บทที่ 397: ลูกสะใภ้แสนดี
ถังหมิ่นหัวไม่เคยเห็นสามีของตัวเองมีอาการร้อนรนทนไม่ไหวขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ในความทรงจำของเธอ โจวอี้คุนคือชายผู้สุขุมเยือกเย็นเสมอ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน เขาก็ยังคงวางมาดนิ่งราวกับแม่ทัพที่วางแผนการรบอยู่ในกระโจมอย่างใจเย็นได้ตลอดเวลา แต่วันนี้ภาพลักษณ์เหล่านั้นกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
โจวอี้คุนหยิบกุ้งแห้งตัวเล็กๆ ขึ้นมาอีกหลายตัว แล้วป้อนเข้าปากถังหมิ่นหัวอย่างเอาอกเอาใจ
"ลูกสะใภ้บอกว่ากินเป็นของกินเล่นได้ คุณลองชิมดูสิ มันกินได้จริงๆ นะ"
ก่อนหน้านี้เพราะความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะมานานจนแสบท้อง พอได้กุ้งแห้งเค็มๆ มันๆ เข้าไปแค่กำมือเดียว ความรู้สึกแสบร้อนในท้องก็ทุเลาลงทันตาเห็น ราวกับมีของวิเศษตกลงไปรองท้อง
ถังหมิ่นหัวคร้านจะสนใจท่าทางเห่อของกินของตาแก่คนนี้ เธอหันไปสนใจห่อผ้าที่วางอยู่ก้นกล่องพัสดุแทน เธอค่อยๆ แกะห่อผ้านั้นออกมา ก็พบว่ามันเป็นห่อสีดำสนิทอีกแล้ว
พอแก้ปมผ้าออก ของข้างในก็ยังเป็นสีดำปึกใหญ่อยู่ดี
ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างพากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก
"นั่นมันคืออะไรน่ะ?"
ของสิ่งนั้นมีสีดำสนิท อัดแน่นติดกันเป็นแผ่นกลมๆ ดูเหมือนขนมเปี๊ยะแผ่นยักษ์ที่ถูกทับจนแบนแต๊ดแต๋ บิดเบี้ยวเสียรูปทรงจนดูไม่ออกว่าคืออะไร
ต้องเข้าใจก่อนว่าพวกเขาทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในพื้นที่ตอนในของประเทศ ห่างไกลทะเลนับพันลี้ จะไปเคยเห็นของทะเลหน้าตาประหลาดแบบนี้ได้อย่างไร
"ดูเหมือนจะเป็น... สาหร่ายจีใช่ไหมนะ?"
ใครคนหนึ่งที่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารทะเลมาก่อนกระซิบออกมาอย่างไม่แน่ใจ
ถังหมิ่นหัวรีบหยิบกระดาษโน้ตที่แปะอยู่บนห่อสีดำขึ้นมาอ่าน แล้วก็ต้องร้องอ๋อออกมาทันที
เธอหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "เป็นสาหร่ายจีจริงๆ ด้วย ลูกสะใภ้ฉันเขียนบอกไว้ว่า สาหร่ายจีกับสาหร่ายคอมบุมีสรรพคุณคล้ายๆ กัน คือเป็นพืชจากทะเลทั้งคู่ เอาไว้ต้มน้ำซุปได้ อย่างเช่นซุปสาหร่ายใส่ไข่ สรรพคุณเด็ดดวงคือช่วยป้องกันโรคคอพอกได้ชะงัดนัก"
พูดจบเธอก็ลองยกห่อสาหร่ายขึ้นมากะน้ำหนักดู ไม่เบาเลยทีเดียว แม้สาหร่ายตากแห้งจะมีน้ำหนักเบาหวิวยามปลิวลม แต่ห่อนี้กลับหนักอึ้ง คะเนดูแล้วน่าจะหนักราวๆ เจ็ดถึงแปดจินเห็นจะได้ แถมยังถูกรีดเอาอากาศออกจนหมดแล้วอัดแน่นเป็นก้อนกลมดิกเพื่อประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง
ถุงสัมภาระสองถุงนี้ เรียกได้ว่าเป็นของล้ำค่าที่ส่งมาได้ถูกจังหวะเวลาสุดๆ
อาหารทะเลพวกนี้ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันโรคคอพอกที่คนแถบนี้เป็นกันเยอะเท่านั้น แต่พวกผลไม้ตากแห้งที่ส่งมาด้วยกัน ยังช่วยเสริมวิตามินและน้ำตาลที่ร่างกายของพวกเขากำลังขาดแคลนอย่างหนัก
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเพราะการทดลองล้มเหลวเริ่มผ่อนคลายลง เสียงถอนหายใจด้วยความทึ่งของใครบางคนดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
"ศาสตราจารย์ถังครับ ลูกสะใภ้ของคุณนี่ช่างรู้ใจและรอบคอบยิ่งกว่าลูกสาวแท้ๆ เสียอีกนะครับเนี่ย"
คำพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
ตั้งแต่ของกินยันของใช้ ไม่มีสิ่งไหนที่เจียงซูหลันตกหล่นหรือมองข้ามไปเลยแม้แต่น้อย
หัวใจของถังหมิ่นหัวพองโตด้วยความปลื้มปริ่ม ชีวิตนี้เธออาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกลมเกลียวกับลูกชายแท้ๆ อย่างโจวจงเฟิงมากนัก แต่สวรรค์ก็ยังเมตตาประทานลูกสะใภ้แสนดีแบบนี้มาให้
แค่คิดถึงเรื่องนี้ เธอก็แทบจะนอนอมยิ้มจนแก้มปริได้แล้ว
เธอหัวเราะเสียงใสอย่างมีความสุข "แน่นอนอยู่แล้ว" ในใจของเธอนั้นยอมรับและรักใคร่ลูกสะใภ้ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนนี้ไปจนหมดหัวใจแล้ว
ด้วยความอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถังหมิ่นหัวจึงหันไปสั่งซูหมิงฟางและกงเซี่ยงหมิน ลูกศิษย์คนสนิทด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"พวกเธอสองคนไปหาถุงมาแบ่งของหน่อย"
"ฉันจะแบ่งกุ้งแห้งกับสาหร่ายพวกนี้ส่วนหนึ่ง พวกเธอเอาไปให้พ่อครัวเหล่าเหอที่หลังครัวโรงอาหารนะ บอกเขาว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ต้มซุปสาหร่ายแจกทุกคนวันละหม้อ"
"แต่ต้องบอกให้ชัดเจนนะว่า ของมีแค่นี้ หมดแล้วก็คือหมด"
พอได้ยินว่าจะมีการส่งเสบียงไปที่โรงอาหาร ซูหมิงฟางกับกงเซี่ยงหมินก็ยิ้มแก้มแทบแตก รีบรับคำอย่างแข็งขัน "ขอบคุณครับอาจารย์!"
แล้วทั้งคู่ก็วิ่งจู๊ดไปหาถุงมาใส่อย่างรวดเร็ว
ถังหมิ่นหัวเองก็เป็นคนใจกว้างและเด็ดขาด เธอเทกุ้งแห้งและสาหร่ายออกมาเกินครึ่งเพื่อบริจาคให้ส่วนรวม เก็บไว้กินเองไม่ถึงหนึ่งในสามส่วนด้วยซ้ำ
"คนในฐานทัพเรามีร้อยกว่าคน ถ้ากินกันอย่างประหยัดๆ น่าจะพอประทังไปได้สักสองเดือน อย่างน้อยก็ช่วยเติมเกลือไอโอดีนให้ร่างกายพวกเราได้บ้าง"
สาหร่ายกับกุ้งแห้งพวกนี้เบามาก หยิบมาแค่นิดเดียวก็ต้มซุปได้หม้อใหญ่เบ้อเริ่มแล้ว
ถ้าต้มกินแค่วันละหม้อ ก็คงยื้อเวลาไปได้อีกพักใหญ่
ซูหมิงฟางกับกงเซี่ยงหมินพยักหน้ารับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
ส่วนของอื่นๆ ที่เหลือ ถังหมิ่นหัวก็ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียว เธอเปิดถุงผลไม้ตากแห้งออกทันที
เธอกวาดตามองเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์ที่ยืนล้อมวงอยู่ แล้วจัดการแจกจ่ายให้คนละกำมือใหญ่ๆ มีทั้งมะม่วงอบแห้ง ลูกไหนตากแห้ง ลิ้นจี่ตากแห้ง และลำไยอบแห้ง
ของพวกนี้คือของดีระดับพรีเมียมทั้งนั้น
ตอนแรกทุกคนยังทำท่าเกรงใจ ไม่กล้ารับของล้ำค่าแบบนี้ แต่พอถังหมิ่นหัวพูดประโยคเดียว ทุกคนก็ชะงัก
"เหล่าเซียว คุณลองดูเหงือกของคุณสิ เปื่อยจนยุ่ยหมดแล้ว ถ้าไม่รีบเติมวิตามินเข้าร่างกาย คุณอยากจะมีจุดจบเหมือนสหายเหล่าหลี่ที่ต้องจากพวกเราไปกลางคันหรือไง?"
พอสิ้นเสียงคำขู่แกมเตือนสติ สหายเหล่าเซียวก็ไม่กล้าปฏิเสธอีกต่อไป เขารีบรับผลไม้ตากแห้งมาด้วยความซาบซึ้งใจ
ทุกคนในที่นั้นได้รับส่วนแบ่งกันอย่างทั่วถึง
การแจกจ่ายรอบนี้ทำให้ของในถุงพร่องไปอีกหนึ่งในสาม
นี่ขนาดแจกแค่คนสิบกว่าคนที่อยู่ในห้องนี้นะ คนอื่นๆ ในฐานทัพยังมีอีกตั้งเยอะแยะ
ถังหมิ่นหัวรู้ดีว่าเธอคงแจกให้ทุกคนครบไม่ได้ แต่หลังจากแจกผลไม้แห้งเสร็จ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าลูกสะใภ้เขียนบอกมาว่ากุ้งลายเสือตัวใหญ่พวกนี้ผ่านการอบแห้งจนสุกแล้ว สามารถกินเล่นเป็นขนมขบเคี้ยวได้เลย เธอจึงหยิบแจกให้อีกคนละสามถึงห้าตัว
กุ้งแห้งพวกนี้ตัวใหญ่มาก หนึ่งตัวมีขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่เลยทีเดียว
ถังหมิ่นหัวประกาศเจตนารมณ์เสียงดังฟังชัด "ของพวกนี้ลูกสะใภ้ฉันตั้งใจส่งมาแสดงความกตัญญูต่อเราสองผัวเมีย แต่พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่กอดคอกันมาหลายปี เมื่อก่อนตอนบ้านพวกคุณส่งของมา ฉันก็ได้อานิสงส์กินด้วยตั้งเยอะแยะ"
"แต่ฉันขอพูดดักคอไว้ตรงนี้เลยนะ สำหรับหนุ่มโสดทั้งหลายในที่นี้ ถ้าฐานทัพเราแจกตั๋วปันส่วนหรือคูปองอะไรมาล่ะก็ เอามาให้ฉันให้หมด ฉันจะรวบรวมส่งไปให้ลูกสะใภ้ฉันที่บ้านนอก"
ในฐานทัพกลางหุบเขาลึกแห่งนี้ ต่อให้มีตั๋วปันส่วนหรือเงินเดือนเป็นฟ่อน ก็ไม่มีค่าอะไรเลยเพราะไม่มีที่ให้ใช้
ที่นี่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ไม่มีร้านค้า ไม่มีตลาด การกินการอยู่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ล้วนเป็นของหลวงแจกจ่ายให้ทั้งหมด แม้กระทั่งยาสีฟัน ผ้าขนหนู หรือกะละมังล้างหน้า ก็ยังเป็นรูปแบบเดียวกันเปี๊ยบ
ข้อเสนอของถังหมิ่นหัวจึงได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น
โดยเฉพาะพวกหนุ่มโสดหรือสหายอาวุโสที่ไม่มีลูกหลาน ต่างพากันพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม "สหายถัง คุณวางใจได้เลย เรื่องแค่นี้พวกเรารับปากได้แน่นอน"
ทันใดนั้น ใครบางคนก็อดใจไม่ไหว ลองกัดกุ้งแห้งตัวโตเข้าปากไปหนึ่งคำ ก่อนจะหลับตาพริ้มด้วยความฟิน "หอม... หอมจริงๆ ผมเกิดมาจนป่านนี้ เพิ่งจะรู้นี่แหละว่ากุ้งทะเลตากแห้งมันกินสดๆ ได้เลย แถมอร่อยด้วย"
เสียงเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั้นทำเอาคนอื่นๆ ที่เหลือต้องกลืนน้ำลายเอือก แล้วรีบแกะกินตามกันเป็นแถว
แม้แต่คนเคร่งขรึมอย่างโจวอี้คุน พอเห็นคนอื่นกินกันอย่างมีความสุข ก็อดไม่ได้ที่จะแบมือยื่นไปตรงหน้าภรรยา
"สหายถัง... ขอให้ผมสักตัวสิ ผมก็อยากชิมบ้าง"
น้ำเสียงของเขาทั้งอ้อนวอนและน่าสงสารจนคนฟังแทบกลั้นขำไม่อยู่
ถังหมิ่นหัวแจกให้คนทั้งห้อง แต่ดันลืมแจกให้สามีตัวเองเสียอย่างนั้น
เธอถลึงตาใส่เขาอย่างหมั่นไส้ระคนขบขัน "ไปๆๆ กลับบ้านกันได้แล้ว กลับไปอ่านจดหมายต่อที่บ้าน"
จดหมายเป็นเรื่องส่วนตัว พวกเขาจึงไม่อยากเปิดอ่านท่ามกลางสายตาคนเยอะแยะแบบนี้
พอได้ยินแบบนั้น วงก็แตก ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน
แต่ก่อนจะเดินจากไป โจวอี้คุนก็ไม่ลืมที่จะสวมวิญญาณหัวหน้าโครงการ หันมากำชับลูกน้องเสียงเข้ม "คืนนี้สองทุ่ม เจอกันที่โรงงานผลิตกระสุน เราจะประชุมสรุปบทเรียนจากความล้มเหลวครั้งนี้ ห้ามใครขาดประชุมเด็ดขาด"
"รับทราบ!" ทุกคนขานรับเสียงดังฟังชัด
หลังจากฝูงชนแยกย้าย โจวอี้คุนและถังหมิ่นหัวก็เดินประคองกันกลับมาที่บ้านพัก
พอก้าวเท้าเข้าบ้าน ผู้เฒ่าทั้งสองที่อายรวมกันทะลุร้อยปีกลับทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งได้ของเล่นใหม่
โจวอี้คุนคว้ากุ้งแห้งขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วนั่งเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยไม่หยุดปาก
ส่วนถังหมิ่นหัวก็นั่งละเลียดกินมะม่วงอบแห้งไปพลาง บ่นงึมงำไปพลาง "เปรี้ยวๆ หวานๆ รสชาติกำลังดีเลย"
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปกระซิบถามสามีเสียงเบา
"ตาแก่โจว คุณว่า... หนูซูหลันเนี่ย ชาติที่แล้วเธอต้องเกิดเป็นลูกสาวแท้ๆ ของพวกเราแน่เลย ใช่ไหม?"
[จบบท]