บทที่ 400: บ้านที่รอคอย
บรรยากาศภายในห้องประชุมเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก เหล่านักวิจัยรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่างพากันทำตัวไม่ถูก การหยิบจับอุปกรณ์หรือนำเสนอข้อมูลยังดูเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์
ทว่าถังหมิ่นหัวที่นั่งมองอยู่กลับส่ายหน้าช้าๆ แววตาภายใต้กรอบแว่นหนาฉายแวววิตกกังวล เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเราไม่มีเวลาแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนในห้องชะงัก ถังหมิ่นหัวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “ไม่มีเวลาให้พวกเขาค่อยๆ เติบโตแล้วล่ะ”
เธอกวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานรุ่นราวคราวเดียวกัน “พวกคุณลองคิดดูสิว่าพวกเรายังเหลือเวลาอีกกี่ปี ยังมีแรงยืนบังลมบังฝนนำหน้าเด็กพวกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน”
คำถามนั้นไม่มีใครกล้าตอบ เพราะความจริงมันโหดร้ายเกินไป คนที่ขลุกอยู่กับสารเคมีและกัมมันตรังสีมาทั้งชีวิต ร่างกายซึมซับอันตรายเข้าไปทุกวัน บวกกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ อายุขัยของพวกเขาย่อมสั้นกว่าคนปกติ
คนที่ก้าวขาเข้ามาในวงการนี้ น้อยคนนักที่จะได้อยู่จนแก่เฒ่า เพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคนล้มหายตายจากไปทั้งที่งานยังไม่สำเร็จ บางคนร่างกายพังพินาศตั้งแต่ยังไม่ออกไปจากฐานทัพด้วยซ้ำ
บทเรียนราคาแพงเหล่านี้ยังไม่มากพอที่จะเตือนใจอีกหรือ?
คนรุ่นเก่าอย่างพวกเขานับวันยิ่งร่วงโรย หากขาดไปสักคนก็เท่ากับเกิดช่องว่างมหาศาลที่เด็กรุ่นใหม่ยังไม่แกร่งพอจะขึ้นมาทดแทนได้ทัน
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง มันหนักอึ้งจนน่าอึดอัด
“พวกเราน่ะ... ยังล้าหลังเขาอยู่มากเหลือเกิน”
เสียงพึมพำของใครคนหนึ่งดังขึ้น เต็มไปด้วยความรู้สึกจนใจ ไม่ว่าจะพยายามวิ่งตามโลกภายนอกแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะยังตามไม่ทันเสียที
ความรู้สึกไร้ทางออกนี้ มีเพียงคนที่ยอมอุทิศชีวิตอยู่ในฐานทัพลับแห่งนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจ
พวกเขาไม่ได้อยากล้าหลัง ไม่ได้อยากถูกใครกดขี่ ทางเลือกเดียวที่มีคือการเอาชีวิตเข้าแลก เดิมพันด้วยลมหายใจเพื่อผลักดันประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้า
เกาะไหหลำ
นับตั้งแต่หมอยืนยันว่าในท้องของเจียงซูหลันมีเจ้าตัวน้อยอยู่ถึงสองคน ขนาดท้องของเธอก็ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับสูบลม ตอนนี้อายุครรภ์เพิ่งจะหกเดือน แต่ขนาดกลับใหญ่โตเหมือนคนท้องแก่แปดเดือนเข้าไปแล้ว
เวลาเดินเหินแต่ละทีดูโงนเงนน่าหวาดเสียว ร่างกายส่วนอื่นยังคงผอมบาง แขนขาเรียวเล็กไร้ไขมันส่วนเกิน มีเพียงหน้าท้องเท่านั้นที่ยื่นล้ำหน้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
โจวจงเฟิงที่คอยเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างรู้สึกใจคอไม่ดี เขาปราดเข้าไปประคองภรรยา “ซูหลัน คุณอย่าเดินเยอะเลย ไปนอนพักเถอะครับ เห็นคุณเดินแล้วผมเสียวไส้”
เจียงซูหลันส่ายหน้ายิ้มๆ เธอเดินเตาะแตะกินลมชมวิวในลานบ้านต่อ ก่อนจะหันกลับมาถามสามี “คุณบอกเรื่องลูกแฝดกับคุณปู่คุณย่า แล้วก็คุณพ่อคุณแม่ของคุณหรือยังคะ?”
โจวจงเฟิงพยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้าตามมา “ผมบอกแค่คุณปู่กับคุณย่าครับ”
เขายังไม่ได้บอกพ่อกับแม่
สำหรับเขา เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรายงานให้พวกท่านทราบ จดหมายฉบับก่อนหน้านี้ก็ได้แจ้งไปแล้วว่าเธอตั้งครรภ์ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ
เจียงซูหลันลอบถอนหายใจ เธอรู้ดีว่าโจวจงเฟิงมีปมในใจเกี่ยวกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยาก
เธอหยุดเดินแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา มือเรียวเอื้อมไปจับท่อนแขนแข็งแรงพลางเอ่ยถาม “บอกพวกท่านสักหน่อยดีไหมคะ?”
“คนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่มีใครไม่อยากได้ยินข่าวดีของลูกหลานหรอกค่ะ”
เธอเชื่อว่าพ่อแม่ของโจวจงเฟิงไม่ได้ไม่รักเขา เพียงแต่ภาระหน้าที่ของพวกท่านยิ่งใหญ่เกินไป ใหญ่จนต้องแบกรับประเทศชาติไว้ทั้งบ่า จนพื้นที่สำหรับลูกชายตัวเล็กๆ อย่างโจวจงเฟิงถูกเบียดบังไปจนหมด
โจวจงเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ “พยากรณ์อากาศบอกว่าพายุกำลังจะเข้า กองทัพเลยจัดซ้อมรับมือและกู้ภัย เดี๋ยวผมต้องเข้าไปที่หน่วยแล้ว”
“คุณอยู่บ้านดูแลตัวเองดีๆ นะ”
ชัดเจนว่าเขากำลังหนี หัวข้อสนทนาเกี่ยวกับพ่อแม่เป็นสิ่งที่เขาพยายามเลี่ยงเสมอมา
เจียงซูหลันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เธอไม่คิดจะเซ้าซี้ หญิงสาวส่งยิ้มอ่อนโยนให้พลางกำชับ “งั้นคุณก็ระวังตัวด้วยนะ ฉันกับลูกจะรอคุณกลับมา”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ประโยคธรรมดาๆ ประโยคนั้นกลับทำให้ร่างกายของโจวจงเฟิงแข็งทื่อ
ทันใดนั้นเขาก็โผเข้ากอดเจียงซูหลันแน่น ใบหน้าคมคายซบลงที่ไหล่บาง กระซิบเสียงพร่า
“ขอบคุณนะ”
ขอบคุณที่ทำให้ผมได้สัมผัสกับคำว่า ‘บ้าน’ อย่างแท้จริง
เจียงซูหลันยืนนิ่งด้วยความงุนงง แต่บรรยากาศซึ้งกินใจดำเนินไปได้เพียงครู่เดียว เสียงกริ่งจักรยานจากหน้าบ้านก็ดังแทรกขึ้น
“สหายเจียงซูหลัน! มีจดหมายมาส่งครับผม!”
สิ้นเสียงตะโกนเรียกของบุรุษไปรษณีย์ เจียงซูหลันก็สะดุ้งเล็กน้อย เธอมุดตัวออกจากอ้อมกอดของสามี ขยับถอยห่างออกมาเพื่อรักษาระยะห่างตามมารยาท
ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขา มือหนาของโจวจงเฟิงก็คว้าเอวเธอไว้แล้วดึงกลับเข้ามา
เจียงซูหลันเซถลามาปะทะแผงอกกว้าง ร่างกายตกอยู่ในวงแขนของเขาอีกครั้ง ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากประท้วง เสียงทุ้มต่ำของโจวจงเฟิงก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“อย่าเพิ่งขยับ ขอผมกอดอีกเดี๋ยว... แค่เดี๋ยวเดียวครับ”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยกระแสเว้าวอนอย่างน่าประหลาด
ไม่มีใครล่วงรู้หรอกว่า คำพูดลอยๆ ที่เจียงซูหลันพูดเมื่อครู่ มีความหมายมากมายมหาศาลเพียงใดสำหรับผู้ชายอย่างโจวจงเฟิง
ตลอดชีวิตยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน
คำว่า ‘รอคุณกลับมา’ ทำให้เขาตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่า ตอนนี้โจวจงเฟิงไม่ใช่คนน่าสงสารที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไปแล้ว
เขามีภรรยา มีลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก ยามที่ต้องออกไปเผชิญอันตรายข้างนอก ลูกเมียจะเฝ้ารอคอยให้เขากลับมา
ใช่แล้ว... กลับบ้าน
บ้านที่จะไม่ได้มีแต่ความหนาวเหน็บ อ้างว้าง และมืดมิดอีกต่อไป แต่จะเป็นบ้านที่มีคนคอยจุดตะเกียงรอเขากลับไปหา
เจียงซูหลันได้ยินน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยของเขา เธอก็ชะงักไป ความขัดเขินเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเห็นใจที่เอ่อล้น
เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นโอบรอบเอวสอบ ลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ต่อไปนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ... มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เชื่อฉันสิ”
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำพูดปกติธรรมดาที่เธอพูดจนติดปาก จะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่โจวจงเฟิงหวงแหนถึงเพียงนี้ เป็นเพราะเขาไม่เคยได้รับมันมาก่อนใช่ไหม เขาถึงได้พยายามไขว่คว้าและกอดเก็บเศษเสี้ยวความอบอุ่นไว้อย่างสุดชีวิต
โจวจงเฟิงเงียบไปนาน จนกระทั่งเจียงซูหลันคิดว่าเขาคงจะไม่พูดอะไรต่อแล้ว แต่จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พอผมเกิดมา พวกเขาก็ส่งผมไปอยู่เมืองหลวงทันที จนกระทั่งอายุสิบแปด ผมได้เจอหน้าพวกเขานับครั้งได้... ไม่เกินนิ้วมือข้างเดียวด้วยซ้ำ เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันรวมๆ แล้วยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลย”
นิยามคำว่า ‘พ่อแม่’ สำหรับเขาในตอนนั้น มีตัวตนอยู่แค่ในกระดาษจดหมาย
ตอนเด็กๆ เขาเคยเฝ้ารอจดหมายจากพ่อแม่ เคยชะเง้อคอรอวันที่พวกเขาจะกลับมาหา แต่พอความผิดหวังมันถาโถมเข้ามาซ้ำๆ สุดท้ายเขาก็เลิกหวัง
เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่ผิดหวัง
เขาค่อยๆ เติบโตขึ้น เรียนรู้ที่จะเข้มแข็งด้วยตัวเอง จนกลายเป็นคนแข็งแกร่งที่ไม่ใช่เด็กขี้แยคนเดิม
เพราะแบบนี้ ตอนแต่งงานเขาถึงไม่ได้บอกกล่าวพวกท่านล่วงหน้า แต่เลือกที่จะแจ้งให้ทราบทีหลังเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว
โจวจงเฟิงเคยคิดเสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อแม่คงเป็นเรื่องผิดปกติที่แก้ไม่หาย เขาไม่เคยตระหนักถึงความบิดเบี้ยวนี้อย่างชัดเจน จนกระทั่งได้มาแต่งงาน ได้มาเห็นความสัมพันธ์ในครอบครัวของเจียงซูหลัน
เขาเห็นสายตาที่พ่อเจียงมองเขา สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่พ่อตามีต่อลูกเขย พ่อเจียงปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นลูกหลานคนหนึ่งจริงๆ
สิ่งนี้... คือสิ่งที่พ่อแม่บังเกิดเกล้าไม่เคยทำให้เขาได้สัมผัสเลย
ไม่ใช่ว่าโจวจงเฟิงจะโกรธเกลียดหรือตำหนิพวกท่าน ตรงกันข้าม เขารู้สึกภาคภูมิใจในความเสียสละเพื่อชาติของพ่อกับแม่เสมอมา แต่ในโลกนี้ ทุกอย่างย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อเลือกสิ่งหนึ่ง ก็ย่อมต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป
[จบบท]