บทที่ 435: ความเจ็บปวดก่อนรุ่งสาง
ความเจ็บปวดระลอกใหญ่โถมกระหน่ำไปทั่วร่างจนเจียงซูหลันต้องขบกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าจนเปียกชุ่มไปหมด เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ แต่ความปวดหน่วงรุนแรงที่บริเวณท้องน้อยกลับทวีความดุดันขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบิดลำไส้ จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ต้องเอ่ยเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง
"แม่... แม่ หนูเหมือนจะคลอดแล้ว"
เข็มนาฬิกาบนผนังชี้บอกเวลาตีห้าห้านาที ช่วงเวลานี้ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผสมปนเปกับอากาศที่ยังคงหนาวเหน็บยามรุ่งสาง
สิ้นเสียงแผ่วเบาของลูกสาว แม่เจียงที่นอนเฝ้าไข้อยู่บนเตียงเล็กข้าง ๆ ก็สะดุ้งตื่น ร่างของหญิงชราดีดผึงลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติราวกับติดสปริง ต้องยอมรับเลยว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่นั้นน่าทึ่งมาก เพราะทำให้คนอายุหกสิบกว่ากระฉับกระเฉงได้ถึงขนาดนี้ แม้แวบแรกแววตาของแม่เจียงจะฉายความตื่นตระหนกออกมาอย่างชัดเจน แต่เพียงแค่พริบตาเดียว ความสุขุมเยือกเย็นตามประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านโลกมามากก็เข้ามาแทนที่
แม่เจียงรีบกุลีกุจอเข้าไปประคองร่างของเจียงซูหลันอย่างทะมัดทะแมง เธอจัดแจงท่าทางให้ลูกสาวนอนในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยคว้าหมอนมาหนุนสะโพกให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำคร่ำไหลออกมามากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง ปากก็ตะโกนเรียกคู่ชีวิตเสียงดังลั่นบ้าน
"ตาแก่! ตาแก่! รีบมาเร็วเข้า ซูหลันจะคลอดแล้ว!"
เสียงตะโกนก้องของแม่เจียงไม่เพียงแต่ปลุกพ่อเจียงที่นอนอยู่อีกห้องให้ตื่นเต็มตา แต่ยังดังกังวานไปถึงบ้านใกล้เรือนเคียง จนไฟในบ้านระแวกนั้นเริ่มทยอยสว่างขึ้นทีละดวง ๆ
พ่อเจียงที่ได้ยินเสียงภรรยาก็สะดุ้งสุดตัว รีบกระโจนลงจากเตียงทั้งที่สวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง ๆ เขาวิ่งหน้าตื่นออกมาได้ครึ่งทางก็นึกขึ้นได้ว่าลืมของสำคัญ จึงรีบหมุนตัวกลับไปคว้ากระเป๋าเข็มเงินคู่ใจ แล้วพุ่งตัวเข้าไปในห้องของลูกสาวอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
จังหวะที่พ่อเจียงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ภาพแรกที่กระแทกสายตาคือฟูกไม้ไผ่ที่เริ่มเปียกชุ่มไปด้วยวงน้ำคร่ำที่ค่อย ๆ ซึมขยายวงกว้าง เขาต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติสัมปชัญญะ หากจะบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยก็คงเป็นการโกหกคำโต เขาเป็นหมอรักษาคนอื่นมาทั้งชีวิต แต่พอถึงคราวลูกสาวตัวเองตกอยู่ในภาวะคับขัน หัวใจคนเป็นพ่อมันก็อดสั่นไหวด้วยความกลัวไม่ได้
แต่เมื่อนึกถึงความปลอดภัยของลูกสาวและหลานตัวน้อย พ่อเจียงก็บังคับให้มือตัวเองนิ่งสนิท เขาหันไปสั่งภรรยาด้วยน้ำเสียงจริงจังเข้มงวด
"ไปหาหมอนมารองก้นซูหลันเพิ่มอีกใบ ยกขาแกให้สูงขึ้นเดี๋ยวนี้!"
ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายคนป่วยไปสถานีอนามัย เขาจำเป็นต้องหยุดการไหลของน้ำคร่ำให้ได้มากที่สุด มิเช่นนั้นทารกในครรภ์อาจตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
แม่เจียงแม้ในใจจะร้อนรนดั่งไฟสุมทรวง แต่มือไม้กลับทำงานประสานกันอย่างคล่องแคล่วตามคำสั่งสามี เมื่อจัดท่าทางเสร็จสรรพ พ่อเจียงก็หยิบเข็มเงินออกมา เขาหันไปสบตากับลูกสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
"มันจะเจ็บนิดเดียวนะลูก อดทนหน่อย พ่อฝังเข็มเสร็จแล้วเราจะรีบไปสถานีอนามัยกัน"
หากไม่ทำเช่นนี้ เกรงว่าระว่างทางไปสถานีอนามัย น้ำคร่ำคงจะไหลออกมาจนหมดเสียก่อน
เจียงซูหลันขบกรามแน่น พยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ
เมื่อปลายเข็มเงินแทงลงไปตามจุดชีพจรต่าง ๆ อย่างแม่นยำด้วยฝีมือชั้นครูของพ่อเจียง ความรู้สึกถึงน้ำคร่ำที่ไหลทะลักออกมาก็ค่อย ๆ ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด
พ่อเจียงเตรียมตัวจะช้อนร่างเจียงซูหลันขึ้นอุ้ม แต่ก็ยังไม่ลืมหันไปกำชับภรรยาอีกครั้ง
"ไปเอาน้ำโสมคนในครัวมา ปริมาณยาฉันตวงไว้เรียบร้อยแล้ว วางอยู่บนตู้ลิ้นชักห้าชั้นนั่นแหละ เอามาให้ลูกกินเดี๋ยวนี้"
ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้โดยเฉพาะ
แม่เจียงรับคำเสียงรัว พลางมองดูสามีที่พยายามช้อนร่างลูกสาวขึ้นอุ้มด้วยความทุลักทุเล สีหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความกังวล "แล้วป่านนี้ทำไมพ่อเจ้าประคุณโจวจงเฟิงมันยังไม่กลับมาอีกนะ"
คำบ่นนั้นทำให้พ่อเจียงตวาดกลับเสียงเข้ม "จะมาพูดอะไรตอนนี้ เรื่องคลอดลูกสำคัญกว่า!"
การเอ่ยถึงโจวจงเฟิงในเวลานี้รังแต่จะทำให้จิตใจของเจียงซูหลันว้าวุ่นเปล่า ๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา แม้ลูกสาวจะไม่เคยเอ่ยปากถามถึงสามี แต่คนเป็นพ่ออย่างเขาสังเกตเห็นมาตลอดว่าเธอมักจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเสมอ แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ เพียงแต่เจียงซูหลันเป็นคนเก็บความรู้สึกและไม่อยากให้คนในบ้านเป็นห่วง เธอจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบ
แม่เจียงเองก็รู้ตัวว่าพูดผิดเวลา จึงรีบตบปากตัวเองเบา ๆ เป็นเชิงลงโทษ "ฉันผิดเอง ปากเสียจริงเชียว"
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงทุบประตูบ้านก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามา
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงของผู้บังคับการกรมน่าตะโกนลอดเข้ามา "คุณลุงครับ! ผมเอง!"
ด้วยความรีบร้อนและสถานการณ์ที่ดูคับขัน เขาไม่รอให้เจ้าของบ้านมาเปิดประตู แต่ตัดสินใจกระโดดข้ามกำแพงรั้วเข้ามาทันทีด้วยความคล่องแคล่ว
"สหายเจียงจะคลอดแล้วหรือครับ!"
พ่อเจียงพยักหน้าหน้าเครียด เขาอุ้มร่างลูกสาวเดินออกมาอย่างยากลำบาก "ต้องรีบพาซูหลันไปส่งสถานีอนามัยให้เร็วที่สุด"
ผู้บังคับการกรมน่ากวาดตามองเจียงซูหลันแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดและเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวเต็มหน้าผาก รวมถึงหน้าท้องที่นูนเด่นราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ จนน่าหวาดเสียว หัวใจของเขากระตุกวูบ รีบยื่นมือไปหาพ่อเจียงทันที
"คุณลุงครับ ส่งสหายเจียงมาให้ผมเถอะ วินาทีนี้ช่างหัวเรื่องชายหญิงเถอะครับ ชีวิตคนสำคัญกว่า"
พ่อเจียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สังขารคนแก่ก็ประท้วงขึ้นมา เขาอุ้มแป๊บเดียวยังพอไหว แต่ถ้าให้นานกว่านี้คงไม่รอด ยิ่งตอนนี้เจียงซูหลันแบกน้ำหนักของอีกสองชีวิตในท้อง ตัวเธอก็หนักไม่ใช่เล่น
ผู้บังคับการกรมน่ารับช่วงต่ออุ้มเจียงซูหลันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง แล้วพุ่งตัวออกไปทางประตูหน้าบ้านทันที "รถมารอแล้วครับ คุณลุงคุณป้ารีบตามมาเร็วเข้า"
"เรื่องข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เดี๋ยวให้เหมียวหงอวิ๋นมาจัดการให้ครับ!"
ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เพื่อนทหารคือที่พึ่งที่ไว้ใจได้ที่สุด แม้โจวจงเฟิงจะไม่อยู่ แต่สหายร่วมรบเหล่านี้ต่างดูแลเจียงซูหลันราวกับเป็นคนในครอบครัวของตัวเอง เพราะเด็กในท้องที่จะเกิดมาก็คือลูกหลานที่พวกเขาเตรียมตัวจะเป็นพ่อทูนหัวกันทั้งนั้น
พ่อเจียงได้ยินแบบนั้นก็เบาใจลงเปราะหนึ่ง พอวิ่งตามออกมาพ้นประตูรั้ว ก็เห็นรถจี๊ปจอดสตาร์ทเครื่องกระหึ่มรออยู่ รถคันนี้ปกติมีแค่ระดับผู้บัญชาการเกาและผู้บัญชาการกองพลเหลยเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ แต่ตอนนี้มันกลับมาจอดเกยหน้าบ้านพวกเขาเพื่อรับลูกสาว
ผู้บังคับการซ่งนั่งประจำที่คนขับ ส่วนผู้บังคับการกรมจ้าวนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ พอเห็นคนออกมา เขาก็รีบกระโดดลงจากรถ เปิดประตูหลังค้างไว้แล้วตะโกนบอกอย่างร้อนรน
"รีบเอาขึ้นรถเลยครับ ให้สหายเจียงนอนราบไปเลย!"
ผู้บังคับการกรมจ้าวมีประสบการณ์เป็นพ่อคนมาแล้วถึงสามครั้ง ย่อมรู้ดีกว่าผู้บังคับการกรมน่าที่ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้าง
ผู้บังคับการกรมน่าวางร่างของเจียงซูหลันลงบนเบาะหลังอย่างระมัดระวังที่สุด ร่างของเธอกินพื้นที่เบาะหลังไปจนหมด ทำให้ผู้บังคับการกรมจ้าวตัดสินใจไม่ขึ้นรถไปด้วย เขาขยับถอยออกมาเพื่อสละที่นั่งให้ครอบครัวคนไข้
"ขึ้นรถไปเลยครับ คนหนึ่งนั่งหน้า อีกคนไปนั่งเบียด ๆ ดูแลสหายเจียงข้างหลังหน่อย เดี๋ยวให้สหายเหล่าซ่งขับไปส่งที่สถานีอนามัย"
การจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบระเบียบ สมกับที่เป็นทหารอาชีพ ความวุ่นวายเมื่อครู่ของพ่อเจียงและแม่เจียงจึงสงบลงทันทีเมื่อมีคนมาช่วยจัดการ
"งั้นพ่อไปนั่งหน้าเอง แม่ไปนั่งเฝ้าลูกข้างหลังจะสะดวกกว่า" พ่อเจียงตัดสินใจเด็ดขาด "อย่าลืมถือหม้อน้ำโสมคนไปด้วยล่ะ"
แม่เจียงรับคำ ขณะนั้นเองเหมียวหงอวิ๋นที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งถือถ้วยเคลือบใบใหญ่ใส่น้ำโสมวิ่งออกมาส่งให้ถึงมือ "คุณป้าคะ! รีบขึ้นรถเถอะค่ะ เดี๋ยวข้าวของเครื่องใช้ของซูหลันกับหลาน ๆ ฉันจะรีบตามไปส่งให้ทีหลัง!"
เวลานี้คำขอบคุณคงยังไม่เพียงพอ เพราะน้ำใจที่ได้รับมันมากมายเหลือเกิน
แม่เจียงรับถ้วยเคลือบมาแล้วปีนขึ้นไปนั่งยอง ๆ เบียดตัวลีบอยู่ข้างร่างลูกสาว มือข้างหนึ่งคอยลูบศีรษะลูกสาวปลอบโยนเบา ๆ ว่าไม่ต้องกลัว เหมียวหงอวิ๋นเกาะขอบหน้าต่างรถมองหน้าท้องขนาดมหึมาของเจียงซูหลันด้วยความหวั่นใจ การคลอดลูกสำหรับผู้หญิงก็เหมือนกับการก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูนรก
"ซูหลัน..." เธอเรียกชื่อเพื่อนบ้านด้วยเสียงสั่นเครือ "เธอต้องปลอดภัยนะ"
เจียงซูหลันฝืนยิ้มตอบกลับไป ริมฝีปากแห้งผากขยับเป็นคำว่า 'ขอบคุณ' แบบไม่มีเสียง
ผู้บังคับการซ่งก้มมองนาฬิกาข้อมือ เวลาตีห้ายี่สิบห้านาที เขาหันไปบอกคนข้างหลัง "อย่าเพิ่งมัวร่ำลากันเลยครับ รอให้สหายเจียงคลอดหลานออกมาอย่างปลอดภัยก่อนค่อยว่ากัน"
ในยามที่โจวจงเฟิงไม่อยู่ เขาก็เปรียบเสมือนเสาหลักที่คอยดูแลครอบครัวนี้แทนเพื่อน
"คุณป้าจับสหายเจียงไว้แน่น ๆ นะครับ ผมจะรีบทำเวลา"
ระยะทางจากบ้านพักไปยังสถานีอนามัยหากเดินเท้าต้องใช้เวลาถึงสี่สิบนาที แต่ด้วยทักษะการขับรถของผู้บังคับการซ่งที่เน้นทั้งความเร็วและความนิ่มนวล พวกเขาใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีก็มาถึงจุดหมาย
ตลอดสิบห้านาทีนั้น แม่เจียงป้อนน้ำโสมคนให้ลูกสาวไปเกือบครึ่งถ้วย ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือสรรพคุณยาที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เจียงซูหลันรู้สึกว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงกลับคืนมามากกว่าตอนแรก
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าสถานีอนามัยซึ่งมีเวรดึกประจำการอยู่ หลัวอวี้ชิวก็รีบสั่งบุรุษพยาบาลเข็นเปลพยาบาลออกมารับทันที เจียงซูหลันถูกย้ายขึ้นเปลโดยมีพ่อเจียงและผู้บังคับการซ่งช่วยกันประคองหัวท้าย
ผู้บังคับการซ่งแม้ใบหน้าจะดูเคร่งขรึมแต่กลับใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับเธอ "สหายเจียงไม่ต้องกลัวนะ เจ้าโจวมันกำลังรีบกลับมา"
เขาได้รับข่าวมาว่าเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน โจวจงเฟิงได้ออกเดินทางจากฐานทัพวิจัยภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว คำนวณเวลาดูแล้วก็น่าจะใกล้ถึงเต็มที
เจียงซูหลันได้ยินชื่อนั้นก็ปรือตาขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสีทองจับขอบฟ้า รำพึงชื่อสามีออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
"โจวจงเฟิง..."
เธอสังหรณ์ใจว่าคงรอเขาไม่ทันเสียแล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากฝั่งหนึ่ง เวลาตีสาม
รถบรรทุกคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดมิดมาด้วยความเร็วสูง ทิ้งฝุ่นตลบฟุ้งไว้เบื้องหลัง บนที่นั่งคนขับ โจวจงเฟิงอยู่ในสภาพอิดโรยถึงขีดสุด ขอบตาดำคล้ำ เขาขับรถต่อเนื่องมาหลายวันแทบไม่ได้พักผ่อน
ทันทีที่รถเบรกจนตัวโก่งหยุดลงหน้าบ้านพักรับรองแขก โจวจงเฟิงก็กระโดดลงจากรถแล้วพุ่งไปเคาะประตูเรียกเจ้าหน้าที่เวรดึกอย่างบ้าคลั่ง
"สหายครับ! ผมโจวจงเฟิงจากกองกำลังประจำเกาะ รถจอดอยู่ข้างนอก หกโมงเช้าจะมีคนมาจัดการต่อ" เขาพูดรัวเร็ว ลมหายใจหอบถี่จนตัวโยน "อีกอย่าง ผมต้องการเรือเล็กหนึ่งลำ"
เจ้าหน้าที่บ้านพักรับรองที่งัวเงียตื่นมาถึงกับตาเบิกโพลง "คุณว่าอะไรนะ"
เรือเล็ก?
ปกติมีแต่คนมาขอซื้อตั๋วเรือข้ามฟากลำใหญ่ ไม่เคยมีใครมาขอเรือเล็กแบบนี้มาก่อน
"ใช่ครับ มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ผมต้องกลับเกาะเดี๋ยวนี้ ผมรอเรือรอบเช้าไม่ไหว ช่วยประสานงานหาเรือพายเล็ก ๆ ให้ผมสักลำ ผมจะพายกลับไปเอง!" โจวจงเฟิงย้ำเสียงหนักแน่น สายตาฉายแววเด็ดขาด
เรือโดยสารรอบแรกจะออกตอนหกโมงเช้า เขาไม่มีเวลารออีกสามชั่วโมงแล้ว อาหารการกินระหว่างทางเขาก็ยัดใส่ปากลวก ๆ ขณะขับรถเพื่อประหยัดเวลา ทุกวินาทีมีค่าสำหรับเขามาก
เจ้าหน้าที่หนุ่มทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่เคยเจอสถานการณ์บีบคั้นแบบนี้มาก่อน "สหายครับ เรื่องนี้ผมตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขออนุญาตหัวหน้าก่อน"
"ขอเวลาสามนาทีได้ไหม" โจวจงเฟิงยกข้อมือดูเวลา แววตากดดันข่มขวัญ
ถ้าไม่ได้จริง ๆ เขาจะว่ายน้ำข้ามทะเลไปเดี๋ยวนี้แหละ จะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
"ได้ครับ ๆ"
เห็นสีหน้าถมึงทึงและท่าทางร้อนรนปานจะกินเลือดกินเนื้อของนายทหารตรงหน้า เจ้าหน้าที่ก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปปลุกหัวหน้าเวรแล้วเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ฟัง
บ้านพักรับรองแห่งนี้มีหน้าที่หลักคือดูแลทหารและครอบครัวทหารที่เดินทางมายังเกาะ หัวหน้าเวรพอได้ฟังก็รีบจัดการทันที
"ผู้บังคับการกรมโจวใช่ไหมครับ ทางเรามีเรือจอดอยู่ที่ริมแม่น้ำลำหนึ่ง แต่สภาพมันเก่าหน่อยนะครับ"
"ไม่เป็นไร พาผมไปเลย"
นาทีนี้ต่อให้เป็นขอนไม้ลอยน้ำเขาก็จะเกาะมันไป โจวจงเฟิงรู้สึกหงุดหงิดเป็นครั้งแรกที่เกาะแห่งนี้มันช่างห่างไกลความเจริญเหลือเกิน ไม่มีถนน ไม่มีรถ ต้องพึ่งพาเรือเพียงอย่างเดียว
เมื่อเห็นว่าโจวจงเฟิงยืนยันหนักแน่น หัวหน้าเวรจึงพาเขาไปที่ท่าน้ำ เรือลำนั้นเป็นเรือประมงไม้เก่า ๆ ที่เอาไว้ใช้ข้ามฟากระยะสั้น ๆ สภาพดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก
"ลำนี้แหละครับ"
โจวจงเฟิงพยักหน้า ล้วงกระดาษปากกาออกมาเขียนใบยืมของอย่างรวดเร็ว "ใช้เสร็จแล้วผมจะให้คนเอามาคืน"
พร้อมกันนั้นเขาก็ควักธนบัตรใบละสิบหยวนหรือ 'ต้าถวนเจี๋ย' วางทับไว้บนกระดาษ แล้วยัดใส่มืออีกฝ่าย
ไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ โจวจงเฟิงกระโดดลงเรือลำน้อยทันที ท่ามกลางหมู่ดาวระยิบระยับ เรือลำเล็กโคลงเคลงมุ่งหน้าออกสู่ทะเลกว้างที่มืดมิดและน่ากลัว
เจ้าหน้าที่หนุ่มมองตามด้วยความหวาดเสียว "สหายคนนี้ไม่กลัวตายหรือไงกัน"
ออกทะเลกลางดึกด้วยเรือพายลำแค่นั้น ช่างบ้าบิ่นสิ้นดี
หัวหน้าเวรมองกระดาษและเงินในมือ ถอนหายใจยาว "ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ ใครเขาจะเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้น หวังว่าเขาจะไปถึงเกาะอย่างปลอดภัยนะ"
ตัดภาพกลับมาที่เวลาหกโมงเช้า
เจียงซูหลันถูกพาเข้าไปนอนรอบนเตียงตรวจแคบ ๆ ในห้องตรวจ หลัวอวี้ชิวที่ถูกตามตัวมากลางดึกตรวจดูปากมดลูกแล้วแจ้งข่าวว่า "เปิดสี่เซ็นแล้ว ญาติอยู่ไหน เตรียมของกินมาให้คนไข้หน่อย ต้องเติมพลังก่อนคลอด"
กว่าจะเปิดครบสิบเซ็นยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
แม่เจียงรีบก้าวเข้ามา พอคลำดูตามตัวก็ตกใจหน้าซีดที่ตัวเองรีบจนลืมหยิบของกินมา มีแค่ถ้วยน้ำโสมในมือ "มีแค่น้ำโสมคน ได้ไหมคะหมอ"
หลัวอวี้ชิวชะงักไปนิดหนึ่ง "ได้ค่ะ ของดีเสียด้วย"
พอนึกขึ้นได้ว่าพ่อของเจียงซูหลันเป็นหมอแผนจีน ก็เข้าใจได้ทันที
"ป้อนน้ำโสมก็ได้ค่ะ แต่อยากให้หาอะไรที่อยู่ท้องกว่านี้หน่อย ถ้าจะคลอดจริง ๆ ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดเกือบหมดก่อน"
แม่เจียงพยักหน้า มือสั่นเทาค่อย ๆ ป้อนน้ำโสมให้ลูกสาว
พ่อเจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น "เดี๋ยวพ่อกลับไปเอาที่บ้าน"
"เดี๋ยวผมขับรถไปให้ครับ" ผู้บังคับการซ่งอาสา
"ไม่ต้องแล้วครับ!"
เสียงตะโกนดังมาจากหน้าประตู ผู้บังคับการกรมน่าและผู้บังคับการกรมจ้าววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ในมือของทั้งคู่หิ้วข้าวของพะรุงพะรัง เหงื่อท่วมตัวราวกับเพิ่งไปอาบน้ำมาหมาด ๆ
ผู้บังคับการกรมน่ายื่นปิ่นโตให้ "แม่ผมทำมาให้ครับ รีบให้สหายเจียงกินรองท้องก่อน"
ตอนที่เกิดเรื่องวุ่นวาย ทั้งสามบ้านก็แบ่งหน้าที่กันอย่างรู้ใจ ผู้บังคับการกรมน่ามารับคน เหมียวหงอวิ๋นไปแจ้งข่าว ส่วนแม่เฒ่าน่ารับหน้าที่เข้าครัว ต้มน้ำตาลทรายแดงใส่ไข่ไก่ฟองโต ๆ ถึงห้าฟอง ใส่มาเต็มถ้วยเคลือบใบใหญ่
พ่อเจียงและแม่เจียงเห็นน้ำใจของเพื่อนบ้านแล้วก็พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง แม่เจียงรับถ้วยมาพลางกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริง ๆ"
ตอนที่ซูหลันน้ำคร่ำแตก สองตายายตกใจจนทำอะไรไม่ถูก คิดแต่จะพามาหาหมอจนลืมเรื่องพื้นฐานพวกนี้ไปเสียสนิท
ผู้บังคับการกรมน่าโบกมือ ปาดเหงื่อเม็ดโตที่หน้าผากแล้วทรุดตัวลงนั่งพิงผนังอย่างหมดสภาพ วิ่งวิบากสิบกิโลเมตรยังไม่เหนื่อยเท่ากับช่วงยี่สิบนาทีเมื่อกี้นี้เลย
ผู้บังคับการกรมจ้าวก็ยื่นห่อผ้าให้ "นี่ของสหายเหมียวฝากมาครับ เสื้อผ้ากับกระดาษชำระ"
เหมียวหงอวิ๋นวิ่งตามมาไม่ทัน เพราะสองคนนี้วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม
พ่อเจียงรับของมาถือไว้ด้วยความตื้นตัน ได้แต่ซาบซึ้งในใจ เพื่อนทหารของลูกเขยแต่ละคน ช่างพึ่งพาได้จริง ๆ
ในเวลานี้ เจียงซูหลันกลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของทุกคน "สหายเจียงเป็นยังไงบ้างครับ"
"ยังไหวครับ แต่ต้องรออีกหน่อย"
แม่เจียงไม่ได้บอกความจริงว่าปากมดลูกยังเปิดไม่หมด
หลัวอวี้ชิวเห็นว่าเจียงซูหลันเริ่มเขินที่มีผู้ชายยืนมุงกันเต็มห้อง จึงไล่ต้อนทุกคนออกไป "เอาล่ะ ๆ พวกคุณผู้ชายออกไปรอกันข้างนอกให้หมด"
ในใจของหมอหญิงก็อดชื่นชมไม่ได้ แม้คำว่า 'เมียทหาร' จะฟังดูเหนื่อยยาก แต่พอได้เห็นมิตรภาพของเหล่าทหารที่กระตือรือร้นช่วยเหลือภรรยาเพื่อนราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง เธอก็รู้สึกว่าพวกเขาน่ารักดีเหมือนกัน
เมื่อไล่คนออกไปหมด หลัวอวี้ชิวหันมาบอกเจียงซูหลัน "ทำใจให้สบายนะ ดื่มน้ำหวานไข่ต้มถ้วยนี้ให้หมด ฉันกะว่าถ้ากินหมด ปากมดลูกน่าจะเปิดพอดี แล้วฉันจะพาเข้าห้องคลอด"
ความจริงที่หลัวอวี้ชิวยื้อเวลาให้เจียงซูหลันอยู่ที่ห้องตรวจก่อน ก็เพราะอยากจะถ่วงเวลาเผื่อว่าโจวจงเฟิงจะกลับมาทัน
แต่ดูเหมือนจะรอไม่ไหวแล้ว
หกโมงสี่สิบนาที
ปากมดลูกเปิดเจ็ดเซนติเมตรแล้ว "พาไปห้องคลอดได้"
หลัวอวี้ชิวสั่งการ เข็นเตียงเจียงซูหลันตรงไปยังห้องคลอด กลุ่มคนที่รออยู่ด้านนอกรีบกรูตามกันมา
"ซูหลัน ไม่ต้องกลัวนะลูก"
"ใช่ครับสหายเจียง ผู้บังคับการกรมโจวกำลังมาแล้ว"
"ใช่ ๆ ผมเหมือนจะได้ยินเสียงรถเขาแว่ว ๆ มาแล้วนะ"
ใบหน้าของทุกคนที่คุ้นเคยต่างผลัดกันเข้ามาให้กำลังใจ เจียงซูหลันรู้สึกอบอุ่นวาบไปถึงหัวใจ เธอพยักหน้าให้ทุกคนเพื่อบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นเธอก็ลูบท้องตัวเองด้วยความผิดหวังเล็กน้อย
ดูเหมือนเธอจะรอโจวจงเฟิงไม่ไหวจริง ๆ
แต่ชีวิตเมียทหารก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ การพลัดพรากคือเรื่องปกติ เธอควรจะเข้าใจได้ตั้งนานแล้ว
เพียงแต่ลึก ๆ ในใจ มันก็ยังแอบหวังอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ก่อนที่ประตูห้องคลอดจะปิดลง เจียงซูหลันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ลืมตาขึ้นมองลอดช่องประตูออกไปเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตาฝาดหรือความปรารถนาในใจที่แรงกล้า เธอเหมือนจะเห็นเงาร่างสูงคุ้นตา คล้ายกับโจวจงเฟิงยืนหอบหายใจอยู่ที่สุดปลายทางเดินนั้น
นั่นใช่เขาจริง ๆ หรือเปล่านะ?
[จบบท]