซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดนี้ให้เต็มที่
เสียงเรียกที่เจือสะอื้นของลูกสาวพานทำเอาแม่เจียงน้ำตาซึมตามไปด้วย มือหยาบกร้านลูบหลังลูกสาวเบาๆ “ผอมลงนะเนี่ย ดูสิ ตัวเล็กลงไปตั้งเยอะ”
นางหาคำพูดสวยหรูมาบรรยายความคิดถึงไม่ถูก รู้แต่ว่าทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ สายตาของนางก็ล็อกเป้าอยู่ที่ซูหลันเพียงคนเดียว ไม่อยากจะกะพริบตาด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าภาพตรงหน้าจะหายไป
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังปรับทุกข์ระบายความคิดถึงกันอยู่นั้น ทางด้านสะพานไม้แผ่นเดียวที่เชื่อมระหว่างเรือกับท่าเรือก็มีการเคลื่อนไหว
หลังจากแม่เจียงเดินตัวปลิวลงไปแล้ว โจวจงเฟิงก็ก้าวขึ้นไปบนไม้กระดานแผ่นแคบอย่างมั่นคง เขาตรงเข้าไปแย่งคานหาบมาจากบ่าของพ่อเจียงทันที
ถึงแม้โจวจงเฟิงจะเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ที่พละกำลังมหาศาล แต่จังหวะที่รับไม้คานและน้ำหนักของตะกร้าทั้งสองใบมากดทับลงบนบ่า เขาก็ถึงกับชะงักกึกไปชั่ววูบ
หนัก... หนักมาก!
น้ำหนักมหาศาลขนาดนี้เล่นเอาชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อย่างเขาแทบจะเซไปเหมือนกันตอนที่ลองยกครั้งแรก
แล้วนี่ไม่ใช่แค่หาบเดียว แต่มีถึงสองหาบ! โจวจงเฟิงหันขวับไปมองหน้าโหวจื่อทันที เห็นสหายรุ่นน้องส่งยิ้มแหยๆ ที่ดูขมขื่นมาให้
ตลอดทางที่ผ่านมา โหวจื่อคงจะนึกสงสัยในใจว่ากลับไปถึงค่ายคราวนี้ ไหล่ของเขาคงต้องเข้ารับการรักษาเป็นการด่วนแน่ๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพ่อเจียงกับแม่เจียง สองสามีภรรยาวัยชราจะสามารถแบกสัมภาระที่หนักอึ้งคนละกว่าสองร้อยจินเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้ได้
พ่อเจียงเห็นลูกเขยทำหน้าตึงๆ ตอนรับของก็รีบออกตัวด้วยความเกรงใจ “พ่อแบกเองได้น่า ในนั้นมีแต่ข้าวสาร ข้าวฟ่าง แล้วก็ซอสเต้าเจี้ยวทั้งนั้น มันเลยหนักหน่อย”
โจวจงเฟิงส่ายหน้าดิก ปรับสมดุลร่างกายให้เข้าที่ “ไม่เป็นไรครับพ่อ พ่อเดินตัวเปล่าไปรอข้างหน้าเถอะ สะพานมันแคบ เดี๋ยวผมเดินระวังหลังให้เอง”
คนที่เพิ่งผ่านการเมาเรือมาอย่างหนัก จะให้มาเดินทรงตัวบนไม้กระดานแผ่นเดียวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
โจวจงเฟิงเข้าใจสถานการณ์ดี ถ้าไม่ใช่เพราะติดว่าต้องแบกสัมภาระพะรุงพะรัง เขาคงจะจับพ่อตาขึ้นขี่หลังพาเดินข้ามฝั่งไปแล้ว
พอนึกขึ้นได้ เขาก็เสนอทางเลือก “เอาอย่างนี้ไหมครับพ่อ พ่อยืนรอตรงนี้สักเดี๋ยว ผมขนของชุดนี้ไปวางก่อน แล้วจะกลับมาแบกพ่อข้ามไป”
ข้อเสนอนี้ทำเอาพ่อเจียงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่ต้องๆ พ่อไม่ได้แก่หง่อมขนาดนั้น พ่อเดินเองไหว สบายมาก”
ใจจริงเขาก็อยากจะรีบวิ่งไปกอดลูกสาวใจจะขาด แต่ติดตรงภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลทรัพย์สินเหล่านี้
จะให้ทิ้งข้าวของแล้ววิ่งไปร้องห่มร้องไห้กอดลูกสาวเหมือนยายแก่ก็คงดูไม่งามตามวิสัยลูกผู้ชาย
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับรู้ “งั้นพ่อไม่ต้องกลัวนะครับ น้ำตรงนี้ตื้นนิดเดียว มองในแง่ร้ายสุดๆ ถ้าพ่อก้าวพลาดตกลงไปจริงๆ ผมคว้าตัวพ่อทันแน่นอน หรือต่อให้ตกลงไปทั้งตัว ผมก็กระโดดลงไปงมพ่อขึ้นมาได้สบายหายห่วง”
คำพูดคำจาช่างรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดเสียจริง
พ่อเจียงที่เดิมทีมีความกังวลอยู่ลึกๆ ตามประสาคนต่างถิ่นที่ต้องมาพึ่งใบบุญลูกเขย ซึ่งตามธรรมเนียมโบราณถือว่าเป็นคนนอก ก็เริ่มคลายความกังวลลง
ลูกเขยคนนี้ ไว้ใจได้จริงๆ
พ่อเจียงส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างอารมณ์ดี แล้วค่อยๆ ประคองตัวเดินลงจากสะพานไม้ ระหว่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองโจวจงเฟิงที่แบกหาบเดินตามมา
ไม้คานอันเดิมที่เคยอยู่บนบ่าเขา มันหนักจนกดทับไหล่จนปวดร้าว เดินทีก็เซที แต่พอไปอยู่บนบ่ากว้างของโจวจงเฟิง มันกลับดูเบาหวิวราวกับเขากำลังหาบนุ่น
ฝีเท้าของชายหนุ่มมั่นคงดั่งหินผา ไม่มีการโอนเอนแม้แต่น้อย
พ่อเจียงเห็นภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ “เป็นหนุ่มเป็นแน่นนี่มันดีจริงๆ แฮะ”
เขาข่มความตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าลูกสาว แล้วหันไปกำชับกับโจวจงเฟิงอีกเรื่อง “จริงสิ ตลอดทางที่มานี่ สหายโหวจื่อช่วยงานพ่อกับแม่ไว้เยอะมาก เราต้องตอบแทนน้ำใจเขาให้ดีๆ นะ”
สัมภาระหนักกว่าสี่ร้อยจิน พอโหวจื่อโผล่มาถึง ก็จัดการแย่งหาบส่วนของแม่เจียงไปแบกแทนทันทีจนถึงปลายทาง
โหวจื่อได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธด้วยความนอบน้อม “คุณน้าครับ อย่าคิดมากเลยครับ นี่มันหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “อย่าว่าแต่หัวหน้าโจวที่เป็นผู้บังคับบัญชาเลยครับ ลำพังแค่พี่สะใภ้คนเดียวก็ดีกับพวกผมมากเหลือเกิน”
เหล่าทหารเกณฑ์รู้ดีว่าทุกครั้งที่ไปเยือนบ้านเจียงซูหลัน ไม่เคยมีครั้งไหนที่ท้องไม่อิ่ม กลับออกมาทีไรก็มีของกินติดไม้ติดมือที่เธอแอบยัดใส่มือให้เสมอ
เธอไม่เคยรังเกียจพวกทหารชั้นผู้น้อย ตรงกันข้ามกลับให้เกียรติและดูแลอย่างดี
ทหารอย่างพวกเขาก็มีหัวใจ มีความรู้สึก ใครดีมาก็ดีตอบ ใครดูถูกเหยียดหยาม พวกเขาก็จำฝังใจ
คำชมของโหวจื่อทำให้หัวใจคนเป็นพ่อพองโต พ่อเจียงยืดอกรับความภูมิใจนั้นไว้เต็มที่ เขารู้อยู่เต็มอกว่าซูหลันลูกสาวของเขาเป็นเด็กดีและมีน้ำใจที่สุด
พ่อเจียงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าทุกคนข้ามฝั่งมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เขาจึงสาวเท้าเดินเข้าไปหาแม่เจียงและลูกสาว
ภาพสองแม่ลูกกอดกันกลมอยู่ตรงหน้า กระตุ้นต่อมน้ำตาของชายชราให้ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นภาพที่เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปได้อย่างสมบูรณ์
นี่คือซูหลัน... แก้วตาดวงใจที่พวกเขาเฝ้าทะนุถนอม
นับจากวันที่เธอจากบ้านเกิดมาไกล ไม่มีวันไหนเลยที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะไม่เฝ้าคนึงหา
โดยเฉพาะเวลาที่บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวดีๆ วางอยู่
แม่เจียงมักจะเผลอพูดขึ้นมาลอยๆ ด้วยความเคยชินว่า “จานนี้ซูหลันชอบ ตักแบ่งไว้ให้ลูกมันชามหนึ่งสิ”
ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แม้แต่พี่ชายทั้งหลายก็เป็นเหมือนกัน
เวลาพี่ใหญ่เจียงขึ้นเขาไปหาของป่า ขากลับลงมามักจะขุดรากหญ้าคาติดมือมาด้วยเสมอ เขาจะเลือกรากที่อวบอ้วนที่สุด ขาวที่สุด พอกัดลงไปน้ำหวานฉ่ำๆ ก็จะแตกซ่านในปาก
นั่นคือของกินเล่นสุดโปรดในวัยเด็กของเจียงซูหลัน
แต่ทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน ตะโกนเรียกชื่อน้องสาวสุดที่รัก แล้วความเงียบงันตอบกลับมา พวกเขาถึงได้ตระหนักความจริงว่า ซูหลันแต่งงานออกเรือนไปแล้ว
ตอนที่เธอยังเป็นสาวรุ่น พ่อแม่พี่น้องต่างก็ลุ้นอยากให้เธอเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆ แต่พอเธอจากไปจริงๆ ทุกคนกลับยังติดอยู่ในวังวนของความผูกพันในวันวาน
วันนี้ วินาทีนี้ ที่ได้เห็นลูกสาวตัวเป็นๆ กอดกับแม่ของเธอ
แม้พ่อเจียงจะยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา แต่ภายในใจกลับเต็มตื้นไปด้วยความปีติยินดีอย่างที่สุด
เจียงซูหลันที่กำลังพร่ำพรรณนากับแม่อย่างไม่รู้จบ หางตาเหลือบไปเห็นร่างคุ้นเคยของผู้เป็นพ่อยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล เธอรีบผละจากอกแม่แล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา ก่อนจะเขย่งปลายเท้าสวมกอดพ่อเจียงแน่น
“พ่อจ๋า”
เสียงเรียกสั้นๆ ที่นุ่มนวลและเจือไปด้วยความออดอ้อนแบบเด็กๆ
ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้ากร้านแดดของพ่อเจียงกว้างขึ้นจนแทบจะฉีกถึงรูหู
เขาอดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปทางแม่เจียงด้วยสายตาของผู้ชนะ ราวกับจะอวดว่า 'เห็นไหม ลูกก็รักฉันเหมือนกัน'
แม่เจียงหมั่นไส้ในท่าทางนั้นจึงส่งค้อนวงโตไปให้หนึ่งที ก่อนจะเดินเข้ามาจูงมือลูกสาวพาเดินต่อ
แต่เจียงซูหลันรั้งมือแม่ไว้ก่อน “เดี๋ยวก่อนจ้ะแม่” เธอจูงมือแม่เจียงเดินตรงดิ่งไปยังโซนขายอาหารทะเลสดข้างท่าเรือ
นิ้วเรียวชี้ชวนให้แม่ดูของดีเมืองทะเล “แม่ดูนี่สิ นี่เขาเรียกปูม้า ส่วนตัวดำๆ นั่นปูทะเล เนื้อแน่นไข่เต็มกระดองเลยนะ เดี๋ยวเราเลือกซื้อตัวใหญ่ๆ กลับไปนึ่งกินกันเย็นนี้”
สองแม่ลูกเดินดูของเพลินจนมาหยุดที่แผงถัดไป สหายหวังพ่อค้าเจ้าประจำจำลูกค้าคนสวยได้แม่นยำจึงเอ่ยทักทาย “อ้าว สหายเจียงซูหลัน วันนี้พาใครมาด้วยหรือครับเนี่ย?”
เจียงซูหลันยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ มือยังคงกุมมือหยาบกร้านของแม่ไว้แน่น เธอประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
“คนนี้แม่ฉันเองจ้ะ”
คำว่า 'แม่' เพียงคำเดียวที่หลุดจากปากลูกสาว ทำให้แม่เจียงยิ้มจนตาหยี รอยย่นบนใบหน้าดูเหมือนจะลึกชัดขึ้นเพราะแรงแห่งรอยยิ้ม แต่มันคือร่องรอยของความสุขที่เอ่อล้นจนปิดไม่มิด
[จบบท]