บทที่ 468: คืนส่งท้ายปีที่เงียบเหงา
นับตั้งแต่วินาทีที่เจียงหมิ่นอวิ๋นก้าวเท้าเข้ามาในฐานะสะใภ้ของบ้านสกุลโจว แม่เฒ่าโจวก็ดูเหมือนจะหลงลืมวิชาการทำอาหารไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าสองมือที่เคยหยิบจับตะหลิวทำครัวมาค่อนชีวิตนั้น เกิดอาการเป็นอัมพาตไปเสียดื้อๆ
ก่อนหน้านี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอถูกลูกชายไล่ให้กลับไปอยู่บ้านเดิมในชนบท
ทว่าคนทึ่เคยชินกับการใช้ชีวิตเสพสุขในเมืองใหญ่ ได้กินอิ่มนอนอุ่นจนเคยตัวอย่างแม่เฒ่าโจว จะไปทนรับสภาพความยากลำบากในชนบทที่แร้นแค้นได้อย่างไร ที่นั่นพอดวงตะวันลับขอบฟ้า ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความมืดมิด ไร้แสงสีศิวิไลซ์ หนำซ้ำยังมีงานในไร่นาให้ต้องตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่รู้จักจบสิ้น
ดังนั้นหลังจากถูกส่งกลับไปดัดนิสัยได้เพียงแค่สามวัน แม่เฒ่าโจวก็รีบหอบเสื้อผ้าหนีกลับมาหาลูกชายในเมืองอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
โจวหยางนั่งมองผู้เป็นย่าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ย่าครับ ในเมื่อย่าเองก็ไม่ได้ชอบเจียงหมิ่นอวิ๋นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ"
เด็กชายขมวดคิ้วเล็กน้อยยามเอ่ยถึงแม่เลี้ยงคนนี้ สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะในชาติภพก่อนหรือชาตินี้ ย่าของเขาก็ไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ มอบให้กับภรรยาใหม่ของพ่อเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
เพียงแต่ความแตกต่างมันอยู่ที่ตัวบุคคล
ในชาติที่แล้ว เจียงซูหลันใช้ความดีงามและความจริงใจค่อยๆ หลอมละลายหัวใจที่แข็งกระด้างของย่าจนยอมเปิดใจยอมรับได้ในที่สุด แต่ทว่าในชาตินี้ เจียงหมิ่นอวิ๋นกลับไม่เคยแม้แต่จะคิดทำความดีเพื่อเอาชนะใจใครเลย หนำซ้ำยังขยันสร้างแต่เรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้ จึงมีแต่ความวุ่นวายโกลาหล ไก่บินหมาเห่าไม่หยุดหย่อน
แม่เฒ่าโจวรู้สึกประหม่าขึ้นมาฉับพลันเมื่อต้องสบเข้ากับสายตาที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของหลานชาย เธอกระแอมไอแก้เก้อเบาๆ ก่อนจะตอบเลี่ยงไปว่า
"ไม่ชอบก็ส่วนไม่ชอบสิ แต่ยังไงเสียก็ต้องมีคนคอยดูแลเรื่องงานบ้านงานเรือนให้พวกเธอสองคนพี่น้องไม่ใช่หรือไง"
"ดูแลอะไรเหรอครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่อัดแน่นไปด้วยความเหนื่อยล้าดังแทรกขึ้นที่หน้าประตู โจวเยว่หัวเดินก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสภาพอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด บนเสื้อโค้ทตัวหนาของเขาถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวโพลน แม้แต่วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ เขาก็ยังต้องทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น
บรรยากาศในโถงทางเดินของแฟลตที่พักในค่ำคืนนี้ช่างคึกคัก แตกต่างจากบ้านของเขาอย่างสิ้นเชิง เพื่อนบ้านห้องอื่นๆ ต่างพากันทำอาหารเฉลิมฉลอง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อสัตว์และปลาที่ตุ๋นจนเปื่อยลอยฟุ้งออกมาจากหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ ไอความร้อนพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะแห่งความสุขของครอบครัว
แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้านของตนเอง สิ่งที่โจวเยว่หัวสัมผัสได้มีเพียงความเงียบงันและไอเย็นยะเยือกที่กัดกินผิวเนื้อ เตาถ่านที่ควรจะแดงฉานให้ความอบอุ่นกลับดับสนิท หม้อไหจานชามวางกองเย็นชืดไร้ร่องรอยของการเตรียมอาหารมื้อค่ำ
พอโจวเยว่หัวเอ่ยถามถึงสาเหตุ ทุกคนในห้องก็พากันเงียบกริบไปครู่ใหญ่
ผ่านไปสักพัก โจวหยางจึงเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ
"ผมไล่เจียงหมิ่นอวิ๋นออกไปแล้วครับพ่อ ย่าก็เลยตำหนิผมว่าไม่ควรไล่เธอไปในวันสิ้นปีแบบนี้ แล้วผลลัพธ์ก็คือไม่มีใครทำกับข้าวเย็นครับ"
พอสิ้นเสียงรายงานของลูกชาย ใบหน้าของโจวเยว่หัวก็มืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด เขาถอดกระเป๋าเอกสารแขวนไว้ที่ราวอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ ก่อนจะหันไปทางมารดาของตนด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มโทสะ
"แม่ครับ ตอนที่แม่จะขอกลับมาอยู่ที่นี่ ผมตกลงกับแม่ว่ายังไงครับ"
สายตาของเขาจ้องมองมารดาอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
"ผมบอกแม่แล้วใช่ไหมว่า ให้ทำเหมือนกับว่าบ้านนี้ไม่มีคนชื่อเจียงหมิ่นอวิ๋น ในเมื่อแม่ยืนยันที่จะมาอยู่ด้วย หน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินสามมื้อของผมกับหลานๆ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่เหรอครับ"
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะให้เจียงหมิ่นอวิ๋นมาปรนนิบัติดูแลแม่ของเขา แต่ผู้หญิงอย่างเจียงหมิ่นอวิ๋นไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมันที่ใครจะมาบงการได้ง่ายๆ
เธอยื่นคำขาดกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า
‘ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันไปแจ้งความจับแม่ของคุณ ในข้อหาพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ ก็อย่าได้บังคับให้ฉันต้องไปรับใช้ดูแลคนแก่นั่นเด็ดขาด’
เพียงประโยคเดียว ก็เปรียบเสมือนการตีเข้าที่จุดตายของโจวเยว่หัวเข้าอย่างจัง เขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากเรื่องนี้อีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา
เมื่อถูกลูกชายตอกกลับด้วยความจริง แม่เฒ่าโจวก็หน้าเสียด้วยความอับอาย พลางตีโพยตีพายกลบเกลื่อนความผิด
"แกดูพูดเข้าสิ มีบ้านไหนเขาทำกันบ้าง ที่ลูกสะใภ้แต่งเข้าบ้านแล้วไม่ต้องหยิบจับอะไรเลย ปล่อยให้นั่งเป็นคุณนายเหมือนบรรพบุรุษที่ต้องคอยจุดธูปบูชา มีแต่บ้านเรานี่แหละ ที่ลูกชายไม่รู้จักสงสารแม่บังเกิดเกล้า กลับมาใช้ให้แม่แก่ๆ ทำงานงกๆ แบบนี้"
โจวเยว่หัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะสวนกลับไปเพื่อให้มารดาตาสว่างเสียที
"แม่ครับ แม่รู้ไหมว่าก่อนหน้านี้เจียงหมิ่นอวิ๋นขู่ผมว่ายังไง เธอบอกว่าถ้าผมบังคับให้เธอมาดูแลแม่ เธอจะไปร้องเรียนที่สหภาพแรงงานว่าแม่เป็นพวกหัวรุนแรงต่อต้านสังคม ข้อหานี้ต้องติดคุกนะครับ แม่ยังจะกล้าให้เธอมาปรนนิบัติแม่อีกไหม"
คำว่า "ติดคุก" เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้า แม่เฒ่าโจวตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน
"นัง... นังเจียงหมิ่นอวิ๋น นังคนสารเลว! จิตใจมันช่างโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือเกิน จะแจ้งจับแม่ผัวตัวเองเชียวเรอะ มันไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือไงกัน!"
ปากก็ก่นด่าสาปแช่งไปต่างๆ นานา แต่ขาก็รีบก้าวฉับๆ ตรงดิ่งเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มก่อไฟทำอาหารโดยไม่รอช้า เพราะความกลัวว่าจะต้องไปกินข้าวแดงในคุกนั้นมีมากกว่าความขี้เกียจหลายเท่าตัว
เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป ภายในห้องโถงกลางจึงเหลือเพียงพ่อลูกที่นั่งประจันหน้ากัน
โจวหยางหันไปบอกให้น้องสาวอย่างเสี่ยวโจวเหม่ยเข้าไปวาดรูปเล่นในห้องนอน เพื่อที่จะได้คุยธุระกับพ่อได้อย่างสะดวกใจ
เด็กชายมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยความเครียดของบิดา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเกินวัย
"เหนื่อยมากไหมครับ"
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนเด็กถามพ่อ แต่กลับเหมือนเพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเสียมากกว่า
โจวเยว่หัวส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ พลางยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
"ช่วงก่อนหน้านี้พ่อเลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไป จนทำให้คนอื่นอิจฉาริษยา พอครั้งนี้พ่อพลาดท่าถูกปลดลงมา คนพวกนั้นก็จ้องแต่จะเข้ามารุมเหยียบซ้ำให้จมดิน"
เดิมทีเขาเกือบจะหมดอาลัยตายอยาก ปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามยถากรรมแล้ว แต่เป็นเพราะลูกชายคนนี้ที่คอยเตือนสติและดึงเขากลับมา
นั่นทำให้โจวเยว่หัวฮึดสู้ขึ้นมาได้อีกครั้ง
โจวหยางลุกเดินไปอ้อมด้านหลัง แล้วเริ่มบีบนวดไหล่ที่ตึงเครียดให้กับผู้เป็นพ่อ
"พ่อครับ อดทนลำบากช่วงปีสองปีนี้ไปก่อนนะครับ ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่อำนวยให้เราทำธุรกิจส่วนตัวได้ เราคงต้องรอให้ผลประกอบการของโรงงานดีขึ้นกว่านี้ก่อน"
เด็กชายหยุดมือเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเข้าประเด็นสำคัญ
"แล้วเรื่องโควตาแผนกจัดซื้อ พ่อจัดการได้หรือยังครับ"
ตำแหน่งในแผนกจัดซื้อคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง เพราะมีช่องทางให้หาผลประโยชน์ได้มากมาย หากจะหวังพึ่งแค่เงินเดือนข้าราชการของโจวเยว่หัวเพียงอย่างเดียว การที่จะพลิกฟื้นฐานะให้กลับมามั่งคั่งสุขสบายนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"พ่อยังพยายามติดต่อทาบทามอยู่" โจวเยว่หัวตอบเสียงแผ่ว
คำตอบนั้นทำให้โจวหยางรู้สึกขัดใจไม่น้อย น้ำหนักมือที่บีบนวดอยู่จึงเผลอลงแรงหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"นี่มันผ่านมาครึ่งเดือนแล้วนะครับพ่อ ด้วยความสามารถระดับพ่ออย่างที่เคยทำได้ใน... เอ่อ ในอดีต แค่สามวันก็น่าจะจัดการคนพวกนั้นได้อยู่หมัดแล้วไม่ใช่เหรอครับ"
คำพูดแทงใจดำของลูกชายทำให้โจวเยว่หัวเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะยอมรับออกมาตามตรง
"เรื่องวุ่นวายในบ้านมันเยอะเกินไป พ่อรู้สึกเหมือนหมดเรี่ยวหมดแรง จะขยับตัวทำอะไรก็ไม่คล่องตัวเหมือนเมื่อก่อน"
ทุกครั้งที่เขาพยายามจะทุ่มเทให้กับการงานข้างนอก ใจก็พะวงแต่เรื่องในบ้าน กลัวว่ากลับมาจะต้องมาเจอเรื่องปวดหัวอะไรอีก ปัญหาครอบครัวมันบั่นทอนกำลังใจของเขาไปจนเกือบหมดสิ้น
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง โจวหยางนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ชวนให้คนฟังต้องสะอึก
"พ่อครับ... พ่อเสียใจไหมที่แต่งงานกับเจียงหมิ่นอวิ๋น"
สำหรับโจวหยางแล้ว ใบปริญญาไม่ใช่เครื่องการันตีสันดานคน แม้เจียงหมิ่นอวิ๋นจะได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยียนจิง แต่เธอก็เรียนไม่จบ และการที่เธอเข้าเรียนได้ในตอนนั้นก็เพราะอาศัยบารมีของพ่อเธออย่างเจียงเต๋อเป่า
ในสายตาของโจวหยาง เจียงหมิ่นอวิ๋นก็เป็นแค่ไก่ป่าที่เอาป้ายหงส์มาแขวนคอ แถมยังเป็นป้ายที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรมอีกด้วย
เขารังเกียจผู้หญิงประเภทนี้เข้ากระดูกดำ เพราะในชีวิตชาติก่อน เขาเจอผู้หญิงพรรค์นี้มามากเกินพอแล้ว
คำถามตรงไปตรงมาของลูกชาย ทำให้โจวเยว่หัวยิ่งดำดิ่งลงสู่ความเงียบขรึม
"เสียใจเหรอ? มาพูดว่าเสียใจตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร"
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องหย่า แต่ทุกครั้งที่เขาแค่เกริ่นขึ้นมา เจียงหมิ่นอวิ๋นก็พร้อมที่จะพังทุกอย่างและลากเขาลงนรกไปด้วยกัน สถานะของเขาและเธอก็เหมือนคนขี่หลังเสือ จะลงก็ไม่ได้ จะไปต่อก็ลำบาก ได้แต่ยื้อเวลากันไปวันๆ
เพื่อไม่อยากพูดถึงผู้หญิงอัปมงคลคนนั้นให้เสียบรรยากาศ โจวหยางจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
"ผมได้ข่าวมาว่า น้าเจียงซูหลันที่แต่งงานไปอยู่ที่เกาะ ตอนนี้สามีของเธอได้เลื่อนยศตั้งสองขั้น จนกลายเป็นผู้บังคับการกรมที่อายุน้อยที่สุดในเกาะแล้วนะครับ แถมเธอยังคลอดลูกชายฝาแฝดอีกด้วย"
โจวหยางเว้นจังหวะสังเกตสีหน้าของพ่อ ก่อนจะเสริมข้อมูลที่เขาเพิ่งได้มา
"ยิ่งไปกว่านั้น เขาลือกันให้แซ่ดว่าโรงงานแปรรูปอาหารทะเลที่ตั้งขึ้นบนเกาะ ทั้งโรงงานอาหารกระป๋อง โรงงานผลไม้แช่อิ่ม ล้วนแต่เป็นน้าเจียงซูหลันที่ช่วยวางแผนและให้คำแนะนำจนประสบความสำเร็จ"
สินค้าจากเกาะแห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลตากแห้ง ผลไม้กระป๋อง หรือผลไม้กวน ต่างก็ส่งมาขายไกลถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเขาเองก็ยังเคยซื้อสินค้าพวกนี้มาจากสหกรณ์ร้านค้าด้วยซ้ำ
ข้อมูลพวกนี้โจวหยางไม่ได้นั่งเทียนเขียนขึ้นมาเอง แต่เขาได้ยินมาจากปากของเจี่ยงลี่หงตอนที่เขากลับไปสืบข่าวที่บ้านเกิดตระกูลเจียงในชนบท
เจียงซูหลันขยันส่งของกินดีๆ กลับมาให้ที่บ้านเดิมไม่ขาดสาย เรื่องแบบนี้ปิดชาวบ้านในกองพลน้อยไม่อยู่หรอก
ยิ่งได้รับรู้ข่าวคราวความสำเร็จของอดีตคนรักเก่าทีละเรื่องๆ อาการปวดหัวของโจวเยว่หัวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรู้สึกเสียดายและเสียใจที่เคยฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ เริ่มแผ่ขยายตัวออกมาเกาะกินความรู้สึกของเขาอย่างช้าๆ จนยากจะทานทน
[จบบท]