บทที่ 381: แสงสว่างนำทาง
คนผู้นี้ช่างมีความสามารถรอบด้านเสียจริง จะหยิบจับทำอะไรก็ดูดีไปหมด
โจวจงเฟิงที่นั่งอยู่ข้างกายยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะบรรจงมัดปมเชือกฟางเส้นสุดท้ายเข้ากับคบเพลิงในมือ เขาสอดส่ายสายตาตรวจตราความเรียบร้อยของผลงานชิ้นพิเศษที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีต
บริเวณด้ามจับไม้ไผ่ถูกพันทบด้วยหญ้าสดสีเขียวขจี ซ้อนทับกันอย่างหนานุ่มเพื่อลดความแข็งกระด้างของเนื้อไม้ แซมสลับด้วยดอกไม้ป่าสีม่วงดอกเล็กจิ๋วที่เก็บได้จากบริเวณนั้น ดูแล้วช่างขัดกับภาพลักษณ์ดิบเถื่อนของคบเพลิง แต่มันกลับดูอ่อนหวานและงดงามแปลกตาเมื่ออยู่ในมือของเขา
เจตนาของคนทำนั้นชัดเจน เขาต้องการให้ผู้ถือสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล ไม่ระคายเคืองผิวมือที่บอบบาง อีกทั้งหญ้าสดที่พันไว้อย่างหลวมๆ ในระยะห่างที่พอเหมาะ ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี หากมีสะเก็ดไฟร่วงหล่นลงมาก็จะไม่ตกใส่หลังมือขาวผ่องนั้นให้ต้องระคายเคือง
เมื่อโจวจงเฟิงจัดการแจกจ่ายคบเพลิงทั้งสี่อันให้กับเพื่อนร่วมทางจนครบถ้วน ทุกคนต่างรับไปถือไว้ในมือ แต่ทว่าเมื่อถึงคราวของเจียงซูหลัน ชายหนุ่มกลับล้วงมือไปหยิบคบเพลิงขนาดย่อมที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมาส่งให้เธอ
บรรยากาศรอบวงสนทนาเงียบกริบลงในบัดดล
เหมียวหงอวิ๋นกับหวังสุ่ยเซียงหันมาสบตากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะคิกคัก พลางเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ปนเอ็นดู "โอ้โห... ดูสิคะพี่สาว คบเพลิงอันนี้ทำไมมันหน้าตาไม่เหมือนของพวกเราเลยนะ"
"นั่นสิ มีทั้งหญ้ารองมือ มีทั้งดอกไม้ประดับ แถมขนาดก็กระทัดรัดน่ารักเชียว"
สายตาของเหล่าแม่บ้านทหารบกต่างจับจ้องไปที่คบเพลิงในมือของหญิงสาว มันถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกว่าปกติ เหมาะเจาะกับอุ้งมือของผู้หญิง ทั้งยังสวยงามวิจิตรบรรจงจนน่าอิจฉา
เจียงซูหลันรับคบเพลิงอันนั้นมาถือไว้ แก้มใสซับสีเลือดฝาดขึ้นมาทันตา เธอช้อนตามองคนตัวโตอย่างขัดเขิน "คุณนี่นะ..."
ถึงขนาดต้องทำแยกออกมาเป็นพิเศษเชียวหรือ
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด ของที่เธอได้รับจากเขา มันมักจะเป็นของชิ้นเดียวในโลกเสมอ เป็นความพิเศษที่เขามอบให้เธอเพียงผู้เดียว
โจวจงเฟิงมองท่าทางขวยเขินนั้นด้วยสายตาเอ็นดู เขาทำท่าจะยกมือขึ้นไปขยี้เรือนผมนุ่มสลวยของภรรยาตัวน้อย แต่เมื่อเหลือบเห็นคราบเขม่าสีดำที่เลอะเปรอะเปื้อนฝ่ามือของตนเอง ชายหนุ่มก็ชะงักและลดมือลงข้างลำตัว
"อันนี้ของคุณครับ เก็บไว้ก่อน ยังไม่ต้องรีบจุด รอให้เราเข้าไปลึกกว่านี้จนแสงสว่างไม่พอค่อยใช้"
"อื้อ" เจียงซูหลันขานรับในลำคอเบาๆ ความรู้สึกหวานล้ำแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ราวกับมีใครคว่ำโถน้ำผึ้งราดลงมากลางอก ความหอมหวานนั้นซึมซาบจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกความรู้สึกจนอิ่มเอิบ
โจวจงเฟิงมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ภายนอกเขาอาจดูเป็นชายชาติทหารที่เข้มแข็ง ดุดัน แต่เนื้อแท้แล้วกลับเป็นคนละเอียดอ่อนและช่างสังเกต โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเธอ เขาไม่เคยปล่อยผ่านแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
หญิงสาวกระชับด้ามคบเพลิงในมือ สูดดมกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าและไอดินที่ลอยออกมาจากหญ้าสด มืออีกข้างสอดประสานเข้ากับฝ่ามือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขา เธอมองแผ่นหลังกว้างที่เหยียดตรงอย่างองอาจเบื้องหน้าแล้วรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว "โจวจงเฟิง"
ชายหนุ่มที่เดินนำอยู่หัวแถวชูคบเพลิงขึ้นสูงเพื่อเปิดทาง แสงไฟวูบวาบส่องกระทบผนังถ้ำทำให้เกิดเงาทอดยาว เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเอง เขาก็หันกลับมามองภรรยา เอียงคอลงเล็กน้อยเพื่อรอฟัง "หือ ว่าไงครับ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือด้วยความแหบพร่านิดๆ นั้นช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหลือเกินในความรู้สึกของคนฟัง
เจียงซูหลันยิ้มกว้างขึ้นจนตาหยี "เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่อยากเรียกชื่อคุณเฉยๆ"
โจวจงเฟิง... โจวจงเฟิง... เธอทวนชื่อนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ยิ่งเรียกก็ยิ่งรู้สึกว่าชื่อนี้ช่างไพเราะเสนาะหู และให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ฝ่ามือหนาบีบกระชับมือเล็กของเธอเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเจือไปด้วยความระอาปนเอ็นดู "ซนจริงๆ เลยนะเราเนี่ย"
เส้นทางภายในถ้ำนั้นลึกและซับซ้อนกว่าที่คิด พวกเขาเดินลัดเลาะตามความคดเคี้ยวมาได้หลายสิบเมตรแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงจุดสิ้นสุด
ไม่ใช่แค่ไม่เห็นปลายทาง แต่อุปสรรคด่านสำคัญก็เริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้า
จากปากถ้ำภายนอกที่ดูเหมือนมีทางเข้าเพียงทางเดียว แต่เมื่อล่วงล้ำเข้ามาถึงจุดนี้กลับพบว่าเส้นทางถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายสายราวกับรากไม้ที่ชอนไชลงสู่ใต้ดิน เบื้องหน้าของพวกเขามีทางแยกมืดมิดรออยู่ถึงห้าหกทาง
นี่มัน...
จังหวะการก้าวเดินของทุกคนชะงักลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เพราะไม่มีใครมั่นใจว่าควรจะเลือกเดินไปทางทิศไหนดี
ผู้บังคับการกรมน่ากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเสนอความเห็นขึ้นมาทำลายความเงียบ "เอาอย่างนี้ไหม เราแบ่งคนจับคู่กันแล้วแยกย้ายกันไปสำรวจดีไหม"
ข้อเสนอนั้นถูกปัดตกทันทีอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ไม่ได้ครับ มันเสี่ยงเกินไป เราไม่รู้เลยว่าในถ้ำนี้มีอันตรายอะไรซ่อนอยู่บ้าง การรวมกลุ่มกันไว้ปลอดภัยที่สุด"
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่องรอยบริเวณปากถ้ำแต่ละแห่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน พยายามมองหาเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นขี้มูลของนกนางแอ่นบนพื้นดิน
ท่ามกลางความตึงเครียดและสับสน มีเพียงเจียงซูหลันเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ตื่นตระหนกไปกับสถานการณ์ตรงหน้า เพราะในสายตาของเธอ หน้าต่างข้อความสีฟ้าใสกำลังเด้งรัวขึ้นมากลางอากาศ
[ดูเหมือนซูซูของพวกเราจะเจอตอเข้าให้แล้ว หลงทางกันงงเป็นไก่ตาแตกเลย]
[ฉันว่าไม่ใช่หรอก ฉันพนันได้เลยว่าซูซูกำลังแกล้งเนียนทำเป็นไม่รู้มากกว่า ขืนพูดออกไปตรงๆ เดี๋ยวคนอื่นก็สงสัยกันหมดว่ารู้ได้ยังไง]
[ก็นั่นน่ะสิ หล่อนเป็นลูกรักของพระเจ้านะ จะไม่รู้เชียวเหรอว่าต้องเดินไปทางซ้าย นับถ้ำที่สาม เดินตรงไปอีกร้อยเมตร แล้วเลี้ยวขวาสองทีก็จะเจอโถงถ้ำใหญ่ที่มีนกนางแอ่นทำรังอยู่ยั้วเยี้ย]
เจียงซูหลัน "......"
เอาจริงๆ คือไม่รู้โว้ย!
หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่ง กะพริบตาปริบๆ มองข้อความที่ลอยผ่านหน้าไป พวกชาวเน็ตในอนาคตนี่ชอบประเมินเธอสูงเกินจริงอยู่เรื่อย แต่ถึงจะบ่นในใจ เธอก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลที่ได้มาแบบฟรีๆ นี้มีค่ามหาศาล
เธอรักหน้าต่างข้อความพวกนี้ที่สุดเลย ให้ตายสิ
เมื่อได้รับลายแทงขุมทรัพย์ระบุเส้นทางที่ถูกต้องแม่นยำจากหน้าต่างข้อความแล้ว เจียงซูหลันก็เริ่มมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอแสร้งทำเป็นเดินตามหลังโจวจงเฟิงไป ก้มๆ เงยๆ ทำท่าสำรวจปากถ้ำเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
จากนั้นเธอก็ทำทีเป็นเดินตรงดิ่งไปยังปากถ้ำที่สามทางด้านซ้าย ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ
ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ย่อมต้องทิ้งร่องรอยการดำรงอยู่ไว้เสมอ นกนางแอ่นจำนวนมหาศาลที่บินเข้าออกถ้ำทุกวัน จะไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลยหรือ?
และก็เป็นไปตามคาด บริเวณปากถ้ำที่เธอนั่งอยู่นี้ บนผนังหินขรุขระมีคราบสีขาวขุ่นของมูลนกติดอยู่ประปราย
เจียงซูหลันกวักมือเรียกทุกคนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ทุกคนคะ มาดูทางนี้หน่อย"
สิ้นเสียงเรียกของเธอ โจวจงเฟิงและคนอื่นๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการสำรวจจุดอื่นก็ละมือ แล้วรีบเดินเข้ามาสมทบทันที
นิ้วเรียวของเจียงซูหลันชี้ไปที่จุดสังเกตบริเวณปากถ้ำที่สาม "ลองดูตรงนี้สิคะ มีขี้นกอยู่เยอะเลย แถมถ้าลองเทียบดูดีๆ มันเยอะกว่าปากถ้ำอื่นด้วย ตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว ถ้ำนี้น่าจะเป็นทางเข้าหลักที่มีนกนางแอ่นอาศัยอยู่เยอะที่สุดนะคะ"
ทันทีที่เจียงซูหลันพูดจบ สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปตามทิศทางที่นิ้วของเธอชี้
จริงเสียด้วย... ตรงจุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นบนผนังหินหรือตามซอกมุมบนพื้นดิน มีปริมาณมูลนกหนาแน่นกว่าปากถ้ำอื่นอย่างเห็นได้ชัด
"เออ... ดูเหมือนจะเป็นทางนี้จริงๆ ด้วยแฮะ" เหมียวหงอวิ๋นพึมพำออกมาเบาๆ ขณะเพ่งมองร่องรอยเหล่านั้น
"ตาไวมากเลยซูหลัน ถ้าไม่ได้เธอสังเกตเห็น พวกเราคงงมกันอีกนาน" หวังสุ่ยเซียงเอ่ยชมด้วยความจริงใจ
แม้แต่ผู้บังคับการกรมน่าและโจวจงเฟิงยังอดที่จะแปลกใจไม่ได้ พวกเขาเป็นทหารผ่านศึกที่มีทักษะการลาดตระเวนและการสังเกตการณ์เป็นเลิศ แต่กลับมองข้ามจุดเล็กๆ นี้ไป ในขณะที่เจียงซูหลันใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็จับจุดสังเกตได้แล้ว
เมื่อเห็นสายตาชื่นชมของทุกคนที่ส่งมา เจียงซูหลันก็ยืดตัวขึ้น ยิ้มแหยๆ อย่างถ่อมตัว "ฉันก็แค่เดาสุ่มเอาน่ะค่ะ ลองเสี่ยงดวงดู"
"คงจะดวงดีเฉยๆ มั้งคะ"
ทันใดนั้น หน้าต่างข้อความก็เด้งขึ้นมาวิจารณ์การแสดงของเธอทันที
[โอ้โห... การแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทอง ฉันให้คะแนนเต็มร้อยเลยเอ้า!]
[เปลี่ยนจากการรู้ล่วงหน้าแบบโกงๆ ให้กลายเป็นการเดาสุ่มได้หน้าตาเฉย สุดยอดจริงๆ]
[ข้ออ้างนี้ฟังขึ้นนะ ฉันให้ผ่าน]
[พูดก็พูดเถอะ ถ้าบอกว่านี่คือการเดาสุ่มจริงๆ ฉันคงต้องขอกราบกรานอิจฉาดวงของซูซูแล้วล่ะ จากใจคนสอบภาษาอังกฤษระดับสี่ตกมาสามรอบเพราะคะแนนขาดไปแค่แต้มเดียว]
[ความคิดเห็นข้างบน คุณนี่มันใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ คุณเชื่อจริงๆ เหรอว่านี่คือดวง? โดนซูซูต้มจนเปื่อยแล้วนั่น]
[นี่มันคือการรู้ล่วงหน้าชัดๆ ไม่ต่างอะไรกับพวกมีญาณทิพย์หรอก ลองคิดดูสิ ถ้าพวกเราดวงดี เราจะรู้อนาคตล่วงหน้าไหมล่ะ? ไม่มีทาง แต่ซูซูทำได้!]
สิ้นสุดข้อความถกเถียงเรื่องดวงกับความสามารถพิเศษ หน้าต่างข้อความก็ค่อยๆ จางหายไป ปล่อยให้เจียงซูหลันยิ้มกริ่มในใจ เดินนำทุกคนเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
[จบบท]