บทที่ 356: คู่หูจอมป่วนกับภารกิจจับไก่
บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจ
คนที่มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุดเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหลยอวิ๋นเป่า เด็กชายตัวน้อยรีบสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมลดละ “ไม่ถูกนะ ฉันต่างหากที่เป็นพ่อแก!”
“ฉันเป็นพ่อแก!”
“ไม่ๆ ฉันเป็นพ่อแก!”
เรื่องที่ตกลงกันดิบดีว่าจะโขกศีรษะคำนับฝากเนื้อฝากตัว จู่ๆ ก็ถูกปัดตกไปเสียอย่างนั้น กลายเป็นสงครามน้ำลายของเด็กชายตัวกะเปี๊ยกสองคนที่แย่งกันรับบทเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย
เหล่าผู้ใหญ่ที่ยืนรายล้อมต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตาที่ทอดมองไปยังเจ้าตัวแสบทั้งสองเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
ตัวเท่าเมี่ยงแท้ๆ!
ริอ่านอยากจะเป็นพ่อคนตั้งแต่นมยังไม่แตกพาน
เจียงซูหลันเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “เถี่ยตั้น เป่าเอ๋อร์ ถ้าพวกเธอต่างคนต่างแย่งกันเป็นพ่อของอีกฝ่าย แม่ถามหน่อยสิว่า...แล้วถ้าในอนาคตพวกเธอมีลูกขึ้นมาจริงๆ จะให้ลูกๆ เรียกว่าอะไรกันล่ะหืม?”
คำถามนี้เปรียบเสมือนหมัดฮุกที่ชกเข้ากลางแสกหน้า
ทำเอาสองแสบถึงกับชะงักงัน ยืนนิ่งคิดไม่ตกกันไปพักใหญ่
แต่แล้วสมองอันชาญฉลาดของเหลยอวิ๋นเป่าก็ทำงานแล่นปรื๋อ เขาตบเข่าฉาดแล้วประกาศกร้าว “งั้นฉันไม่เอาลูกก็ได้”
ว่าแล้วเจ้าตัวดีก็หันไปตบไหล่เสี่ยวเถี่ยตั้นปุๆ ด้วยมาดนักเลงโตผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม “ก็นี่ไงลูกชายฉัน”
พอเห็นเสี่ยวเถี่ยตั้นทำท่าจะอ้าปากแย้ง เหลยอวิ๋นเป่าก็รีบชิงพูดดักคอขึ้นมาก่อน “เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าแก่ตัวไปเราจะผลัดกันเลี้ยงดูยามเฒ่าน่ะ”
เสี่ยวเถี่ยตั้นหน้ามุ่ย ยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่หาย “แกต้องเป็นลูกฉันสิ”
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันค้ำคอ การที่มีคนอื่นมาเป็นลูก กับการที่ตัวเองต้องลดตัวไปเป็นลูกคนอื่น ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันเลยนะ!
ทว่าในตรรกะอันแสนจะซับซ้อนของเหลยอวิ๋นเป่า เรื่องนี้กลับไม่มีเส้นแบ่งแต่อย่างใด
เขาพยักหน้าหงึกหงักยืนยันหนักแน่น “มันก็เหมือนกันนั่นแหละน่า”
“แกมาเป็นลูกฉัน หรือฉันไปเป็นลูกแก สรุปแล้วเราสองคนใครเป็นใครกันล่ะ? เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ยังจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้อีกเหรอ?”
น้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกมานั้น ราวกับเป็นพี่ใหญ่ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนกำลังสั่งสอนน้องเล็ก
เจียงซูหลันและคนอื่นๆ ถึงกับกุมขมับ พยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว “สรุปว่าที่พวกเธอนานๆ ทีจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านกันสักครั้ง จุดประสงค์หลักคือจะมาประกาศให้พวกเรารู้ว่ารับลูกชายเพิ่มมาคนหนึ่งงั้นสิ?”
เจอคำถามนี้เข้าไป เด็กๆ ถึงกับไปไม่เป็น
เสี่ยวเถี่ยตั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการกระตุกแขนเสื้อเพื่อนซี้ “เร็วเข้าๆ รีบไปโขกหัวให้ปู่ฉันเดี๋ยวนี้เลย”
คราวนี้เหลยอวิ๋นเป่าไม่รีรอหรืออิดออดแม้แต่น้อย เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าดังตุ้บ แล้วโขกศีรษะลงกับพื้นดินดังโป๊กๆ สามทีเน้นๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ ตะโกนเสียงดังฟังชัด
“คุณปู่ครับ! ผมนี่แหละหลานรักของคุณปู่ เหลยอวิ๋นเป่าตัวจริงเสียงจริงมารายงานตัวแล้วครับ!”
น้ำเสียงนั้นช่างออดอ้อนระคนห้าวหาญ ฟังดูน่าหมั่นไส้แกมน่าเอ็นดู
แม้แต่พ่อเจียง ผู้ซึ่งปกติมักจะวางมาดเคร่งขรึมและประหยัดรอยยิ้ม ยามนี้ก็ยังกลั้นไม่อยู่ หลุดขำออกมาจนหนวดกระตุก
ชายชราลองตบๆ ตามกระเป๋าเสื้อและกางเกง หวังจะหาของขวัญรับขวัญหลานชายคนใหม่ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เมื่อไม่มีอะไรจะให้ เขาจึงตัดสินใจก้มลงช้อนตัวเจ้าเด็กอ้วนกลมขึ้นมาลอยหวือ
“เอ้า! ไอ้หลานรัก มา...เดี๋ยวปู่จะพาบินเอง!”
พ่อเจียงค้นพบในวินาทีนั้นเองว่า เจ้าเด็กเหลยอวิ๋นเป่าคนนี้คือตัวสร้างสีสันชั้นยอด มิน่าเล่า หลานชายแท้ๆ ของเขาอย่างเสี่ยวเถี่ยตั้น ที่ปกตินิ่งเงียบเรียบร้อย ถึงได้กลายร่างเป็นเด็กกล้าแสดงออกแก่นเซี้ยวขึ้นมาได้ขนาดนี้
ขณะที่พ่อเจียงกำลังพาเหลยอวิ๋นเป่าเล่นเป็นเครื่องบินร่อนไปมาอย่างสนุกสนาน อีกด้านหนึ่งเสี่ยวเถี่ยตั้นเริ่มรู้สึกเหมือนตกกระป๋อง ความร้อนรนเริ่มเกาะกุมจิตใจ
“เจ้าเหลยน้อย! ลงมาๆ เดี๋ยวนี้เลย ฉันจะพาไปหาคุณย่า”
“ย่าของฉันน่ะ เป็นย่าที่ใจดีที่สุดในโลกเลยนะจะบอกให้!”
ประโยคนี้ได้ผลชะงัดนัก ดวงตาของเหลยอวิ๋นเป่าลุกวาวขึ้นมาทันที ไม่ต้องรอให้ใครเชิญ เขาก็ทำตัวลื่นเป็นปลาไหล ไถลลงจากไหล่กว้างของพ่อเจียงอย่างรู้งาน
สองเท้าป้อมๆ ซอยยิกวิ่งตรงดิ่งไปยังห้องครัวที่ส่งกลิ่นหอมฉุย พอไปถึงหน้าประตูยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไป เขาก็จัดการคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
“คุณย่าจ๋า! หลานรักมาหาแล้วคร้าบ!”
แม่เจียงที่กำลังง่วนอยู่กับการผัดกับข้าวหน้าเตาไฟ ถึงกับสะดุ้งโหยงจนตะหลิวในมือแทบจะร่วงลงไปในกระทะ
อยู่ดีๆ ก็มีหลานชายตัวเท่าลูกหมูโผล่มาหมอบกราบอยู่หน้าประตู ใครบ้างจะไม่ตกใจ
แม่เจียงยืนงงอยู่พักใหญ่ และเมื่อเธอยังไม่ส่งเสียงตอบรับ เหลยอวิ๋นเป่าผู้มีความอดทนเป็นเลิศก็ไม่ยอมลุกขึ้น ยังคงคุกเข่าปักหลักอยู่ที่เดิม
เสี่ยวเถี่ยตั้นเห็นเพื่อนไม่ยอมลุกก็ร้อนใจจนเต้นเร่าๆ เหมือนเจ้าเข้า “ย่าครับ! ย่ารีบเรียกเขาขึ้นมาเร็วๆ สิครับ ขืนย่าไม่เรียก เจ้าเหลยน้อยมันจะคุกเข่ารากงอกอยู่ตรงนั้นแหละครับ!”
แม่เจียงต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะประมวลผลได้ว่าเจ้าเด็กอ้วนคนนี้คือ ‘ของแถม’ ที่ลูกสาวเคยพูดถึง
หญิงชราเหลือบมองหลานชายแท้ๆ ของตน เห็นเสี่ยวเถี่ยตั้นดูมีเนื้อมีหนัง สดใสแข็งแรง ก็พลอยโล่งใจ คลายความกังวลไปได้เปราะหนึ่ง
นางรีบวางตะหลิวแล้วเดินไปประคองเหลยอวิ๋นเป่าให้ลุกขึ้น “โธ่...พ่อคุณเอ๊ย ลุกขึ้นเร็วๆ เข้า มาคุกเข่าอะไรตรงนี้ ย่าเห็นแล้วใจคอไม่ดีเลย”
พูดจบ แม่เจียงก็หันกลับไปที่เตา ใช้ตะเกียบคีบกุ้งทะเลตัวโตๆ สีแดงสดที่เพิ่งสุกใหม่ๆ ออกจากกระทะ 3-4 ตัว ใส่ถ้วยแบ่งใบเล็กแยกไว้ต่างหาก
“เอ้า...พวกเธอสองคนเอาไปแบ่งกันกินนะ ออกไปเล่นกันข้างนอกนู่น ไปกินให้สบายใจเลย”
นี่แหละคือวิถีแห่งความรักของคนเฒ่าคนแก่
เวลาทำกับข้าว ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะแอบตักของอร่อยๆ ใส่ถ้วยเล็กๆ ให้ลูกหลานสุดที่รักได้ชิมก่อนใครเพื่อน
กุ้งผัดน้ำมันที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถ้วยนี้ ถูกอกถูกใจเสี่ยวเถี่ยตั้นและเหลยอวิ๋นเป่าเป็นที่สุด เด็กชายทั้งสองประคองถ้วยใบเล็กเดินออกไปนั่งยองๆ อยู่ข้างเล้าไก่อย่างมีความสุข
ปากก็เคี้ยวเนื้อกุ้งตุ้ยๆ มือไม้ก็แกะเปลือกกุ้งและหัวกุ้งโยนเข้าไปในกรงไก่ ปากก็ยังไม่วายตะโกนข่มขู่เจ้าถิ่น
“เจ้าต้าหวง! รีบๆ กินข้าวมื้อสุดท้ายซะนะ กินให้อ้วนๆ เข้าไว้ พวกเราจะได้กินแกให้อร่อยเหาะไปเลย!”
เพียงชั่วเวลาแค่สามนาที
กุ้งในถ้วยก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง เด็กสองคนจัดการเรียบวุธชนิดที่ว่าเลียก้นถ้วยจนสะอาดสะอ้าน
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ทั้งคู่ก็หันมาสบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะกระโจนเข้าไปในเล้าไก่ด้วยความคล่องแคล่ว คนหนึ่งดักทางซ้าย อีกคนอ้อมไปทางขวา ใช้วิชาตะปบเหยื่อและล็อกคอ ลากเอาเจ้าไก่ตัวผู้ออกมาจากเล้าได้สำเร็จ
ดูจากลีลาท่าทางที่สอดประสานกันอย่างลงตัว บอกได้เลยว่านี่ไม่ใช่ผลงานครั้งแรก
แต่น่าจะผ่านสมรภูมิการจับไก่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ถึงได้รวดเร็ว แม่นยำ และเฉียบขาด จับหมับเข้าที่เป้าหมายในคราวเดียว
พอจับตัวการได้แล้ว เสี่ยวเถี่ยตั้นก็รับหน้าที่หิ้วคอ ส่วนเหลยอวิ๋นเป่าก็ช่วยประคองช่วงก้นไก่ สองคนช่วยกันหามเจ้าต้าหวงออกมาประหนึ่งกำลังแห่เกี้ยวเจ้าสาว แล้วนำมาวางแหมะลงตรงหน้าพ่อเจียงที่นั่งพักผ่อนอยู่
เสี่ยวเถี่ยตั้นยืดอกประกาศ “ปู่ครับ! เย็นนี้ผมจัดเมนูพิเศษเพิ่มพลังให้ปู่ครับ!”
เจ้าต้าหวงผู้ตกเป็นเหยื่อ ถูกเด็กสองคนฟัดจนตาเหลือก โลกหมุนติ้ว
มันไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่นอนหมอบกระพือปีกพั่บๆ ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
พ่อเจียง “...”
ชายชราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ก่อนจะหันไปพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงปลงตก “ซูหลันเอ๊ย...ปกติลูกต้องเลี้ยงพวกมันสองคนนี่ คงลำบากน่าดูสินะ”
เด็กวัยกำลังโตขนาดนี้ บอกได้คำเดียวว่า ‘ลิง’ ชัดๆ
เจ้าต้าหวงตัวนี้เพิ่งจะอายุได้ปีกว่าๆ กำลังเป็นวัยสาวสะพรั่งออกไข่ดก ถ้าต้องมากลายเป็นต้มยำไก่ตอนนี้ ก็น่าเสียดายแย่!
แต่เด็กๆ วัยนี้จะไปเข้าใจเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจพวกนี้ได้อย่างไร พ่อเจียงได้แต่นึกสังเวชใจว่า อีกไม่กี่ครั้ง เจ้าต้าหวงคงต้องตรอมใจตายคามือเจ้าหลานตัวแสบพวกนี้เป็นแน่
เจียงซูหลันกลับมองว่า เด็กสองคนนี้จะแสดงฤทธิ์เดชก็เฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าคนเฒ่าคนแก่ที่ตามใจเท่านั้นแหละ เวลาอยู่กับเธอ ไม่เห็นจะกล้าซนขนาดนี้เลย
พวกเขารักเธอมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยำเกรงเธอมากเช่นกัน
หญิงสาวเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้แก้ต่างอะไรมากนัก “เด็กผู้ชายก็ซนเป็นธรรมดาแหละค่ะพ่อ”
ขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไป กลิ่นหอมของอาหารจากในครัวก็ลอยฟุ้งออกมา อาหารจานเด็ดทยอยถูกลำเลียงออกมาวางบนโต๊ะ
ฝีมือปลายจวักของแม่เจียงนั้นไม่เป็นสองรองใคร ยิ่งรู้ว่าลูกสาวกำลังตั้งครรภ์ เธอยิ่งงัดเอาวิชาลับก้นหีบออกมาปรุงสุดฝีมือ เพื่อบำรุงธาตุทั้งห้าให้ครบถ้วน
แม้เกาะแห่งนี้จะขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ แต่ทว่าทรัพยากรธรรมชาติกลับอุดมสมบูรณ์จนน่าตกใจ
ดูได้จากวัตถุดิบชั้นดีมากมายที่เจียงซูหลันขนออกมาจากในมิติ
แค่เมนูผัดผักอย่างเดียวก็ปาเข้าไปตั้ง 5-6 อย่างแล้ว มีทั้งผัดมะเขือเทศพริกหยวกเปรี้ยวหวานจัดจ้าน ถั่วฝักยาวผัดกรอบๆ มะเขือยาวผัดน้ำมันเนื้อมันวาว ผัดผักกาดขาวหวานกรอบ และมะเขือเทศฝานบางคลุกน้ำตาลโรยหน้าฉ่ำๆ
[จบบท]