บทที่ 445: ผู้พิทักษ์
ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจและความวุ่นวายภายในงานเลี้ยงฉลอง เจียงซูหลันที่กำลังโอบอุ้มลูกน้อยแนบอกสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากคนข้างกาย เธอขยับเปลี่ยนท่าอุ้มลูกพลางช้อนสายตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามี สัญชาตญาณของผู้เป็นภรรยาร้องเตือนว่าโจวจงเฟิงกำลังมีเรื่องให้ขบคิดหรือกังวลใจ
เธอเอียงตัวเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน
"มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ท่าทางคุณดูแปลกไปนะ"
โจวจงเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดผ่อนคลายลงชั่วครู่เมื่อสบเข้ากับดวงตาของภรรยา เขาตัดสินใจส่งลูกน้อยในอ้อมแขนให้กับพ่อเจียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รับช่วงต่อ
"ที่บ้านโทรมาน่ะ ผมคงต้องออกไปรับสายสักหน่อย"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมากแต่ก็ไม่ได้เบาจนเกินไป เป็นระดับเสียงที่จงใจให้แขกเหรื่อรอบข้างได้ยินอย่างทั่วถึง ประโยคนี้ไม่ได้มีไว้บอกกล่าวแค่เจียงซูหลันคนเดียว แต่เป็นการประกาศให้ทุกคนในวงสนทนารับรู้เหตุผลที่เขาจำเป็นต้องปลีกตัวออกไป
ทุกคนในที่นั้นต่างรับรู้ถึงสถานการณ์ทางบ้านของโจวจงเฟิงดีอยู่แล้ว จึงพากันพยักหน้าเข้าใจและโบกไม้โบกมือไล่เขาด้วยความหวังดี
"เรื่องที่บ้านสำคัญกว่า รีบไปรับเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก"
โจวจงเฟิงส่งเสียงตอบรับในลำคอสั้นๆ ก่อนจะหันกลับมาสบตาเจียงซูหลันอีกครั้ง แววตาของเขายังคงความสงบนิ่ง ไม่เผยพิรุธใดๆ ให้ใครจับสังเกตได้
"ไหวไหมครับ"
คำถามสั้นๆ เพียงสามคำนี้แฝงความหมายลึกซึ้ง เขาไม่ได้ถามว่าเธออนุญาตให้ไปไหม แต่เขากำลังถามด้วยความเป็นห่วงว่า เธอจะรับมือกับแขกเหรื่อและสถานการณ์ในงานเลี้ยงเพียงลำพังได้หรือไม่หากไม่มีเขาอยู่ข้างกาย
เจียงซูหลันพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ เพื่อให้เขาคลายใจ
"มีแต่คนกันเองทั้งนั้น คุณรีบไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก"
งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงที่อาหารเริ่มทยอยเสิร์ฟแล้ว แขกส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายไปนั่งประจำโต๊ะเพื่อรับประทานอาหาร ภาระในการต้อนรับแขกจึงลดน้อยลงไปมาก ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงที่เธอจะจัดการ
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับคำ เมื่อมั่นใจว่าภรรยาดูแลสถานการณ์ได้ เขาจึงหันหลังเดินออกจากห้องโถงจัดเลี้ยง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูและลับสายตาผู้คน ความอบอุ่นอ่อนโยนที่เคยประดับบนใบหน้าก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเย็นชาและแววตาดุดันที่แผ่รังสีน่าหวาดหวั่นออกมา
"คนอยู่ที่ไหน"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนทำให้โหวจื่อที่ยืนรออยู่ด้านนอกเผลอหดคอลงด้วยความกลัว เขารู้สึกได้ทันทีว่าผู้บังคับบัญชาของเขากำลังโกรธจัดและน่ากลัวสุดขีดในเวลานี้
โหวจื่อรีบรายงานตะกุกตะกัก
"ถูกหัวหน้าเผ่าหลีคุมตัวไว้แล้วครับ ตอนนี้อยู่ที่..."
"นำทางไป" โจวจงเฟิงออกคำสั่งสั้นกระชับ ตัดบทสนทนาที่ยืดเยื้อ
***
เหตุการณ์ย้อนกลับไปเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ณ ท่าเรือริมชายฝั่งเกาะ
หลีลี่เหมยตื่นนอนตั้งแต่ตี่สี่ ท้องฟ้ายังมืดสลัวและอากาศยามเช้ายังมีความชื้นจากทะเลพัดผ่าน เธอเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจมาหลายวันแล้ว เพราะอยากจะหาของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อรับขวัญหลานแฝดของเจียงซูหลัน แต่ไม่ว่าจะเพียรหาดูที่ไหนก็ยังไม่เจอของที่ถูกใจสักที
ความรู้สึกผิดที่ยังไม่มีของขวัญติดมือทำให้เธอไม่กล้าโผล่หน้าไปเยี่ยมเจียงซูหลันและเด็กๆ ทั้งที่ใจจริงอยากจะไปอุ้มหลานจะแย่อยู่แล้ว
ท่านปู่เล็กแห่งเผ่าหลีที่นั่งสังเกตอาการหลานสาวมาพักใหญ่ เห็นท่าทางร้อนรนเหมือนมดไต่หม้อร้อนของเธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแนะนำ
"ลี่เหมยเอ๊ย ถ้าอยากให้ของขวัญเจ้าหนูฝาแฝดลูกแม่หนูเจียงจริงๆ ทำไมไม่ลองหาหอยมือเสือมาทำกำไลข้อมือให้หลานดูล่ะ ขัดให้มันเกลี้ยงเกลา ทำเป็นเม็ดเล็กๆ ร้อยเป็นสายสิญจน์ผูกข้อมือ หอยมือเสือถือเป็นของมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุ้มครองป้องกันภัย เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจะตายไป เธอว่าไม่ดีหรือ"
คำแนะนำของท่านปู่เล็กเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในหัวสมองอันตีบตันของหลีลี่เหมย ประตูแห่งปัญญาถูกเปิดออกฉับพลัน
ดวงตาของเธอเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
"จริงด้วย วิธีนี้ยอดเยี่ยมที่สุดเลยท่านปู่เล็ก"
ด้วยความใจร้อน หลีลี่เหมยทำท่าจะวิ่งออกไปที่ชายหาดเพื่อดำน้ำหาหอยทันที ทั้งที่ฟ้ายังไม่สางดี ท่านปู่เล็กต้องรีบคว้าแขนหลานสาวตัวดีเอาไว้ก่อนที่จะกระโจนลงทะเลไปจริงๆ
"เธอนี่มันบ้าจริงๆ จะรีบไปไหน ในคลังของเผ่าเราก็มีหอยมือเสือเก็บไว้อยู่ ไปเลือกเอามาสักอันแล้วทำให้หลานก็สิ้นเรื่อง จะไปลำบากดำน้ำทำไม"
หลีลี่เหมยส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
"ไม่ได้หรอกจ้ะ ถ้าเอาของที่มีอยู่แล้วมันก็ไม่แสดงถึงความตั้งใจจริงของฉันสิ ฉันต้องไปหาหอยมือเสือด้วยตัวเอง แล้วมานั่งขัดทำเองกับมือถึงจะถูก ต้องใส่ใจลงไปในทุกขั้นตอน"
เธอขยับเข้าไปใกล้ท่านปู่เล็กแล้วลดเสียงลงกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าจริงจัง
"ท่านปู่เล็กจำไม่ได้เหรอ ที่หมอดูเคยทักว่าดวงของฉันมันแข็งโป๊ก ตายยากตายเย็น ของที่ฉันลงมือทำเองก็น่าจะขลังและแข็งแกร่งเหมือนดวงฉัน จะได้ช่วยคุ้มครองหลานๆ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เติบโตมาแข็งแรงไงล่ะ"
สำหรับหลีลี่เหมยแล้ว เจียงซูหลันคือผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต ความรักและความกตัญญูที่เธอมีต่อเจียงซูหลันนั้นมากมายมหาศาล และมันก็เผื่อแผ่ไปถึงลูกๆ ของเจียงซูหลันด้วย
ชาตินี้เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่แต่งงานและคงไม่มีลูกเป็นของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นเจียงซูหลันมีลูก เธอจึงรู้สึกดีใจประหนึ่งเป็นลูกหลานในไส้ของตัวเอง เธออยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ให้กับเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่สาวผู้มีพระคุณ
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของหลานสาว ท่านปู่เล็กก็จนปัญญาจะห้ามปราม ได้แต่กำชับให้ระวังตัวและอย่าลงไปในจุดที่น้ำลึกเกินไป
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตีสี่กว่า แสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้าเป็นสีเทาจางๆ
หลีลี่เหมยไม่รอช้า เธอคว้าอุปกรณ์ดำน้ำแบบชาวบ้านติดตัวแล้วมุ่งหน้าสู่ทะเลทันที การว่ายน้ำและดำน้ำเป็นทักษะติดตัวลูกหลานชาวเลอย่างพวกเขามาตั้งแต่เกิด เธอแหวกว่ายออกไปสู่ท้องทะเลกว้างอย่างคล่องแคล่ว
หลังจากกลั้นหายใจดำผุดดำว่ายอยู่นาน ในที่สุดเธอก็พบหอยมือเสือขนาดกำลังดีที่มีลวดลายสวยงามถูกใจ เธอประคองมันขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำด้วยความดีใจ
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังกอดหอยมือเสือว่ายกลับเข้าฝั่ง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นวัตถุประหลาดลอยตุ๊บป่องอยู่เหนือน้ำไม่ไกลนัก
ร่างนั้นดูเหมือนคนกำลังตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด
หลีลี่เหมยหรี่ตามองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ผีพรายหรือซากปลาตายลอยอืด เมื่อเห็นว่าเป็นมนุษย์ตัวเป็นๆ ที่ยังมีลมหายใจ เธอจึงตัดสินใจว่ายเข้าไปลากคอเสื้อของคนผู้นั้นแล้วลากกลับเข้าฝั่ง
ชายคนนั้นตัวซีดเผือกจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน ที่ตัวมีสัมภาระผูกติดมาด้วย สภาพแบบนี้ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกหลบหนีเข้าเมืองหรือพวกลักลอบขึ้นเกาะ
เพราะการจะขึ้นมาบนเกาะแห่งนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องซื้อตั๋วเรือและมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ยิ่งตอนนี้เกาะอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ การตรวจสอบยิ่งเข้มงวด ใครที่ว่ายน้ำข้ามทะเลมาแบบนี้ร้อยทั้งร้อยคือพวกไม่มีใบอนุญาต เป็นพวก "คนเถื่อน"
หลีลี่เหมยวางหอยมือเสือไว้ข้างตัวแล้วก้มลงมองชายหนุ่มแปลกหน้า ผมของเขาขาวโพลนดูแปลกตา แต่รูปร่างหน้าตายังดูเป็นคนหนุ่มแน่น
"ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของฉัน"
เธอผลักร่างนั้นให้นอนแผ่หลาอยู่บนหาดทราย ตั้งใจว่าจะเดินไปแจ้งหน่วยลาดตระเวนให้มาลากตัวไปตรวจสอบ แล้วเธอก็จะกลับบ้านไปขัดหอยมือเสือของเธอต่อ
แต่ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มที่ดูเหมือนหมดสติไปแล้วกลับลืมตาโพลงขึ้นมา มือเย็นเฉียบของเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของหลีลี่เหมยอย่างแรง
"เจียงซูหลัน"
เสียงแหบพร่านั้นเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา พร้อมกับสำลักน้ำทะเลออกมาคำโต ดูท่าทางเขาจะกินน้ำเกลือเข้าไปจนพุงกาง
หลีลี่เหมยชะงักกึก เท้าที่กำลังจะก้าวเดินหยุดลงทันที
เธอหูฝาดไปหรือเปล่า?
อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเจียงซูหลัน มักจะดึงดูดความสนใจและความอดทนของหลีลี่เหมยได้เสมอ เธอหันกลับมามองชายแปลกหน้าคนนั้น ในอ้อมแขนยังคงกอดหอยมือเสือไว้แน่น เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ เขา
"เมื่อกี้คุณเรียกใครนะ"
"เจียงซูหลัน"
เขาพูดย้ำชื่อเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนกว่าเดิม
แววตาของหลีลี่เหมยเปลี่ยนไปทันควัน จากความเฉยเมยแบบไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน กลายเป็นความระแวดระวังและเคลือบแคลงสงสัย
"คุณเป็นใคร"
ดูจากสภาพแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางเป็นพี่ชายของเจียงซูหลันแน่นอน เพราะถ้าเป็นพี่ชายของเจียงซูหลันมาเยี่ยม โจวจงเฟิงคงต้องทำเรื่องแจ้งกองทัพและมารอรับที่ท่าเรือด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว
ถึงแม้หลีลี่เหมยจะไม่ได้พิศวาสโจวจงเฟิงเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ผู้ชายคนนี้รักและใส่ใจเจียงซูหลันมากแค่ไหน ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้ญาติพี่น้องของภรรยาต้องว่ายน้ำลอยคอมาแบบนี้แน่
ส่วนผู้ชายตรงหน้านี้ ยิ่งดูยิ่งน่าสงสัย
แค่ข้อหาลักลอบเข้าเมืองก็ทำให้หลีลี่เหมยกากบาทหัวแดงไว้ในใจแล้วว่า 'ไม่ใช่คนดี'
เจิ้งเซี่ยงตงไม่ตอบคำถาม เขาเอาแต่จ้องหน้าหลีลี่เหมยแล้วออกคำสั่งเสียงแข็ง ทั้งที่ตัวเองแทบจะไม่มีแรงขยับตัว
"พาผมไปหาเจียงซูหลัน"
เขามีเพียงเป้าหมายเดียวในใจ
ตั้งแต่สี่ทุ่มเมื่อคืนจนถึงตีห้าของวันนี้ เขาว่ายน้ำข้ามทะเลมานานกว่าเจ็ดชั่วโมง ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และความหนาวเหน็บแทบจะคร่าชีวิตเขาไปแล้ว แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงลมหายใจของเขาไว้คือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้พบหน้าเจียงซูหลัน
ขอแค่ได้เห็นหน้าเธอสักครั้ง...
หลีลี่เหมยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองชายหนุ่มแทบเท้าด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความอำมหิต
"คุณคือ... เจิ้งเซี่ยงตง ใช่ไหม"
เจียงซูหลันไม่เคยเอ่ยชื่อนี้ให้เธอฟังโดยตรง แต่หลีลี่เหมยปะติดปะต่อเรื่องราวจากท่าทางหวาดกลัวของเจียงซูหลัน และแอบหลอกถามข้อมูลมาจากเสี่ยวเถี่ยตั้นหลานชายตัวน้อย จนรู้ชื่อศัตรูหัวใจของพี่สาวคนนี้
นอกจากผู้ชายชื่อนี้แล้ว เธอก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครกล้าบ้าบิ่นและกัดไม่ปล่อยขนาดนี้
เจิ้งเซี่ยงตงเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีคนบนเกาะห่างไกลรู้จักชื่อเขา เขาเงยหน้าขึ้นมองหลีลี่เหมยด้วยความประหลาดใจปนยินดี
"ซูหลันเล่าเรื่องของผมให้คุณฟังเหรอ"
"คุณรู้จักผมด้วยเหรอ"
รอยยิ้มที่มีความหวังของเขาทำให้หลีลี่เหมยรู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหว เธอแค่นหัวเราะเสียงเย็นในลำคอ ก่อนจะง้างหอยมือเสือในมือที่มีน้ำหนักหลายกิโลกรัมขึ้นสูง แล้วทุบเปรี้ยงลงไปที่ท้ายทอยของเจิ้งเซี่ยงตงอย่างจัง!
ผัวะ!
"รู้จักแกงั้นเหรอ ฉันรู้จักแกดีเลยล่ะ รู้จักดีจนอยากจะแล่เนื้อเถือหนังแกออกมาทีละชิ้น!"
"ไอ้ชาติหมา! แกยังมีหน้ามาตามหาพี่ซูหลันของฉันอีกเหรอ"
หอยมือเสือคือราชาแห่งหอยที่มีเปลือกแข็งแกร่งดุจหินผา แม้ว่าตัวที่หลีลี่เหมยถืออยู่จะยังโตไม่เต็มที่ แต่น้ำหนักและความแข็งของมันก็ไม่ต่างอะไรกับอิฐก้อนโตๆ
แรงกระแทกนั้นทำให้เจิ้งเซี่ยงตงหน้ามืดตาลาย เห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าโดยไม่ต้องรอให้มืด เขาพยายามประคองสติเฮือกสุดท้าย ตวาดถามเสียงหลง
"เธอทำบ้าอะไรเนี่ย!"
"พาฉันไปหาเจียงซูหลันเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงของเขายังคงเจือแววออกคำสั่งอย่างเคยชิน
คำตอบที่เขาได้รับคือหอยมือเสือที่ฟาดลงมาซ้ำอีกครั้ง
ผัวะ!
"อยากหาใช่ไหม ได้! เดี๋ยวฉันจะพาแกไป แต่พาไปหาพยายมนรนะ แกจะไปไหมล่ะ!"
ยังจะกล้ามาข่มขู่เธออีก คิดว่าเธอเป็นใคร
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
หลีลี่เหมยกระหน่ำทุบลงไปไม่ยั้งมือ อีกสามทีเน้นๆ
ในที่สุดเจิ้งเซี่ยงตงก็ทนพิษบาดแผลและความมึนงงไม่ไหว ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนจะแน่นิ่งหมดสติไปราวกับปลาตาย
หลีลี่เหมยยืนหอบหายใจมองร่างที่นอนกองอยู่บนพื้นทราย พลางนึกย้อนไปถึงวันที่เธอเคยถามคำถามโง่ๆ กับเจียงซูหลัน
"พี่ซูหลัน พี่สวยขนาดนี้ ก่อนแต่งงานต้องมีหนุ่มๆ มาตามจีบเยอะแน่เลยใช่ไหมจ๊ะ"
แค่ประโยคนั้นประโยคเดียว รอยยิ้มบนหน้าของเจียงซูหลันก็จางหายไป ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด คำตอบของเจียงซูหลันในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของหลีลี่เหมยไม่จางหาย
"ลี่เหมย ตอนเป็นสาว พี่เจอผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง คนที่ทำให้พี่กลายเป็นสาวเทื้อที่ไม่มีใครกล้ามาสู่ขอทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้าน"
"คนคนนั้นทำให้พี่กินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องอยู่อย่างหวาดผวา ทำให้พี่กลายเป็นตัวตลก เป็นเรื่องขบขันของคนทั้งคอมมูน"
"ถ้าถามว่ามีคนมาจีบไหม ก็มีแค่เขาคนเดียวนั่นแหละ แต่เขาคนนั้นทำให้พี่กลายเป็นเหมือนโรคระบาดที่ใครๆ ก็รังเกียจ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง และไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยว"
"ช่วงเวลานั้นคือช่วงที่อัปยศที่สุด ทรมานที่สุด และเลวร้ายที่สุดในชีวิตพี่... เพราะฉะนั้น เราอย่าพูดถึงอดีตกันอีกเลยนะจ๊ะ"
ถ้าไม่ใช่เพราะโจวจงเฟิงเดินทางไปดูตัวที่คอมมูนของพวกเธอในตอนนั้น หลีลี่เหมยไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าชะตากรรมของเจียงซูหลันจะเป็นอย่างไร
ต้องถูกบีบให้แต่งงานกับเจิ้งเซี่ยงตง หรือต้องหนีไปบวชชีตลอดชีวิต
นั่นคือทางเลือกที่เหลืออยู่ และเจียงซูหลันคงเลือกอย่างหลังมากกว่า
ปฏิกิริยาของเจียงซูหลันในวันนั้นทำให้หลีลี่เหมยไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรอีก เธอรู้สึกผิดที่ไปสะกิดแผลใจของพี่สาว แต่สิ่งที่เธอเกลียดชังยิ่งกว่าคือไอ้ผู้ชายสารเลวที่ทำร้ายจิตใจพี่สาวแสนดีของเธอได้ลงคอ
คนคนนั้นคือ เจิ้งเซี่ยงตง
ยิ่งคิดไฟโกรธในอกของหลีลี่เหมยก็ยิ่งลุกโชน เธอมองร่างของผู้ชายตัวโตตรงหน้าด้วยสายตาอาฆาต ผู้ชายอกสามศอกคนนี้นี่เองที่รังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ จนขวัญหนีดีฝ่อ
คนเราต้องหวาดกลัวและถูกคุกคามมายาวนานขนาดไหน ถึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงและเจ็บปวดได้ขนาดนั้น
คิดแล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะเงื้อหอยมือเสือขึ้นมาทุบซ้ำลงไปอีกหลายที เพื่อระบายความแค้นแทนพี่สาว
เมื่อเห็นว่าเจิ้งเซี่ยงตงสลบเหมือดจนไม่น่าจะฟื้นขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้ว หลีลี่เหมยจึงเอาหอยมือเสือในมือเช็ดกับเสื้อผ้าของตัวเองอย่างแรง ราวกับว่ามันเพิ่งไปสัมผัสสิ่งสกปรกโสโครกหรือเชื้อโรคมา
หลังจากเช็ดหอยจนพอใจ เธอก็เดินเข้าไปลากคอเสื้อของเจิ้งเซี่ยงตง แล้วออกแรงลากร่างอันไร้สติของเขาไปตามพื้นทรายอย่างทุลักทุเล
คนพรรค์นี้จะปล่อยให้โผล่หัวไปในงานเลี้ยงครบรอบหนึ่งเดือนของหลานเธอไม่ได้เด็ดขาด
ขืนเจิ้งเซี่ยงตงปรากฏตัวขึ้น ต่อให้เจียงซูหลันจะบริสุทธิ์ใจแค่ไหน แต่คำครหาและข่าวลือก็จะทำลายเธอจนย่อยยับ
เมื่อข่าวลือแพร่สะพัดออกไปจนเกินจะควบคุม ชื่อเสียงของเจียงซูหลันจะป่นปี้ และท้ายที่สุด บนเกาะแห่งนี้ก็จะไม่มีที่ยืนสำหรับเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น โจวจงเฟิงจะคิดยังไง ครอบครัวสามีจะมองหน้าเธอยังไง
นี่มันไม่ใช่แค่การมาเยี่ยม แต่มันคือการตั้งใจมาฆ่ากันให้ตายทั้งเป็นชัดๆ!
หลีลี่เหมยเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมเจียงซูหลันถึงกลัวเขา และทำไมคนบ้านเจียงถึงทำอะไรเขาไม่ได้
เจิ้งเซี่ยงตงเปรียบเสมือนก้อนหินโสโครก ส่วนเจียงซูหลันเปรียบเสมือนเครื่องกระเบื้องเคลือบราคาแพง คนบ้านเจียงต่างพะวงหน้าพะวงหลัง กลัวว่าเครื่องกระเบื้องล้ำค่าจะแตกสลายหากเอาไปปะทะกับก้อนหิน
แต่สำหรับหลีลี่เหมย เธอไม่มีความกังวลข้อนั้น
เพราะที่นี่ ตอนนี้ มีแค่เธอคนเดียวที่รู้ว่าไอ้หมอนี่คือเจิ้งเซี่ยงตง
คิดได้ดังนั้น หลีลี่เหมยก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดกระชากคอเสื้อลากเจิ้งเซี่ยงตงไปข้างหน้า ปากก็ก่นด่าสาปแช่งไปตลอดทาง
"ไอ้ชาติชั่ว! สภาพทุเรศแบบนี้ยังจะกล้าใฝ่สูงมาคิดเรื่องพี่ซูหลันของฉันอีกเหรอ ยังตามจองล้างจองผลาญพี่ฉันมาตั้งกี่ปี ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวตัวเองบ้าง ว่าแกมันคู่ควรไหม"
"ไอ้เศษสวะเอ๊ย!"
[จบบท]