บทที่ 395: ความใส่ใจที่คาดไม่ถึง
ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตาของเหล่านักวิจัยในเวลานี้ ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจนแทบอยากจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ใครจะไปคาดคิดว่าสองสามีภรรยาผู้บ้างานเข้าเส้นอย่าง 'อาจารย์โจว' และ 'ศาสตราจารย์ถัง' ผู้ซึ่งวันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับตัวเลขและวิถีโคจรของกระสุนปืนใหญ่ จะมายืนสุมหัวกันพิจารณากระสอบสานลายงูเหลือมใบเก่าๆ อย่างเอาจริงเอาจังขนาดนี้
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ทั้งสองกำลังพยายามแกะปากถุงกระสอบอยู่นั่นเอง ดูเหมือนว่าคนผูกจะกลัวของข้างในหล่นหายระหว่างทาง จึงมัดด้วยเชือกป่านเส้นหนามาเสียแน่นหนาจนแทบไม่มีช่องว่างให้สอดนิ้ว
กงเซี่ยงหมิน ลูกศิษย์คนสนิทที่ยืนมองอยู่นานอดรนทนไม่ไหว จนต้องเอ่ยปากถามสิ่งที่ทุกคนในห้องอยากรู้ "อาจารย์ครับ... พวกอาจารย์กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอครับ?"
ถังหมิ่นหัวเงยหน้าขึ้นจากภารกิจแกะเชือก รอยยิ้มกว้างที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงแกร่งแห่งฐานทัพวิจัย "ลูกสะใภ้ฉันส่งของมาให้น่ะสิ ฉันเลยอยากจะรีบเปิดดูว่าข้างในมีอะไรบ้าง"
คำตอบนั้นทำเอาทุกคนในห้องตาโตเท่าไข่ห่าน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ความทุ่มเทของถังหมิ่นหัวและโจวอี้คุนเป็นอย่างดี ทั้งสองแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่ต้องพูดถึงการกลับไปเยี่ยมบ้าน แค่จดหมายสักฉบับยังนานทีปีหนจะเห็นเขียนสักครั้ง
แล้วจู่ๆ วันนี้กลับมีพัสดุกระสอบใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มส่งมาถึงที่ นี่มันเรื่องมหัศจรรย์ชัดๆ!
"รีบเปิดเลยครับอาจารย์ถัง" เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งร้องเชียร์ด้วยความตื่นเต้น "ก่อนหน้านี้ที่อาจารย์บอกว่าลูกชายแต่งงานแล้ว ผมยังครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อเลย แต่วันนี้เห็นของส่งมาแบบนี้ สงสัยจะเป็นเรื่องจริงซะแล้ว"
ใครบ้างจะไม่รู้กิตติศัพท์ความเย็นชาของลูกชายบ้านนี้ ไม่ว่าจะโทรศัพท์มาหรือเขียนจดหมายมา ก็มักจะมาในรูปแบบสั้นกระชับได้ใจความ หรือไม่ก็เงียบกริบกันไปทั้งสองฝ่าย การที่จะมีโมเมนต์อบอุ่นหัวใจอย่างการส่งข้าวของเครื่องใช้มาให้พ่อแม่แบบนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดของคนรอบข้าง
ถังหมิ่นหัวได้ยินคำแซวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "ก็ถึงได้บอกไงล่ะว่า ลูกชายน่ะหรือจะสู้ลูกสะใภ้ได้ ไม่มีทางละเอียดอ่อนเท่าลูกสาวหรอก"
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ในที่สุดความยายามของเธอก็สัมฤทธิ์ผล เชือกป่านที่มัดแน่นคลายออก เผยให้เห็นปากถุงที่เปิดกว้าง
เหล่าไทยมุงทั้งหลายต่างพากันชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสะใภ้บ้านนี้ส่งอะไรมาไกลถึงฐานทัพวิจัยกลางทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือ
และทันทีที่ของในกระสอบเผยโฉม ทุกคนก็ต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง แม้แต่ถังหมิ่นหัวเองก็ยังพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ของที่อยู่ด้านบนสุดกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งกระสอบคือผลไม้อบแห้งนานาชนิด สีสันสดใสน่ารับประทาน มีทั้งมะม่วงอบแห้งแผ่นสีเหลืองทอง ลูกไหนอบแห้ง ลิ้นจี่อบแห้ง และลำไยอบแห้งที่ส่งกลิ่นหอมหวานจางๆ ออกมา แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว
ถัดลงไปด้านล่างคือขุมทรัพย์แห่งท้องทะเลที่ส่งกลิ่นเค็มจางๆ ของไอทะเลออกมา มีทั้งกุ้งแห้งตัวโต ปลาตากแห้ง ปลาหมึกแห้ง หอยเป๋าฮื้อแห้ง กังป๋วย กระเพาะปลา และปลิงทะเลแห้งที่อัดแน่นกันอยู่
และที่นอนสงบนิ่งอยู่ก้นกระสอบคือสาหร่ายคอมบุตากแห้งที่ยังมีเกล็ดเกลือสีขาวเกาะอยู่ น้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบจินแน่นอน
เมื่อคำนวณด้วยสายตาคร่าวๆ ของแห้งพวกนี้รวมกันแล้วน่าจะหนักถึงสามสี่สิบจินได้!
ขณะที่ถังหมิ่นหัวกำลังหยิบปลาแห้งออกมาด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ กระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากห่อปลา
เธอรีบคว้ามันขึ้นมาอ่าน ลายมือบนกระดาษนั้นเขียนด้วยตัวบรรจงสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับพิมพ์ออกมาจากแท่นพิมพ์
เนื้อหาในกระดาษไม่ได้มีแค่รายการของที่ส่งมา แต่มันคือคู่มือการกินและการดูแลสุขภาพฉบับย่อ
เจียงซูหลันเขียนกำกับไว้อย่างละเอียดว่าอาหารทะเลชนิดไหนควรทำเมนูอะไรถึงจะอร่อยที่สุด สรรพคุณทางยาคืออะไร เหมาะสำหรับบำรุงส่วนไหนของร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือข้อควรระวังในการกิน เช่น อาหารทะเลชนิดนี้ห้ามกินคู่กับอะไร หรือผลไม้ชนิดนี้คนเป็นโรคกระเพาะควรเลี่ยง
รายละเอียดทุกตัวอักษรที่อัดแน่นเต็มหน้ากระดาษ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจอันลึกซึ้งของผู้ส่ง
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตาเห็น ความเงียบนี้ไม่ได้เกิดจากความอึ้งเหมือนตอนแรก แต่เป็นความซาบซึ้งที่แล่นพล่านไปทั่วหัวใจของทุกคน
แม้แต่ถังหมิ่นหัว ผู้หญิงที่เข้มแข็งดั่งเหล็กกล้ามาตลอดชีวิต ยังรู้สึกจุกที่ลำคอ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ฉัน..." เธอพยายามจะพูด แต่เสียงกลับสั่นเครือ "ลูกสะใภ้ของฉัน... เธอเป็นเด็กดีจริงๆ"
พูดยังไม่ทันจบ น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมา
คนภายนอกอาจจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในฐานทัพกลางทะเลทรายอันกันดารแห่งนี้ ย่อมรู้ดีว่าของเหล่านี้มีค่ามากเพียงใด
ที่นี่... ลมพัดทรายเหลืองตลบอบอวลไปทั่วฟ้า อย่าว่าแต่ผลไม้รสหวานฉ่ำเลย แค่ผักสดใบเขียวยังเป็นของหายากยิ่งกว่าทองคำ
การขาดแคลนสารอาหารทำให้สุขภาพของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่หลายคนย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เลือดออกตามไรฟันกลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ บางคนอาการหนักถึงขั้นอาเจียนออกมาเป็นเลือดเพราะเส้นเลือดเปราะบาง
ที่น่ากลัวที่สุดคือการขาดสารไอโอดีน ทำให้หลายคนเริ่มมีอาการของโรคคอพอก บวมโตที่ลำคอ แต่พวกเขาก็ยังกัดฟันทำงานวิจัยต่อไปด้วยร่างกายที่ร่วงโรย
สุดท้าย... หลายคนต้องถอดใจกลับไปรักษาตัว ทิ้งงานวิจัยที่รักไว้เบื้องหลังอย่างน่าเสียดาย
สำหรับคนในเมืองใหญ่ ของกินพวกนี้อาจจะเป็นแค่ของฝากธรรมดา แต่สำหรับชาวฐานทัพวิจัย ของเหล่านี้เปรียบเสมือนยาวิเศษที่จะช่วยต่อลมหายใจให้พวกเขาทำงานต่อไปได้
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน แต่เงินทุกหยวนที่ได้มา พวกเขาแทบจะทุ่มลงไปกับงบประมาณการวิจัยเสียหมด ประหยัดได้ก็ประหยัด จะกินดีอยู่ดีไปทำไมในเมื่องานยังไม่สำเร็จ
ผลไม้และอาหารทะเลจากแดนไกลต่อให้มีเงินขนส่งเข้ามา ก็มีราคาแพงระยับจนแม้แต่คนที่มีตำแหน่งและเงินเดือนมั่นคงอย่างพวกเขาก็ยังตัดใจซื้อไม่ลง
ใช่... ซื้อไม่ลงจริงๆ
สุดท้ายก็ได้แต่ทำตาปริบๆ มองดูรูปภาพ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป พอวิญญาณนักวิจัยเข้าสิง ก็ลืมเรื่องปากท้องไปเสียสนิท
เพื่อนร่วมงานรอบข้างต่างพากันนิ่งเงียบด้วยความสะเทือนใจ หลายคนแอบลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นอาหารทะเลเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะความตะกละ แต่เพราะร่างกายมันโหยหาธาตุอาหารที่ขาดแคลน
แม้แต่โจวอี้คุน ชายผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและยิ้มยากที่สุดในฐานทัพ แววตาที่เคยแข็งกร้าวก็ยังอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อปกปิดความรู้สึก ก่อนจะเอ่ยเร่งภรรยาเสียงนุ่ม
"หมิ่นหัว รีบเปิดดูอีกกระสอบเถอะ ดูซิว่าลูกส่งอะไรมาอีก"
สิ้นเสียงของโจวอี้คุน บรรยากาศซึ้งๆ ก็เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นระคนคาดหวังอีกครั้ง
แค่กระสอบแรกยังเป็นของล้ำค่าที่ส่งตรงถึงก้นบึ้งหัวใจขนาดนี้ ราวกับว่าลูกสะใภ้คนนี้เป็นพยาธิในท้องที่รู้ใจพวกเขาทุกอย่าง
ในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ เนื้อสัตว์บกนั้นหาไม่ยาก แต่ผลไม้และอาหารทะเลคือกุญแจสำคัญที่จะไขรหัสสุขภาพของพวกเขา
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่กระสอบใบที่สองเป็นตาเดียว อยากรู้เหลือเกินว่าข้างในจะมี 'ขุมทรัพย์' อะไรซ่อนอยู่อีก
ถังหมิ่นหัวเองก็อยากรู้จนทนไม่ไหว เธอรีบหันไปจัดการกับกระสอบใบที่สองทันที
แต่ทว่า...
แม้เธอจะเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่ และเป็นหนึ่งในมันสมองระดับประเทศ แต่ในเรื่องงานบ้านงานเรือนนั้น... ต้องยอมรับตามตรงว่าเธอเข้าขั้น 'ติดลบ'
เชือกป่านที่มัดมาอย่างแน่นหนา กลายเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่แก้ไม่ออกสำหรับเธอ
ผ่านไปสามนาที... เชือกปมเดิมยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของศาสตราจารย์หญิง ผู้ที่เคยยืนสั่งการยิงทดสอบปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานท่ามกลางเสียงระเบิดตูมตามโดยไม่กะพริบตา แต่ตอนนี้กลับมาตกม้าตายเพราะเชือกเส้นเดียว!
คนรอบข้างที่ลุ้นจนตัวเกร็งเริ่มทนไม่ไหว ยิ่งเห็นถังหมิ่นหัวหน้าดำหน้าแดงแกะเชือกก็ยิ่งร้อนรนแทน
"อาจารย์ถังครับ..." ชายหนุ่มคนหนึ่งเสนอด้วยความหวังดี "เอามีดไหมครับ? ปาดทีเดียวก็ออกแล้ว"
เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย เพียงแต่เห็นว่านี่มันเดือนเมษายนแล้ว อากาศก็ไม่ได้ร้อนจัด แต่ถังหมิ่นหัวกลับเหงื่อท่วมตัวเพราะแกะไม่ออก มันน่าหงุดหงิดแทนจริงๆ
คนเก่งระดับประเทศ มาพ่ายแพ้ให้กับเงื่อนตายเนี่ยนะ!
แต่ทว่า ข้อเสนอนั้นกลับถูกถังหมิ่นหัวปฏิเสธเสียงแข็งทันควันโดยไม่ต้องคิด
"ไม่ได้! ห้ามใช้มีดเด็ดขาด!" เธอตวาดแว้ด พร้อมกับปกป้องเชือกเส้นนั้นราวกับเป็นของมีค่า "นี่เป็นเชือกที่ลูกสะใภ้ฉันมัดมากับมือ ฉันจะค่อยๆ แกะมันเอง!"
[จบบท]