บทที่ 370: อย่าเอาลูกของฉันมาอ้าง
คำพูดที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเสียดายจากเพื่อนร่วมงาน ทำให้พ่อเจียงและแม่เจียงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองลูกสาวของตนเองด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความภาคภูมิใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของคนเป็นพ่อแม่ พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจียงซูหลันจะเป็นที่รักและได้รับความนิยมในที่ทำงานมากขนาดนี้ มันเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปมากทีเดียว
เสียงของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศแห่งการอำลา
"สหายเจียง ท้องไส้อยู่แบบนี้กลับไปก็ต้องพักผ่อนให้มากๆ นะ ดูแลตัวเองให้ดี รู้ไหมว่าพวกเราทุกคนจะคิดถึงเธอเสมอ"
เจียงซูหลันระบายยิ้มบางๆ บนใบหน้า พยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งใจ
"ฉันจะดูแลตัวเองอย่างดีค่ะ ขอบคุณทุกคนมากนะคะ"
ตอนที่ยังต้องตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน เธอไม่เคยรู้สึกผูกพันอะไรมากมายกับสถานที่แห่งนี้เท่าไหร่นัก แต่พอถึงวินาทีที่จะต้องเดินจากไปจริงๆ ความรู้สึกโหวงเหวงในใจกลับก่อตัวขึ้นมาอย่างประหลาด มันคือความอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะอธิบาย ทั้งสำหรับตัวเจียงซูหลันเองและสำหรับเพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยกันมานาน
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความซึ้งใจและความทรงจำดีๆ จู่ๆ ความวุ่นวายก็พุ่งเข้ามาทำลายความสงบนั้นจนหมดสิ้น
ป้าหนิววิ่งถลากลางฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางกระเซอะกระเซิง ผมเผ้ายุ่งเหยิงและสีหน้าตื่นตระหนกราวกับคนเสียสติ สายตาของผู้คนนับสิบคู่จับจ้องไปที่ร่างท้วมนั้นเป็นจุดเดียว
โดยไม่มีใครคาดคิด ป้าหนิวทิ้งตัวลงคุกเข่าเสียงดังตุ้บตรงหน้าเจียงซูหลัน สองมือพยายามจะไขว่คว้าขาของหญิงสาวเอาไว้
"สหายเจียง ป้าผิดไปแล้ว ป้ารู้ตัวแล้วว่าผิดจริงๆ เธอช่วยเมตตาคนแก่ตาดำๆ คนนี้หน่อยเถอะนะ ช่วยไปพูดกับหัวหน้าฝ่ายพลาธิการให้ป้าที ขอร้องล่ะ ให้ป้าได้กลับมาทำงานที่โรงอาหารเหมือนเดิมเถอะนะ"
น้ำเสียงของป้าหนิวสั่นเครือเต็มไปด้วยความเวทนา ช่วงเวลาที่ไม่มีงานทำ ชีวิตของเธอเหมือนตกนรกทั้งเป็น วันๆ ได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่กับบ้าน คอยรองรับอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านของลูกสะใภ้ที่คอยแต่จะหาเรื่องจับผิดไม่เว้นแต่ละวัน ชีวิตแบบนั้นเธอกล้ำกลืนฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเรื่องฉาวโฉ่ที่เธอก่อไว้ ทำให้ลูกชายพลอยเดือดร้อนไปด้วย การประเมินผลงานดีเด่นรอบล่าสุดที่ลูกชายเธอหมายมั่นปั้นมือไว้ก็ต้องหลุดลอยไปเพราะแม่เป็นเหตุ ทำให้ลูกสะใภ้ยิ่งไม่พอใจหนักข้อขึ้น ส่วนลูกชายเองก็เริ่มมองเธอด้วยสายตาที่มีแต่ความตำหนิติเตียน
สถานการณ์ในบ้านตอนนี้ตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ถ้าเธอยังหาลู่ทางหาเงินมาจุนเจือครอบครัวไม่ได้อีก เกรงว่าลูกชายกับลูกสะใภ้คงจะรวมหัวกันส่งเธอกลับไปอยู่บ้านนอกอย่างแน่นอน
พอได้ยินข่าวลือหนาหูว่าสหายเจียงกำลังจะลาออกเพื่อย้ายตามสามี ตำแหน่งงานในโรงอาหารที่เธอเคยทำก็จะว่างลงหนึ่งที่พอดี สัญชาตญาณความอยู่รอดสั่งให้เธอต้องรีบมาที่นี่ เธอเป็นคนเก่าคนแก่ งานการก็รู้อยู่แล้ว ถ้าได้กลับมาทำแทนก็ถือว่าเหมาะสมที่สุดไม่มีใครเกิน
การปรากฏตัวแบบสายฟ้าแลบของป้าหนิวนั้นกะทันหันเกินไป แถมยังพุ่งเข้ามาประชิดตัวจนน่ากลัว เจียงซูหลันที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังหนีด้วยความหวาดระแวง
แต่คนที่ไวกว่าความคิดคือแม่เจียง
ทันทีที่เห็นใครบางคนพุ่งเข้าหาลูกสาว สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ทำงานทันที กุ้ยจือตวาดเสียงดังลั่นพร้อมกับฟาดฝ่ามือผลักร่างของป้าหนิวออกไปเต็มแรง
"นี่คุณทำบ้าอะไรเนี่ย ไม่เห็นหรือไงว่าลูกสาวฉันท้องอยู่ ถ้าลูกฉันตกใจจนเป็นอะไรไป คุณจะรับผิดชอบไหวเหรอ จะเอาชีวิตมาแลกหรือไง"
สำหรับคนเป็นแม่แล้ว ลูกคือแก้วตาดวงใจ เป็นเกล็ดมังกรที่ใครจะมาแตะต้องให้ระคายเคืองไม่ได้ แม้แต่พ่อเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่แม่เจียงจัดการปกป้องลูกสาวไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังรัวคำถามใส่หน้าป้าหนิวจนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด
แรงผลักของแม่เจียงนั้นไม่ได้เบาเลย เพราะเกิดจากความตกใจและแรงโทสะที่เห็นคนจะมาทำร้ายลูกสาว ร่างท้วมของป้าหนิวจึงกระเด็นหงายหลังกลิ้งลงไปกองกับพื้นตรงบันได ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดระคนอับอาย
เจียงซูหลันที่เริ่มตั้งสติได้รีบยกมือขึ้นประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก สายตาที่มองไปยังอดีตเพื่อนร่วมงานเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันตาเห็น
"ป้าหนิว เรื่องที่ป้าจะได้กลับมาทำที่โรงอาหารหรือไม่นั้น ฉันไม่มีอำนาจตัดสินใจ ป้ามาขอร้องฉันก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ"
คำพูดตัดรอนนั้นทำให้ป้าหนิวพยายามจะตะกายลุกขึ้นพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอชะงักกึกเมื่อเห็นสายตาอำมหิตของแม่เจียงที่ยืนจ้องเขม็งเหมือนแม่เสือหวงลูก ขาข้างหนึ่งของแม่เจียงยกขึ้นเล็กน้อยเตรียมพร้อมจะถีบซ้ำถ้าเธอกล้าขยับเข้าไปใกล้ลูกสาวอีกแม้แต่ก้าวเดียว
ป้าหนิวร้องซี๊ดพลางเอามือกุมเอว ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านทำให้เธอเริ่มรู้ตัวว่าไม่อาจใช้กำลังเข้าประชิดตัวได้อีก เธอจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีที่ถนัดที่สุด นั่นคือการบีบน้ำตาเรียกคะแนนความสงสาร
หญิงชราโขกศีรษะลงกับพื้นปูนเสียงดังโป๊กๆ ฟังดูน่าเวทนาจับใจ
"สหายเจียง เธอเป็นคนโปรดของหัวหน้าฝ่ายพลาธิการ ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเอ็นดูเธอ แล้วตอนนี้เธอก็กำลังจะลาออก ตำแหน่งในโรงอาหารต้องว่างแน่นอน เธอช่วยพูดเชียร์ป้ากับหัวหน้าฝ่ายพลาธิการหน่อยเถอะ ถือว่าป้าขอนะ ให้ป้าได้กลับไปทำงานเถอะ"
เสียงโขกศีรษะดังเป็นจังหวะหนักแน่น ผสมปนเปไปกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญ
"สหายเจียง ชีวิตป้าไม่เหมือนกับเธอนะ เธอวาสนาดี มีสามีมียศมีตำแหน่งคอยเลี้ยงดู แต่ป้าเป็นแค่คนแก่ๆ ไร้ค่าที่ต้องดิ้นรนหาเงินจุนเจือครอบครัว เธอถือว่าทำบุญทำทาน สะสมบุญกุศลให้ลูกในท้อง ช่วยป้าสักครั้งเถอะนะ ถือว่าทำเพื่อลูกของเธอเอง"
ภาพหญิงชราผมเผ้ายุ่งเหยิงนั่งร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอาบแก้ม พร้อมโขกศีรษะขอความเมตตาช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจผู้พบเห็น ยิ่งตอนนี้เป็นเวลาเลิกงาน ผู้คนในกองทัพต่างทยอยเดินออกมาจากอาคารเพื่อมุ่งหน้ามายังโรงอาหาร ทำให้ไทยมุงเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ
ป้าหนิวเห็นคนเยอะก็ยิ่งได้ใจ ส่งเสียงร้องไห้โหยหวนดังขึ้นกว่าเดิม
"สหายเจียง ถ้าเธอไม่ช่วยป้า ป้าก็คงต้องไปตายแล้ว ฮือๆๆ"
น้ำเสียงของป้าหนิวโหยหวนระคนข่มขู่ ราวกับจะบอกว่าถ้าฉันตายก็เป็นความผิดของเธอ
คนมุงดูบางคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เห็นแค่ภาพเบื้องหน้าที่ป้าหนิวนั่งร้องไห้น่าเวทนา ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
"สหายเจียง ถ้าไม่ได้ลำบากอะไรมาก ก็ช่วยคนแก่หน่อยเถอะ"
"นั่นสิ ดูแกน่าสงสารจะตายไป ร้องไห้จนตัวโยนขนาดนั้น"
"ฉันพอรู้เรื่องบ้านป้าหนิวอยู่บ้างนะ ได้ข่าวว่าลูกสะใภ้แกร้ายไม่ใช่เล่น พอแกตกงานอยู่บ้านก็โดนลูกสะใภ้ด่าเช้าด่าเย็น น่าเวทนาจริงๆ"
"สหายเจียง ดูคนแก่มาโขกหัวให้แบบนี้มันไม่งามเลย อีกอย่างเธอก็ท้องอยู่ด้วย ถือว่าทำบุญสะสมกุศลให้ลูกในท้องอย่างที่แกบอกเถอะ ยอมๆ แกไปเถอะน่า"
แรงกดดันจากสังคมรอบข้างเริ่มโถมเข้าใส่ แต่เจียงซูหลันกลับยืนนิ่ง ถ้าป้าหนิวไม่อ้างถึงลูกของเธอ เธออาจจะแค่รำคาญและเดินหนีไป
แต่พอได้ยินคำว่า "ทำบุญให้ลูก" เส้นความอดทนของเจียงซูหลันก็ขาดผึง สีหน้าของเธอตึงเครียดขึ้นมาทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนแข็งกร้าวขึ้นด้วยความโกรธจัด
"ป้ายังมีหน้ามาพูดถึงลูกของฉันอีกเหรอ กล้าดียังไงเอาลูกฉันมาอ้าง"
น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยือกแต่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ
"ต่อให้ฉันอยากจะสะสมบุญให้ลูกแค่ไหน ฉันก็ช่วยป้าไม่ได้หรอก จะให้ฉันช่วยป้ากลับไปขโมยของหลวงอีกเหรอ จะให้ช่วยป้ากลับไปบ่อนทำลายทรัพย์สินขององค์กร ขโมยทรัพยากรส่วนรวมเอาไปขุนหลานชายตัวเองให้อ้วนพีอย่างนั้นเหรอ"
ความจริงเธอไม่อยากจะรื้อฟื้นวีรกรรมเน่าเฟะของป้าหนิวออกมาประจานให้ใครรู้ ตลอดเวลาที่ป้าหนิวโดนไล่ออกไปหลายเดือน เจียงซูหลันรักษาจรรยาบรรณ ไม่เคยเอาเรื่องนี้ไปนินทาว่าร้ายข้างนอกเลยสักครั้ง
แต่เธอไม่คิดว่าป้าหนิวจะกล้าเล่นใหญ่ ใช้ลูกไม้ตื้นๆ มาบีบบังคับเธอกลางฝูงชนขนาดนี้ กะจะใช้แรงกดดันจากคนรอบข้างให้เธอยอมจำนน
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ไว้หน้าเธอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือไว้หน้าใครทั้งนั้น
สิ้นเสียงประกาศก้องของเจียงซูหลัน ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที บรรยากาศแห่งความสงสารพลิกกลับตาลปัตร
"อะไรนะ ป้าหนิวขโมยของเหรอ แถมเป็นของหลวงด้วย"
"ไม่จริงมั้ง ดูแกซื่อๆ ยิ้มแย้มใจดีจะตายไป จะไปทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ยังไง"
"พูดถึงเรื่องนี้ฉันก็นึกขึ้นได้ หลานชายป้าหนิวอ้วนจ้ำม่ำจริงๆ นั่นแหละ ตัวกลมบล็กเลย ตอนแรกฉันก็นึกว่าคนในบ้านยอมอดเพื่อให้เด็กได้กินดี แต่ดูท่าความจริงจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วสิ มิน่าล่ะถึงอ้วนผิดหูผิดตา"
ถ้าเรื่องที่ขโมยของหลวงไปเลี้ยงหลานตัวเองจนอ้วนพีเป็นเรื่องจริง มันก็เกินไปหน่อย ทรัพย์สินของกองทัพคือของส่วนรวม ไม่ใช่ของส่วนตัวใคร
เสียงวิจารณ์รอบข้างเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ทำให้ป้าหนิวเริ่มลนลาน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
"พวกคุณอย่าไปฟังสหายเจียงพูดมั่วๆ นะ" เธอตะโกนเสียงหลง "ฉันไม่ได้ทำ"
เจียงซูหลันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่เชือดเฉือน
"ถ้าไม่ได้ทำ แล้วป้าตอบได้ไหมว่าทำไมป้าถึงโดนไล่ออกจากโรงอาหาร"
"แล้วตอบได้ไหมว่าทำไมต้องมาคุกเข่าขอร้องฉันให้ช่วยพูด"
คำถามสองข้อนี้เหมือนหมัดฮุกที่ต่อยเข้ากลางลิ้นปี่ ป้าหนิวจุกจนพูดไม่ออก อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ
ดวงตาของหญิงชรากลอกไปมาด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัวเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
"ฉัน... ฉันก็แค่... เป็นเพราะตอนนั้นฉันดันไปทำให้เธอไม่พอใจ เธอถึงได้ไปฟ้องหัวหน้าฝ่ายพลาธิการให้ไล่ฉันออก..."
[จบบท]