บทที่ 434: สัญญาณเตือนก่อนรุ่งสาง
สาบานให้ฟ้าผ่าตายเถอะ เฮ่อหวนหมินไม่เคยมีความคิดที่จะเบี้ยวหนี้เลยสักนิดเดียวจริงๆ!
แต่ดูสิ่งที่ ‘เหล่าโจว’ หรือโจวอี้คุนทำเข้าสิ ตาแก่นี่เล่นลากลูกชายตัวเองบุกมาทวงหนี้ถึงในห้องทำงาน ท่าทางร้อนรนเหมือนกลัวว่าเขาจะชักดาบหนีหายเข้ากลีบเมฆไปอย่างนั้นแหละ นี่เห็นเขาเป็นคนยังไงกันแน่?
ใบหน้าของเฮ่อหวนหมินมืดครึ้มลงทันตาเห็น เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานด้วยท่าทีฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะคว้าใบแจ้งหนี้ปึกใหญ่ไสออกมาวางกระแทกบนโต๊ะเสียงดังปัง!
"ไปๆๆ จะเอาเงินก็รีบไปเบิกกับเจ้าหน้าที่บัญชีของฐานทัพวิจัยภาคตะวันตกเฉียงเหนือโน่นเลย คิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างฉันจะหน้าด้านขนาดนั้น? ขนาดงบของกองทัพฉันยังไม่กล้าแตะต้อง แล้วนี่เป็นเงินของลูกหลานแท้ๆ ฉันจะไปกล้าโกงได้ยังไง นายเห็นฉันเป็นคนประเภทไหนกันแน่ห๊ะ?"
โจวอี้คุนคว้าใบแจ้งหนี้มาถือไว้ พลิกดูรายละเอียดซ้ายขวาอย่างถี่ถ้วนจนแน่ใจว่าตัวเลขครบทุกบาททุกสตางค์ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
"เหล่าเฮ่อ ฉันไม่ได้สงสัยว่านายจะเบี้ยวหนี้หรอกนะ แต่ใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์ความขี้เหนียวระดับ 'ไก่เหล็กขนหลุดยาก' ของนายดี ถ้าฉันไม่ช่วยลูกชายมาทวงถาม นายก็คงจะดึงเช็งยื้อเวลาไปเรื่อยๆ ใครจะไปรู้ล่ะว่านายจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเมื่อไหร่"
ความจริงแล้วเฮ่อหวนหมินไม่ได้เป็นคนนิสัยแย่หรือขี้โกงอะไรหรอก เพียงแต่ความยากจนขัดสนของพื้นที่ทุรกันดารแถบนี้มันบีบคั้นหัวใจคนเป็นผู้นำ ในฐานะคนดูแลฐานทัพวิจัย ทุกหยวนทุกเฟินเขาต้องคิดแล้วคิดอีกเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ประหยัดได้แม้กระทั่งกางเกงในของตัวเองที่ปะชุนจนหนาเตอะไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้นแล้ว
พอเฮ่อหวนหมินได้ยินคำครหาจากปากเพื่อนรัก เขาก็แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างไม่สบอารมณ์
"เหอะ! ฉันว่านายนั่นแหละมองโลกในแง่ร้าย จิตใจคับแคบวัดใจสุภาพบุรุษชัดๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก เอาแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัว โจวจงเฟิงก็นับได้ว่าเป็นหลานชายคนละครึ่งของฉันเหมือนกัน เขาอุตส่าห์ดั้นด้นขับรถบรรทุกขนเสบียงมาส่งให้พวกเราไกลขนาดนี้ ฉันจะไปกล้าโกงเงินเขาได้ลงคอเชียวเหรอ? ขืนทำแบบนั้น เขาจะเอาหน้าไปรายงานกับทางกองทัพได้ยังไง"
เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องพรรค์นั้นให้ตายเขาก็ทำไม่ลง
เหตุผลน่ะฟังขึ้น แต่ความเป็นจริงก็น่าห่วงอยู่ดี โจวอี้คุนจึงต้องกันไว้ดีกว่าแก้
"เออๆ รู้แล้วน่าว่านายเป็นคุณลุงที่ประเสริฐเลิศเลอที่สุดในปฐพี" โจวอี้คุนลุกขึ้นยืนพลางเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนเก่าแปะๆ เพื่อเอาใจ
"ว่าแต่... ลูกชายฉันจะกลับแล้ว ทางหน่วยงานเราไม่มีของฝากพื้นเมืองอะไรให้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้างเลยเหรอ?"
ชายชราเลิกคิ้วมองเพื่อน ขยายความต่อให้เห็นภาพ "จะให้โจวจงเฟิงขับรถมาส่งของเต็มคันรถ แต่ขากลับต้องตีรถเปล่ากลับไปมือเปล่า มันดูไม่จืดเลยนะ เดี๋ยวทางกองกำลังประจำเกาะเขาจะเม้าท์เอาได้ว่าฐานทัพวิจัยภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเราแล้งน้ำใจ หรือไม่ก็จนกรอบจนไม่มีปัญญาให้อะไรตอบแทนน้ำใจเด็กมัน"
ความจริงมันก็จนกรอบจนแทบจะไม่มีเสียงกระดิ่งดังจริงๆ นั่นแหละ
เฮ่อหวนหมินแอบบ่นอุบอิบในใจ แต่พอคิดตามคำพูดของโจวอี้คุนแล้วก็เห็นด้วย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
"เอาแบบนี้ ตอนกลับเดี๋ยวฉันจะทำเรื่องเบิกเนื้อจามรีให้ตัวหนึ่ง แล้วก็พวกนมอัดก้อนอีกจำนวนหนึ่ง นายเคยบอกว่าลูกสะใภ้กำลังท้องแก่ใกล้คลอดไม่ใช่เหรอ? ของพวกนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนท้องและเด็กอ่อนนะ บำรุงดีนักเชียว"
โจวจงเฟิงที่นั่งเงียบเป็นเป่าสากฟังผู้ใหญ่สองคนปะทะคารมกันมาตลอด ลุกขึ้นยืนเตรียมจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ "ไม่เป็นระ..."
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค โจวอี้คุนก็รีบแทรกขึ้นทันควัน "ผู้ใหญ่ให้ของ ห้ามปฏิเสธ ลุงเฮ่ออุตส่าห์ใจป้ำขนาดนี้ รีบรับไว้ซะ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะ พลาดหมู่บ้านนี้ไป ก็หาโรงเตี๊ยมข้างหน้าไม่เจอแล้วนะ"
เมื่อพ่อพูดดักคอขนาดนี้ โจวจงเฟิงทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั้นๆ "ครับ"
หลังจากจัดการเรื่องเอกสารและร่ำลาเฮ่อหวนหมินเรียบร้อยแล้ว สองพ่อลูกก็เดินออกมาจากสำนักงาน โจวจงเฟิงอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามพ่อเบาๆ ด้วยความข้องใจ
"พ่อครับ ทำแบบนี้มันจะดีเหรอครับ?"
ความรู้สึกนี้มันอธิบายยากเหลือเกิน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาชินกับการยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเอง ฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างเพียงลำพัง จู่ๆ วันนี้กลับมีพ่อมายืนขวางหน้า คอยออกหน้าเรียกร้องสิทธิ์และปกป้องผลประโยชน์ให้ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ แบบนี้... มันก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
โจวอี้คุนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่มีอะไรไม่ดีหรอกน่า ครั้งนี้เธอช่วยฐานทัพเราไว้มากเลยนะ"
เมื่อเห็นลูกชายยังทำหน้าไม่ค่อยสบายใจ โจวอี้คุนจึงชี้ไม้ชี้มือไปที่กลุ่มเพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินสวนไปมาขวักไขว่
"ลองฟังดูสิว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรกัน"
โจวจงเฟิงเงี่ยหูฟัง ท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง บทสนทนาของเหล่าผู้คนก็ลอยเข้าหู
"เฮ้ย! ได้ยินข่าวหรือยัง? ของจากเกาะส่งมาถึงแล้วนะ เย็นนี้โรงอาหารจะมีซุปสาหร่ายเส้นให้กินด้วยแหละ!" ชายคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
"จริงดิ! ขาดช่วงไปตั้งอาทิตย์กว่า เล่นเอาฉันเปรี้ยวปากจะแย่ นึกว่าจะลงแดงตายซะแล้ว"
"นี่ยังน้อยไป ฉันได้ยินมาว่ารอบนี้มีอาหารทะเลแห้งมาเพียบ อย่าบอกนะว่านายไม่คิดถึงรสชาติของทะเล?" อีกคนเสริมอย่างมีความหวัง
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ มีพวกผลไม้กระป๋องกับผลไม้อบแห้งด้วย เมื่อกี้ฉันเห็นคนเพิ่งกินข้าวเสร็จ ในกล่องข้าวเขามีลิ้นจี่กระป๋องราดมาหนึ่งทัพพีเชียวนะ! ลิ้นจี่ลูกอวบๆ ขาวๆ น่ะ!"
"บ้าน่า! แถบตะวันตกเฉียงเหนือกันดารแบบนี้จะไปหาลิ้นจี่มาจากไหน?"
"โธ่เอ๊ย นายตกข่าวแล้ว แถวนี้ไม่มี แต่ที่เกาะมีถมเถไป เขาว่ากันว่าลูกชายของศาสตราจารย์โจวเป็นคนขับรถมาส่งเองกับมือ แล้วไอ้ผลไม้กระป๋องนั่น ลูกสะใภ้ของแกก็เป็นคนลงมือทำเองด้วยนะ"
"ไม่ได้การละ ฉันต้องรีบซอยเท้าไปโรงอาหารด่วน เดี๋ยวของดีจะหมดอดกินกันพอดี!"
ปกติแล้วสหายอาวุโสเหล่านี้มักจะไม่ค่อยกระตือรือร้นเรื่องกินเรื่องอยู่เท่าไหร่ แต่วันนี้กลับดูคึกคักมีชีวิตชีวากันเป็นพิเศษราวกับได้ย้อนวัย
"ได้ยินชัดไหม?" โจวอี้คุนหันมาถามลูกชายขณะเดินย่ำไปบนพื้นทรายแห้งแล้ง แววตาหลังกรอบแว่นฉายแววภาคภูมิใจอย่างที่สุด
โจวจงเฟิงพยักหน้าเบาๆ
ยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบอะไร กลุ่มคนที่เดินผ่านมาก็สังเกตเห็นโจวอี้คุนเสียก่อน จึงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง
"สวัสดีครับอาจารย์โจว!"
"สวัสดีครับศาสตราจารย์!"
มีคนตาไวสังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ข้างกายศาสตราจารย์เฒ่า จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "อาจารย์โจวครับ นี่ใช่ลูกชายของอาจารย์หรือเปล่าครับ?"
โจวอี้คุนยืดอกพยักหน้ารับอย่างเต็มภาคภูมิ "ใช่แล้ว นี่ลูกชายฉันเอง"
"โอ้โฮ! หน้าตาหล่อเหลาเอาการ สง่าผ่าเผยสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ"
"ใครกันที่สง่าผ่าเผย?"
เสียงทุ้มของชายวัยกลางคนดังแทรกขึ้นมา 'เหล่าเซียว' หรือเซียวอ้ายจิ้ง เดินถือปิ่นโตออกมาจากทางโรงพยาบาลพอดี เขาตั้งใจจะไปโรงอาหารแต่บังเอิญได้ยินเสียงคนกลุ่มนี้คุยกันเลยแวะเข้ามาดู
"พวกเรากำลังชมลูกชายของอาจารย์โจวอยู่น่ะครับสหายเซียว!" หนึ่งในนั้นตอบ
เหล่าเซียวชะงักไปเล็กน้อย เขาเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลหลังจากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าอย่าง 'เหล่าหลี่' มา ภาพที่เห็นคือ ถังหมิ่นหัว ภรรยาของโจวอี้คุน นำบะหมี่น้ำใสใส่ไข่และผักเขียวสดๆ ไปเยี่ยมคนป่วย เหล่าหลี่ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหลพราก
แต่ในจังหวะที่ซึ้งๆ อยู่นั้น ถังหมิ่นหัวดันคุยโม้ขึ้นมาว่า "นี่นะ บะหมี่ชามนี้ลูกชายฉันทำเองกับมือ อร่อยกว่าที่ฉันทำร้อยเท่าพันเท่าเลยนะจะบอกให้"
คำพูดนั้นทำเอาเหล่าหลี่กลืนคำขอบคุณลงคอแทบไม่ทัน
ปกติถังหมิ่นหัวเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน ไหงจู่ๆ ถึงได้ติดนิสัยปากคอเราะร้ายขี้อวดเหมือนโจวอี้คุนไปได้นะ? หรือว่าเชื้อสามีจะแรง?
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นแค่วิธีการอวดลูกชายในแบบฉบับของคนเป็นแม่เท่านั้นเอง
ด้วยความสงสัย เหล่าเซียวจึงตั้งใจเดินอ้อมมาทางนี้เพื่อหวังจะ "บังเอิญ" เจอโจวจงเฟิง อยากจะเห็นกับตาว่าลูกชายที่บ้านโจวพากันเห่อหนักหนานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
และแล้วก็ได้เจอสมใจ
อืม... ต้องยอมรับว่าหน้าตาดีจริงๆ บุคลิกสง่างามสมชายชาตรี เขาถึงกับเห็นเงาของโจวอี้คุนสมัยหนุ่มๆ ซ้อนทับอยู่บนตัวชายหนุ่มคนนี้ แต่โจวจงเฟิงดูสุขุมและเยือกเย็นกว่าพ่อของเขามาก
อาจเป็นเพราะการเป็นทหาร กลิ่นอายรอบตัวจึงดูดุดันและแข็งแกร่งกว่าพวกนักวิชาการอย่างพ่อ นี่สินะคือผลลัพธ์ของการผ่านสมรภูมิเลือดและบททดสอบชีวิตจริง
ขณะที่เหล่าเซียวกำลังพิจารณาโจวจงเฟิง ชายหนุ่มเองก็มองตอบกลับมาอย่างสุภาพ
โจวอี้คุนเห็นเพื่อนเก่าจ้องลูกชายตาไม่กะพริบ ก็รีบทำหน้าที่แนะนำ "จงเฟิง นี่คือคุณอาเซียว เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ของพ่อเอง ทำงานด้วยกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตายร้ายดีมาด้วยกันตลอด"
โจวจงเฟิงก้มศีรษะทักทายอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับคุณอาเซียว"
"ดีๆๆ เยี่ยมมาก" เหล่าเซียวพยักหน้าชื่นชม "สำนวนจีนเขาว่า สีครามมาจากต้นครามแต่เข้มกว่าต้นคราม ดูท่าจะจริง หลานดูหล่อกว่าพ่อของหลานตอนหนุ่มๆ เยอะเลย"
เปิดปากมาก็กัดกันทันทีตามประสาเพื่อนสนิท
โจวอี้คุนแค่นหัวเราะ "ลูกชายฉันก็ต้องเก่งกว่าฉันอยู่แล้ว มันเรื่องปกติ"
พอเป็นเรื่องลูกชายทีไร ศาสตราจารย์โจวผู้เยือกเย็นมักจะกลายร่างเป็นเม่นพองขน พร้อมทิ่มแทงทุกคนที่เข้ามาข้องแวะทุกที
เหล่าเซียวคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับคนเห่อลูก จึงหันไปพูดกับโจวจงเฟิงแทน "มาไกลขนาดนี้ถือเป็นแขกบ้านแขกเมือง วันนี้โรงอาหารมีเมนูพิเศษ ลุงจะพาไปเปิดหูเปิดตาดูอาหารการกินของพวกเราชาวฐานทัพ ไปเถอะ เดี๋ยวลุงเลี้ยงเอง"
"หยุดเลยๆ" โจวอี้คุนรีบยกมือห้ามทันที "นายนี่ความจำสั้นหรือไง? อาหารพิเศษที่โรงอาหารวันนี้ ก็ลูกชายฉันนี่แหละเป็นคนขนมา อีกอย่างนะ..."
เขาทำท่าปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นบนเสื้ออย่างจริตจะก้าน "ลูกชายฉันเขาทำกับข้าวให้กินเรียบร้อยแล้ว พวกเราพ่อแม่ลูกกินกันอิ่มหนำสำราญที่บ้านแล้ว ไม่ต้องลำบากนายหรอก"
คำพูดคำจาน่าหมั่นไส้เสียจนเหล่าเซียวแทบจะกลอกตามองบน นี่ใช่โจวอี้คุนคนเดิมจริงๆ เหรอ? ทำไมพอลูกชายมาถึงได้ทำตัวเหมือนนกยูงรำแพนหางอวดชาวบ้านไปทั่วขนาดนี้?
รู้จักกันมาหลายสิบปี ไม่เคยเห็นมุมนี้มาก่อนเลยให้ตายเถอะ
"เออๆ เอาที่สบายใจ" เหล่าเซียวโบกมือไล่อย่างรำคาญ "งั้นเอาไว้โอกาสหน้าหลานมาใหม่ ลุงค่อยเลี้ยงรับรองแล้วกันนะ"
โจวจงเฟิงรับคำสั้นๆ "ครับ" แล้วมองส่งเหล่าเซียวเดินจากไป
เมื่อคล้อยหลังเพื่อนพ่อ ชายหนุ่มก็หันมาถามบิดา "พ่อครับ เมื่อกี้ที่พ่อทำตัวแบบนั้น..."
"ลูกกำลังจะถามว่า มันดูไม่ค่อยดีใช่ไหม?" โจวอี้คุนยิ้มกว้างอย่างหาได้ยาก
โจวจงเฟิงพยักหน้า ทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไปตามทางเดินมุ่งหน้ากลับหอพัก
"ไม่หรอก ลูกไม่เห็นตอนลูกชายของเหล่าเซียวส่งของมาให้เขาบ้างล่ะ ตอนนั้นนะ เขาเดินยืดอกภูมิใจหน้าบานเป็นจานดาวเทียมอยู่หลายวัน ก่อนนอนทุกคืนต้องเดินมาอวดพ่อกับแม่ถึงห้องพัก"
ลูกชายเขาดีอย่างนั้น ลูกชายเขากตัญญูอย่างนี้...
ความจริงแล้ว ชีวิตของคนรุ่นพวกเขาในที่แห่งนี้มันแห้งแล้งและน่าเบื่อหน่าย เรื่องราวของลูกหลานจึงเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ เป็นความสุขเพียงไม่กี่อย่างที่หล่อเลี้ยงชีวิต
เพียงแต่เมื่อก่อน พวกเขากับโจวจงเฟิงมีความห่างเหินกัน จึงพลาดโอกาสแห่งความสุขนั้นไปหลายสิบปี
โจวจงเฟิงเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา "พ่อ... ผมขอโทษครับ"
เขามาหาช้าเกินไป ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานนับสิบปี
โจวอี้คุนยกมือขึ้นตบไหล่ลูกชาย แล้วพบว่าบัดนี้ลูกชายของเขาสูงใหญ่จนเขาต้องเงยหน้ามองเสียแล้ว
"ไม่ต้องขอโทษหรอก เป็นพ่อกับแม่ต่างหากที่ต้องขอโทษ" แววตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววอ่อนโยนและเปี่ยมสุข
"แค่วันนี้ลูกยอมรับงานขนส่งนี้ เพื่อจะแวะมาเยี่ยมพวกเรา พ่อก็ดีใจมากแล้ว"
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายยังลงมือทำอาหารให้กินอีกมื้อหนึ่ง สำหรับโจวอี้คุนแล้ว ความทรงจำนี้เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต ต่อให้ตายตอนนี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว
สองพ่อลูกเดินเงียบๆ กันไปจนถึงใต้หอพัก
ครั้งนี้โจวจงเฟิงไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เขาหยุดยืนอยู่หน้าตึก ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว โจวอี้คุนสวมแว่นสายตายาว ผมเผ้าขาวโพลนไปเกือบทั้งหัว ดูแก่ชราลงไปมาก
โจวจงเฟิงรู้สึกปวดหนึบในใจ แต่ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบรออยู่ เขาไม่สามารถรั้งอยู่ที่นี่นานกว่านี้ได้
"พ่อครับ... ผมต้องไปแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้โจวอี้คุนชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าลูกต้องไป แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้
มาถึงบ่าย กลับค่ำเลยหรือ?
"เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่นอนพักที่ฐานทัพสักคืนก่อนหรือลูก?" พ่อถามเสียงเครือ พยายามรั้งไว้ "พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนค่อยขับรถกลับจะปลอดภัยกว่าไหม?"
โจวจงเฟิงส่ายหน้าช้าๆ แต่หนักแน่น "ท้องของซูหลันแปดเดือนกับอีกยี่สิบเอ็ดวันแล้วครับ"
เธออาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ
และการที่เขารีบออกเดินทางเร็วขึ้นแม้แต่นาทีเดียว ก็อาจหมายถึงการได้กลับไปทันเวลาดูหน้าลูก และอยู่เคียงข้างภรรยาในยามสำคัญที่สุด เขาไม่อยากให้เจียงซูหลันต้องเผชิญความเจ็บปวดตามลำพังโดยไม่มีสามีอยู่ด้วย
โจวอี้คุนได้ยินเหตุผลนั้นก็พยักหน้าเข้าใจทันที "ถ้าอย่างนั้นก็สมควรกลับ ต้องรีบกลับเลยล่ะ"
"เดี๋ยวนะ ลูกยืนรอพ่อตรงนี้เดี๋ยวเดียว พ่อขึ้นไปหยิบของแป๊บเดียว เดี๋ยวลงมา"
โจวจงเฟิงรับคำ แล้วมองตามแผ่นหลังที่เริ่มค่อมลงของพ่อที่รีบวิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะขับรถออกไปเลยดีไหม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับของอะไรจากพ่ออีก แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าจากไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก
คนเด็ดขาดอย่างเขา... ก็มีมุมที่ลังเลเหมือนกัน
แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาที เขาก็ตัดสินใจยืนรออยู่ที่เดิม การไม่ทิ้งความรู้สึกติดค้างในใจ ย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
โจวอี้คุนใช้เวลาไม่นานก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับลงมา เขายัดสมุดบัญชีเงินฝากเล่มหนึ่งใส่มือลูกชาย
"พ่อกับแม่ไปดูแลซูหลันไม่ได้ เงินก้อนนี้ถือซะว่าเป็นของรับขวัญหลานจากปู่ย่าก็แล้วกัน"
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พ่อยื่นเงินให้
โจวจงเฟิงก้มมองสมุดบัญชีในมือ แล้วเลื่อนสายตาไปมองมือของพ่อที่แห้งกร้านและแตกเป็นแผลจากความหนาวเย็นและสารเคมี
"ผมไม่รับ"
"พวกเรามีเงินพอใช้ครับ ซูหลันหาเงินเก่งกว่าผมเสียอีก"
เมื่อก่อนเขาเคยรับเงินจากพ่อแม่ด้วยความรู้สึกเฉยชา เพราะคิดว่าพวกเขาทิ้งภาระหน้าที่พ่อแม่ จึงติดค้างเขา แต่เมื่อเติบโตขึ้น เป็นหัวหน้าครอบครัว และกำลังจะเป็นพ่อคน เขาถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
พ่อแม่ติดค้างเขาจริงหรือ?
อาจจะไม่ใช่... ชีวิตคนเรามีสิ่งที่ต้องเลือก และบางครั้งความยิ่งใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสียสละ
โจวจงเฟิงในวันนี้ เข้าใจและยอมรับความจริงข้อนี้ได้อย่างเต็มหัวใจแล้ว
"รับไว้เถอะ นี่ให้หลาน ไม่ได้ให้ลูก" โจวอี้คุนยัดสมุดบัญชีกลับใส่มือลูกชายอีกครั้ง "ซูหลันหาเงินเก่งกว่า แล้วลูกไม่อายรึไงที่พูดออกมาน่ะ"
"จำไว้นะอาเฟิง ลูกผู้ชายต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนฟ้า เลี้ยงดูครอบครัวให้ได้ นั่นคือหน้าที่ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด"
โจวจงเฟิงกำสมุดบัญชีแน่น พยักหน้ารับคำสอน "ครับ"
"ไปเถอะ ส่วนเรื่องแม่แกเดี๋ยวพ่อจัดการเอง ขืนให้ลงมาส่ง เดี๋ยวก็จะร้องห่มร้องไห้พาลจะทำให้แกออกเดินทางไม่ได้"
"แล้วก็... ขับรถดีๆ ระวังตัวด้วยนะ"
คำพูดสั้นๆ แฝงไปด้วยความเป็นห่วงและความอาลัยอาวรณ์นับหมื่นล้านคำ
โจวจงเฟิงหันหลังเดินกลับไปที่รถจี๊ป เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์และมองกระจกหลัง เขาเห็นพ่อยังคงยืนอยู่ที่ปากทางเข้าตึก จ้องมองมาที่รถของเขาอย่างไม่ละสายตา
แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทอดยาวร่างของชายชราให้ดูโดดเดี่ยวและเงียบเหงายิ่งกว่าเดิม
***
ณ เกาะทางใต้
ลูกน้อยในท้องของเจียงซูหลันเริ่มดิ้นแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งตกดึกยิ่งเหมือนกับว่าเด็กแฝดข้างในตกลงกันไม่ได้ว่าจะนอนท่าไหน ต่างคนต่างออกหมัดออกเท้าถีบท้องแม่จนปูดโปน
เดี๋ยวตรงนี้ปูด เดี๋ยวตรงนั้นนูน ราวกับมีเอเลี่ยนตัวน้อยพยายามจะแหวกว่ายออกมา
เจียงซูหลันถูกเจ้าตัวเล็กทรมานจนนอนไม่หลับ นอกจากจะเจ็บชายโครงแล้ว ยังต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน
โชคดีที่ตั้งแต่โจวจงเฟิงไม่อยู่ แม่เจียงก็ย้ายมานอนเป็นเพื่อนในห้อง แม่เจียงเป็นคนหูไว แค่ได้ยินเสียงเตียงไม้ไผ่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดก็รู้ทันที
"ลูกดิ้นอีกแล้วเหรอ?"
เจียงซูหลันครางรับในลำคอ เธอพยายามจะลุกแต่ท้องที่ใหญ่เทอะทะทำให้ทรงตัวลำบาก แม่เจียงรีบยื่นมือมาช่วยประคองดึงตัวลูกสาวขึ้น
หลังจากกลับจากห้องน้ำ เจียงซูหลันรู้สึกเหมือนแค่ไปเดินเล่นเฉยๆ เพราะฉี่ออกนิดเดียว แต่ถ้าไม่ไปก็รู้สึกปวดหน่วงอึดอัด พอกลับมาล้มตัวลงนอน เจ้าตัวแสบในท้องก็เริ่มเปิดศึกกันอีกรอบ
แม่เจียงนอนตะแคงมองดูท้องลูกสาวที่กระเพื่อมไหว เดี๋ยวซ้ายที เดี๋ยวขวาที ด้วยความสงสารระคนเอ็นดู
นางเอื้อมมือไปลูบหน้าท้องนูนเป่งเบาๆ แล้วดุเสียงอ่อน "ยังจะซนกันอีก ไม่ยอมให้แม่เขาหลับเขานอน เดี๋ยวออกมาเมื่อไหร่ยายจะตีตูดให้เข็ดเลยเชียว!"
ไม่รู้ว่าคำขู่ของยายได้ผลหรืออย่างไร ช่วงค่อนรุ่งเด็กๆ ถึงได้ยอมสงบศึกและปล่อยให้แม่ได้พักผ่อนบ้าง
แต่ถึงจะไม่ดิ้น เจียงซูหลันก็ยังกังวล เช้าตรู่เจ็ดโมง เธอตื่นมาดื่มรังนกตุ๋นร้อนๆ ไปหนึ่งถ้วย สายตามองชะเง้อออกไปนอกประตูบ้าน ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปที่คุ้นเคยก็อดถอนหายใจไม่ได้
"แม่จ๊ะ เดี๋ยวสายๆ เราไปสถานีอนามัยกันหน่อยนะ ไปฟังเสียงหัวใจลูกหน่อย"
ช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เธอไปสถานีอนามัยแทบจะวันเว้นวัน เพื่อให้หมอหลัวตรวจเช็คความเรียบร้อย
แม่เจียงขานรับทันที นางรีบต้มไข่ไก่สองฟองใส่กระเป๋าเสื้อไว้ เผื่อว่าลูกสาวเกิดหิวหน้ามืดขึ้นมาระหว่างทาง
เมื่อไปถึงสถานีอนามัย เจียงซูหลันนอนลงบนเตียงตรวจแคบๆ อย่างคุ้นเคย หลัวอวี้ชิว หรือหมอหลัว มองหน้าแม่เจียงแวบหนึ่งก็รู้ทันทีว่าคนไข้กังวลเรื่องอะไร
"พ่อตัวดียังไม่กลับมาสินะ?"
เจียงซูหลันส่ายหน้าพลางเลิกเสื้อขึ้น เผยให้เห็นหน้าท้องกลมใหญ่ราวกับลูกแตงโมยักษ์
หมอหลัวมองพุงขาวเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะด้วยความอิจฉา "ฉันทำคลอดคนท้องมาเป็นร้อยคนแล้ว ยังไม่เคยเห็นใครท้องลายสวยเท่าเธอเลยนะซูหลัน เสียอย่างเดียวคือมันใหญ่เกินไปหน่อย"
ผิวท้องของเจียงซูหลันเนียนกริบ ไม่มีรอยแตกลายงาแม้แต่นิดเดียว คงเพราะขยันทาไขมันกบหิมะบำรุงมาตลอด
เจียงซูหลันหัวเราะคิกคัก "หมอหลัวก็ลองท้องเองดูบ้างสิคะ รับรองว่าต้องสวยกว่าฉันแน่นอน"
"โอ๊ย ไม่เอาหรอก ฉันเคยคิดอยากได้สามีทหารนะ แต่พอเห็นเธอเป็นแบบนี้แล้ว... เป็นเมียทหารนี่ลำบากเกินไป ฉันขอคิดดูอีกทีดีกว่า"
อายุป่านนี้แล้ว ทางบ้านก็เร่งยิกๆ แต่พอเห็นความลำบากของคนไข้ก็อดสยองไม่ได้
เจียงซูหลันพยักหน้าเห็นด้วย แววตาหม่นลงเล็กน้อย "การเป็นภรรยาทหารไม่ง่ายเลยจริงๆ ค่ะ"
ไม่ว่าจะเป็นเธอ พี่สะใภ้เหมียว หรือหวังสุ่ยเซียง แม้กระทั่งเซียวอ้ายจิ้งที่เพิ่งหย่าไป ไม่มีใครสบายสักคน
หมอหลัวเงียบเสียงลง เพราะตอนนี้เธอวางหูฟังแพทย์ลงบนหน้าท้องของเจียงซูหลันแล้ว
ผ่านไปสองนาที
"เสียงหัวใจปกติดี แข็งแรงมาก"
สิ้นเสียงหมอ หน้าท้องของเจียงซูหลันก็นูนขึ้นมาเป็นรอยเท้าเล็กๆ ชัดเจนจนเห็นนิ้วเท้าจิ๋วๆ ดันผิวหนังออกมา
ภาพนั้นทำเอาหมอหลัวตาโต "โอ้โห! เจ้าตัวเล็กแรงเยอะชะมัด ดันซะพุงแม่แทบแตก"
เจียงซูหลันดึงเสื้อลง พยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีหมอหลัวช่วยประคอง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่
"นี่ถือว่าเบาแล้วนะคะ พอกลางคืนทีไร อย่างกับเปิดโรงยิมฝึกวิทยายุทธ์กันอยู่ในท้อง ต่อยซ้ายทีเตะขวาที ไม่ได้พักเลยค่ะ"
หมอหลัวเปิดม่านกั้นเตียงออก แล้วกระซิบกระซาบ "ถึงฉันจะบอกเพศไม่ได้ตามกฎระเบียบนะ แต่แอบบอกกันเองตรงนี้... ฉันว่าน่าจะเป็นผู้ชาย ดูสิ ดิ้นเก่งขนาดนี้ ไม่มีความเรียบร้อยเหมือนเด็กผู้หญิงเลย"
พอหมอหลัวเปิดประเด็น หัวหน้าพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ ก็ชะโงกหน้าเข้ามาร่วมวง
"โบราณว่าดูทรงท้อง ถ้าท้องแหลมได้ลูกชาย ท้องกลมได้ลูกสาว พวกเธอดูท้องสหายเจียงสิ กลมดิกเป็นลูกบอลเลย แถมผิวพรรณแม่ก็เปล่งปลั่ง เขาว่าลูกสาวจะช่วยให้แม่สวยขึ้น ฉันฟันธงเลยว่าท้องนี้ลูกสาวชัวร์!"
ทุกคนต่างลุ้นและอยากรู้ว่าฝาแฝดในท้องนี้จะเป็นชายหรือหญิง
เจียงซูหลันประคองเอวตัวเอง ยิ้มอย่างอ่อนโยน "จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็เป็นลูกรักของบ้านเราทั้งนั้นแหละค่ะ"
คำตอบของเธอชนะใจทุกคน หมอหลัวยกนิ้วโป้งให้ "ฉันชอบทัศนคติคนเป็นแม่แบบเธอจริงๆ รักลูกเท่าเทียมกัน ไม่เหมือนบางคนนะ พอรู้ว่าเป็นลูกสาวก็จะเอาออกให้ได้ บาปกรรมจริงๆ"
เจียงซูหลันยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แม่เจียงกลับเสริมขึ้นมาว่า
"มีลูกสาวน่ะดีจะตาย ลูกสาวคือเสื้อนวมตัวน้อยที่ให้ความอบอุ่นแก่หัวใจพ่อแม่"
ถ้ายิ่งได้ลูกสาวน่ารักนิสัยดีเหมือนซูหลันของนาง ใครบ้างจะไม่หลงรัก
คำพูดของแม่เจียงทำเอาบุคลากรทางการแพทย์แปลกใจ เพราะคนแก่ส่วนใหญ่มักจะยึดติดกับการมีหลานชายสืบสกุล น้อยคนนักที่จะคิดแบบแม่เจียง แต่พอนึกถึงความรักที่บ้านเจียงมีต่อลูกสาวคนเล็ก ก็พอจะเข้าใจได้
คนมีวาสนาอย่างเจียงซูหลัน เกิดในบ้านที่พ่อแม่รักพี่ชายเอ็นดู แถมแต่งงานกับโจวจงเฟิงที่ดูทรงแล้วน่าจะเป็นทาสลูกสาวตัวยง ถ้าได้ลูกสาวแฝดจริงๆ ไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าคุณพ่อจะเห่อขนาดไหน
ขากลับ ตลอดทางเดินในเขตบ้านพักข้าราชการ ใครๆ ที่เห็นท้องโย้ๆ ของเจียงซูหลันต่างก็มองเหลียวหลัง
ท้องใหญ่จนน่ากลัว แม้แต่ชุดคลุมท้องตัวโคร่งก็ยังปิดไม่มิด ชาวบ้านต่างพากันเข้ามาทักทายถามไถ่เรื่องเพศลูก เจียงซูหลันก็ได้แต่ยิ้มตอบไปว่า "ไม่รู้จ้ะ ต้องรอลุ้นตอนคลอดทีเดียว"
พอกลับถึงบ้าน แม่เจียงนึกถึงคำทักท้วงของชาวบ้านก็เริ่มใจคอไม่ดี
"เขาว่าคนท้องแฝดมักจะคลอดก่อนกำหนด บางคนเก้าเดือนก็ถือว่าครบกำหนดแล้ว นี่ลูกขาดอีกแค่วันเดียวก็จะครบเก้าเดือน... อย่าบอกนะว่าจะคลอดเร็วๆ นี้น่ะ?"
ใครจะไปคิดว่าคำพูดของแม่เจียงจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าปากพระร่วง
คืนนั้นเอง ขณะที่เจียงซูหลันกำลังนอนหลับ จู่ๆ เธอก็สะดุ้งตื่นเพราะความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจากหน้าท้อง
จากนั้น ความรู้สึกอุ่นวาบก็ไหลทะลักลงมาตามเรียวขา เปียกชุ่มที่นอนจนแฉะ
เจียงซูหลันเหงื่อแตกพลั่ก กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะร้องเรียกเสียงสั่นเครือ
"แม่คะ... หนู... หนูเหมือนจะคลอดแล้ว!"
[จบบท]