บทที่ 448 :ความสุขที่แท้จริง
เมื่อโจวจงเฟิงพาเจิ้งเซี่ยงตงเดินออกมาจากที่ซ่อน หลีลี่เหมยที่กำลังง่วนอยู่กับการขัดเงาเปลือกหอยมือเสืออยู่ด้านนอกถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน "คุณบ้าไปแล้วเหรอ!"
ทำไมจู่ๆ ถึงปล่อยตัวเจิ้งเซี่ยงตงออกมา นี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!
โจวจงเฟิงตอบเสียงเรียบ "ผมจะพาเขาไปที่บ้าน แต่จะไม่เข้าไปข้างใน" เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนหันไปสั่งหลีลี่เหมย "คุณช่วยล่วงหน้าไปที่บ้านผมก่อน หาข้ออ้างอะไรก็ได้พาซูหลันออกมาหน้าบ้าน ไม่ต้องเดินมาไกล แค่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วก็พอ"
หลีลี่เหมยอ้าปากค้าง ยิ่งฟังยิ่งตกใจจนแทบกระโดดโหยง "ฉันว่าคุณต้องเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ"
"คุณลืมไปแล้วเหรอว่าพี่สาวซูหลันกลัวไอ้หมอนี่ขนาดไหน แล้วคุณยังจะพาเขาไปหาเธอถึงที่เนี่ยนะ คุณอยากจะทำร้ายพี่สาวซูหลันหรือไง"
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ทำตามที่ผมบอกเถอะ ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่"
เขาจะไม่ยอมให้เจิ้งเซี่ยงตงโผล่หัวเข้าไปในงานเลี้ยงเด็ดขาด และหากเกิดเหตุสุดวิสัย เขาจะจัดการขั้นเด็ดขาดทันที
เมื่อเห็นว่าห้ามไปก็เปล่าประโยชน์ หลีลี่เหมยกอดหอยมือเสือแน่นพลางบ่นกระปอดกระแปด "เออๆ ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว ตามใจคุณเลย" จากนั้นเธอก็หันไปขู่ฟ่อใส่เจิ้งเซี่ยงตง "ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายไปเป่ามนต์อะไรใส่ผู้บังคับการกรมโจว แต่ถ้านายกล้าโผล่หัวไปให้พี่สาวซูหลันเห็นล่ะก็ นายตายแน่"
เจิ้งเซี่ยงตงก้มหน้ามองพื้น เขาไม่ได้ตอบโต้ ในใจเต็มไปด้วยความขมขื่น ทุกคนต่างคิดเหมือนกันหมด ทุกคนปักใจเชื่อว่าเขาจะทำร้ายเจียงซูหลัน
แต่เขาเปล่านะ! เขารักเธอขนาดนั้น เห็นเธอสำคัญยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง เขาจะไปทำร้ายเธอลงได้ยังไง เจิ้งเซี่ยงตงอยากจะตะโกนบอกความจริง แต่เขารู้ดีว่าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ เขาจึงเลือกที่จะเงียบ ยอมให้โจวจงเฟิงคุมตัวเดินตามไปโดยไม่ขัดขืน
ทิวทัศน์บนเกาะงดงามจับตา แม้จะเป็นเดือนธันวาคมแต่ต้นไม้ใบหญ้ายังเขียวชอุ่ม ตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสและน้ำทะเลสีมรกต เทียบกับความแห้งแล้งและหนาวเหน็บของภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ที่นี่คือสวรรค์บนดินชัดๆ แต่ในเวลานี้ เจิ้งเซี่ยงตงไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ใดๆ ทั้งสิ้น ความคิดทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการที่จะได้พบหน้าเจียงซูหลัน หญิงสาวที่เขาไม่ได้เจอมาเนิ่นนาน
ตลอดทางเดิน ทั้งสามคนต่างตกอยู่ในความเงียบ หลีลี่เหมยเดินนำหน้าสุด พอใกล้จะถึงบ้านตระกูลโจว เธอก็หยุดกึกแล้วหันกลับมาถามโจวจงเฟิงเพื่อความแน่ใจ "คุณแน่ใจนะว่าจะให้ฉันไปเรียกพี่สาวซูหลันออกมา"
ผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่มีใครรับประกันได้ ถ้าเกิดเจิ้งเซี่ยงตงเกิดบ้าคลั่งกลับคำสัญญา แล้วอาละวาดขึ้นมา เท่ากับว่าสิ่งที่เธอช่วยกันท่ามาทั้งหมดสูญเปล่า เรื่องมันจะบานปลายจนกู่ไม่กลับแน่
โจวจงเฟิงพยักหน้า "ไปเถอะ" ในเมื่อเขากล้าพาเจิ้งเซี่ยงตงมา เขาก็ต้องมั่นใจว่าคุมสถานการณ์อยู่
หลีลี่เหมยปรายตามองเจิ้งเซี่ยงตงแวบหนึ่ง ก่อนจะบ่นพึมพำ "ไม่รู้จริงๆ ว่าไปอ้อนท่าไหน ผู้บังคับการกรมโจวถึงยอมเชื่อ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงนึกว่าผู้บังคับการกรมโจวแอบชอบนายนั่นแหละ"
เจิ้งเซี่ยงตง "..."
โจวจงเฟิง "..."
พูดจบเธอก็ไม่สนใจสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชายหนุ่มทั้งสองคน รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในบ้านตระกูลโจวที่มีเสียงคนจอแจ วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงครบเดือนของเด็กแฝด แขกเหรื่อมากันเต็มบ้าน พอหลีลี่เหมยเข้ามา เธอก็มองหาเจียงซูหลันทันที โชคดีที่เจ้าภาพหญิงไม่ได้ยุ่งมาก พ่อเจียงกำลังรับแขกอยู่ ส่วนเธอนั่งอุ้มลูกกล่อมอยู่เงียบๆ
"พี่สาว—" หลีลี่เหมยส่งเสียงเรียกใสแจ๋วมาแต่ไกล
เสียงเรียกนั้นทำให้เจียงซูหลันเงยหน้าขึ้นมอง "ลี่เหมย? ทำไมมาช้าจัง พี่นึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว"
พูดจบเธอก็อุ้มลูกลุกขึ้นยืน เธอรอหลีลี่เหมยมาตลอด งานสำคัญอย่างวันครบเดือนลูกแบบนี้ ตามธรรมเนียมแล้วหลีลี่เหมยต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นเงา
"ก็ฉันมัวแต่ไปเตรียมของขวัญให้หลานชายตัวอ้วนทั้งสองคนอยู่น่ะสิ" เธอล้วงเอาหอยมือเสือที่ขัดเงาไปได้ครึ่งหนึ่งออกมาจากถุงผ้า แล้วดึงแขนเจียงซูหลันทำท่าจะลากออกไปข้างนอก
"พี่สาว ไปกันเถอะ อุ้มหลานไปด้วยนะ ฉันจะพาไปดูของขวัญตรงที่มีแสงแดดข้างนอก จะได้วัดขนาดข้อมือทำกำไลให้พอดี"
"ห้ามปฏิเสธนะ หอยนี่ฉันไปงมหามาเองจากในทะเล ไม่ได้เสียเงินซื้อสักแดงเดียว"
ข้ออ้างนี้ฟังดูสมเหตุสมผล เจียงซูหลันไม่ได้เอะใจ พอได้ยินว่าไม่ได้เสียเงินซื้อ เธอจึงไม่คิดปฏิเสธน้ำใจ เธอมองไปรอบๆ ห้อง เห็นทุกคนกำลังทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีใครสนใจทางนี้ จึงหันไปบอกหลีลี่เหมย "อันอันอยู่กับแม่พี่ งั้นเธอช่วยไปอุ้มอันอันหน่อยนะ"
"อุ้มเป็นไหม" หลีลี่เหมยไม่เคยอุ้มเด็กมาก่อนในชีวิต แต่สถานการณ์นี้ จะบอกว่าอุ้มไม่เป็นได้ที่ไหน เลือดนักสู้มันต้องลุย! ข้างนอกนั่นโจวจงเฟิงยังรอคิวอยู่
หลีลี่เหมยพยักหน้าหงึกๆ รับอันอันมาจากอ้อมกอดของแม่เจียง ต้องยอมรับว่าเธอหัวไวมาก เลียนแบบท่าทางอุ้มเด็กของเจียงซูหลันได้เป๊ะๆ ดูทะมัดทะแมงใช้ได้ อันอันเป็นเด็กเลี้ยงง่าย พอเปลี่ยนมาอยู่ในอ้อมกอดคนแปลกหน้า หนูน้อยก็ไม่ร้องไห้งอแง แถมยังลืมตาแป๋วพยายามเพ่งมองหน้าคนอุ้มอีกต่างหาก
ใจของหลีลี่เหมยละลายกลายเป็นน้ำ "หลานป้าน่ารักที่สุดเลย" เจียงซูหลันยิ้มบางๆ ไม่ได้คะยั้นคะยอว่า 'ชอบก็รีบมีสิ' เพราะเธอรู้ว่าหลีลี่เหมยมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง การแต่งงานมีลูกอาจกลายเป็นโซ่ตรวนสำหรับผู้หญิงรักอิสระอย่างเธอ เธอจึงบอกแค่ว่า "ถ้าชอบก็แวะมาเล่นกับหน่าวนาวและอันอันบ่อยๆ ได้นะ"
หลีลี่เหมยตาเป็นประกาย "ได้จริงๆ เหรอพี่" เจียงซูหลันพยักหน้า "แน่นอนจ้ะ"
ระหว่างคุยกัน ทั้งสองคนก็เดินออกไปหน้าบ้าน จริงๆ แสงแดดในลานบ้านก็สว่างพอแล้ว แต่หลีลี่เหมยอ้างว่าในลานบ้านมีควันไฟจากครัว เดี๋ยวหลานจะสำลักควัน ต้องพาออกไปข้างนอกรั้วถึงจะดี เจียงซูหลันรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ด้วยความไว้ใจที่มีต่อหลีลี่เหมย เธอจึงไม่ได้คิดระแวงอะไร เดินตามออกไปอย่างว่าง่าย
หลีลี่เหมยเห็นพี่สาวเชื่อใจขนาดนี้ ยิ่งรู้สึกผิดในใจ เธอจูงมือเจียงซูหลันเดินออกไปนอกรั้วบ้าน ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร ไปหยุดอยู่ใต้ต้นมะพร้าวต้นใหญ่ เธอหยิบหอยมือเสือออกมา ทาบลงบนข้อมือป้อมๆ ของหลานชาย แสร้งทำเป็นวัดขนาด แล้วหันไปถามเจียงซูหลัน "พี่สาว สวยไหม"
เจียงซูหลันพยักหน้า หอยมือเสือสวยมากจริงๆ สีขาวนวลเหมือนงาช้าง ตรงขอบเปลือกยังมีประกายสีรุ้งระยิบระยับ "มันจะดูแพงไปหรือเปล่า"
เด็กตัวแค่นี้ ใส่ของมีค่าแบบนี้จะดูไม่เหมาะสมหรือเปล่า
หลีลี่เหมยส่ายหน้า "ของแบบนี้ในทะเลมีเป็นกิโล พี่จะกังวลทำไม แค่ถือเคล็ดให้เป็นสิริมงคลเฉยๆ"
วัดข้อมือหลานเสร็จ เธอก็เอาหอยไปทาบกับข้อมือขาวผ่องของเจียงซูหลัน ผิวขาวๆ ของเธอช่างเข้ากันได้ดีกับสีนวลของเปลือกหอย ดูขับผิวและสง่างาม
"งั้นเดี๋ยวฉันทำกำไลสามวง ให้หน่าวนาวกับอันอันคนละวง แล้วก็ของพี่อีกวงหนึ่ง" "ของพี่ไม่ต้องหรอกมั้ง"
เจียงซูหลันรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ "ลี่เหมย พี่เป็นแม่คนแล้วนะ ไม่ต้องมาให้ของขวัญพี่หรอก"
"ใครว่าเป็นแม่คนแล้วห้ามรับของขวัญ ต่อให้พี่เป็นแม่สามี เป็นย่าคน พี่ก็ยังเป็นพี่สาวซูหลันของฉัน มีสิทธิ์รับของขวัญได้เหมือนเดิม"
คำพูดนั้นทำให้เจียงซูหลันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เธอก้มลงมองหน่าวนาวในอ้อมกอด จินตนาการถึงวันที่ลูกชายจะแต่งงานมีครอบครัว รอยยิ้มของเธออ่อนโยนละมุนละไม "กว่าจะถึงวันนั้นก็อีกตั้งยี่สิบปีเชียวนะ"
ไม่ไกลออกไป หลังพุ่มไม้หนาทึบ เจิ้งเซี่ยงตงยืนตะลึงงัน มองภาพเจียงซูหลันที่กำลังอุ้มลูกและหัวเราะอย่างมีความสุข เขาไม่เคยเห็นเจียงซูหลันในมุมนี้มาก่อน เธออ่อนโยนจนแทบจะละลาย รอยยิ้มของเธอสดใสไร้กังวล ไม่มีร่องรอยของความทุกข์ใจแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะก่อนแต่งงาน หรือหลังแต่งงาน เธอก็ยังดูงดงามเหมือนเดิม ไม่สิ ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ตอนนี้เธอมีความสุขุมนุ่มลึก และมีประกายความสุขที่ฉายชัดออกมาจากแววตา นั่นคือความมั่นใจและความสงบสุขที่ได้จากชีวิตที่มั่นคง
ภาพตรงหน้าทำให้... เจิ้งเซี่ยงตงเงียบงันไป
เขาหวนนึกถึงภาพเจียงซูหลันในความทรงจำยามที่อยู่ต่อหน้าเขา มีแต่ความหวาดกลัว ตื่นตระหนก รังเกียจ และพยายามหลบหนี ไม่เคยมีรอยยิ้ม ไม่เคยมีความอ่อนโยน และไม่เคยมีความสบายใจ
รอยยิ้มเหล่านี้... คือสิ่งที่ผู้ชายอีกคนมอบให้เธอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของเจิ้งเซี่ยงตงก็เจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด สรุปแล้ว เขาแค่พลาดเธอไป หรือว่า... เขาผิดมาตั้งแต่ต้น?
เจิ้งเซี่ยงตงเริ่มสับสนและหลงทาง จนกระทั่ง... เสียงเรียบเย็นชาดังขึ้นทำลายภวังค์ "พอใจหรือยัง ดูเสร็จแล้วก็ไปได้แล้วใช่ไหม"
น้ำเสียงนั้นไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์ แต่มีเพียงโจวจงเฟิงเท่านั้นที่รู้ดีว่าภายในใจเขาไม่ได้สงบอย่างที่แสดงออก
เจิ้งเซี่ยงตงตอบรับเสียงแผ่วเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง "อืม" เขาค่อยๆ ปลดห่อผ้าที่สะพายหลังอยู่ออกมาวาง
ของพวกนี้ ฝากคุณให้เธอด้วย อย่าบอกนะว่าผมเอามาให้" ในห่อผ้านั้นคือของดีหายากที่เขาพยายามเก็บหอมรอมริบมาตลอดครึ่งปี
โจวจงเฟิงมองห่อผ้านั้นด้วยสายตาเย็นชา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน "เธอไม่ต้องการ ผมเลี้ยงภรรยาผมได้"
"นั่นสินะ..."
เจิ้งเซี่ยงตงยิ้มขื่น "ผมลืมไป" อีกฝ่ายได้เลื่อนยศแล้ว แถมพื้นฐานครอบครัวก็ดีเยี่ยม ดูจากท่าทางมีความสุขของเจียงซูหลันก็รู้แล้วว่า ชีวิตที่สงบสุขไม่ได้มีแค่ความสบายใจ แต่ต้องมีความพร้อมทางวัตถุด้วย
"ช่างเถอะ ถ้าคุณไม่เอา ก็โยนทิ้งไปซะ!" เขาหันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่ความอาลัยอาวรณ์ก็ฉุดรั้งให้เขาหันกลับไปมองเจียงซูหลันอีกครั้ง สายตาคู่นั้น... ราวกับอยากจะบันทึกภาพของเธอไว้ชั่วกาลนาน เก็บเธอไว้ในส่วนลึกที่สุดของดวงตา
"ไปได้แล้ว" โจวจงเฟิงออกคำสั่งเสียงเข้ม
"รู้แล้วน่า" เจิ้งเซี่ยงตงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
"โจวจงเฟิง คุณต้องสาบานว่าจะดูแลเธอให้ดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามคุณลงไม้ลงมือกับเธอ และห้ามทิ้งขว้างเธอเด็ดขาด"
"ถ้าวันไหนที่คุณทำร้ายเธอ หรือทำให้เธอเสียใจ ต่อให้คุณหนีไปสุดล่าฟ้าเขียว ผมก็จะตามไปแย่งซูหลันกลับคืนมา และไม่แค่นั้น ตัวคุณเอง..."
ก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดี ถ้ากล้ารังแกซูหลัน กล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้ว เขาจะกลับมาคิดบัญชีทบต้นทบดอก
โจวจงเฟิงเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย สายตาคมกริบปะทะกันอย่างไม่ลดละ "คุณจะไม่มีวันมีโอกาสนั้นหรอก"
"เอาล่ะ ไปได้แล้ว"
นี่คือคำสั่งไล่ครั้งสุดท้าย คราวนี้ เจิ้งเซี่ยงตงไม่หันหลังกลับมามองอีก เขาเดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ราวกับบอกตัวเองว่าขอแค่ไม่หันหลังกลับไป เขาก็จะไม่เสียใจ
"อย่าบอกซูหลันว่าผมมาที่นี่" เสียงของเขาลอยละล่องแผ่วเบา ราวกับจะจมหายไปพร้อมกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทร
โจวจงเฟิงตอบรับสั้นๆ "แน่นอน" เขาไม่มีวันบอกซูหลันให้ระคายหูแน่นอนว่าเจิ้งเซี่ยงตงเคยมาเหยียบที่นี่
ที่หน้าประตูรั้ว หลีลี่เหมยที่คอยชำเลืองมองไปทางทิศที่โจวจงเฟิงและเจิ้งเซี่ยงตงเดินจากไป ถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดไอ้ระเบิดเวลาลูกนั้นก็ไปพ้นๆ สักที โชคดีจริงๆ ที่พี่สาวซูหลันไม่รู้เรื่อง
แต่ทว่า ในจังหวะนั้นเอง... ระบบหน้าต่างข้อความกลับเด้งขึ้นมากลางอากาศ
[เชี่ย! ทำไมบอสโจวถึงเดินไปกับเจิ้งเซี่ยงตงได้ล่ะนั่น?]
เจียงซูหลัน "......?"
[จบบท]