บทที่ 48: งดงามราวกับนางฟ้า
【+1 คนสวยจะหยิบจับอะไรมาใส่ก็ดูดีไปหมด สรุปคือที่เชยน่ะไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นหน้ากลมๆ ของพวกเรานี่แหละ】
【ฉันเพิ่งไปสั่งซื้อแบบเดียวกันมาเลย ฉันอยากใส่เสื้อผ้าเหมือนซูซู!!】
เจียงซูหลันชะงักงันไปครู่หนึ่ง ข้อความมากมายที่ปรากฏบนหน้าต่างข้อความนั้น เธอมองแล้วเข้าใจความหมายเพียงครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็ยังพอคาดเดาได้ว่า พวกเขากำลังชมว่าเธอสวย
เจียงซูหลันกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูออกไปอย่างสง่าผ่าเผย และทันทีที่ประตูเปิดออก ผู้คนราวสิบยี่สิบชีวิตที่นั่งรออยู่ในห้องโถงกลางก็หันมามองเธอกันอย่างพร้อมเพรียง ทุกสายตาต่างฉายแววตกตะลึงไปชั่วขณะ
เหตุผลนั้นเรียบง่าย ซูหลันมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามเกินไปจริงๆ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดี ดวงตาทอประกายระยับยามยิ้ม ฟันขาวราวไข่มุกที่ขบเม้มริมฝีปากเล็กน้อยนั้น ช่างเป็นภาพที่งดงามสะคราญตาจนถึงขีดสุด
เสื้อนวมบุฝ้ายสีแดงที่เธอสวมใส่อยู่มีขนาดพอดีตัว โดยเฉพาะช่วงเอวที่แม่เจียงบรรจงเย็บเก็บทรงไว้ ยิ่งขับเน้นให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่ดูเล็กคอดกิ่ว
แม้กระทั่งคนในครอบครัวเจียงที่คุ้นเคยกับใบหน้านี้เป็นอย่างดี ก็ยังเผลออ้าปากค้าง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคุณยายฉวนฝูที่ถูกเชิญมาทำพิธีการกำจัดขนบนใบหน้าด้วยเส้นด้ายให้เจียงซูหลัน
ยายถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พลางเดินเข้ามาจูงมือเจียงซูหลันไว้ แล้วร้องอุทานออกมา “โอ้โห แม่คุณเอ๊ย นี่มันนางฟ้าชัดๆ เลยนี่นา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเจียงถึงไม่อยากยกลูกสาวให้ใคร ถ้าเป็นลูกสาวของยายเอง ยายก็คงหวงเหมือนกัน!”
เจียงซูหลันรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ทำได้เพียงยิ้มเม้มปาก
แม่เจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ อดหน้าบานไม่ได้เมื่อได้ยินคนชมลูกสาว จึงพูดเสริมขึ้น “งั้นคงต้องรบกวนพี่สาวแล้วนะคะ ช่วยทำให้ซูหลันของบ้านเราสวยๆ หน่อยนะ”
คุณยายฉวนฝูร้องโอ๊ยออกมาเบาๆ ด้ายสีขาวเส้นเล็กสองเส้นในมือถึงกับสั่นไหวเล็กน้อย ยายครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “แม่บ้านเจียงจ๊ะ รบกวนหาด้ายเส้นใหม่มาให้ยายสักเส้นเถอะ”
ยายกลัวว่าด้ายเส้นเก่าในมือจะไม่คู่ควรกับซูหลันที่งดงามราวกับนางฟ้าองค์น้อย
แม่เจียงย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ จึงรีบไปหาด้ายเส้นใหม่มาให้ในไม่ช้า
คุณยายฉวนฝูบอกให้เจียงซูหลันเอนตัวลงนอนบนคัง เจียงซูหลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย ร่างกายจึงเผลอเกร็งขึ้นมาบ้าง
คุณยายฉวนฝูรีบปลอบโยน “ไม่เจ็บหรอกจ้ะ เดี๋ยวคุณยายจะเบาๆมือ ให้นะ”
เจียงซูหลันขานรับในลำคอ ก่อนจะมองดูคุณยายฉวนฝูที่เริ่มนำด้ายป่านมาขดเป็นห่วงคล้ายเลขแปด คล้องไว้บนนิ้วชี้และนิ้วโป้งขวาอย่างชำนาญ ขณะที่มือซ้ายดึงปลายด้ายให้ตึง ส่วนปากก็คาบด้ายอีกด้านหนึ่งไว้
ด้ายป่านพลิกไหวไปมาอย่างคล่องแคล่ว ในจังหวะที่ดึงเข้าและคลายออกนั้น ขนอ่อนเล็กๆ บนใบหน้าก็ถูกดึงให้หลุดออกมา เผยให้เห็นลำคอที่เรียบเนียนดุจหยกขาว ซึ่งดูเรียวยาวและบอบบาง
ต่อจากนั้นจึงไล่มายังคาง และสุดท้ายที่บริเวณหน้าผาก เป็นการไล่จากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน
เจียงซูหลันรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง จึงส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
คุณยายฉวนฝูจึงชะลอความเร็วของมือลง พลางมองใบหน้าที่บัดนี้เกลี้ยงเกลาผุดผ่องดุจหยกของเจียงซูหลัน แล้วกล่าวอวยพร “ขอให้ชีวิตรุ่งโรจน์ก้าวหน้า เหมือนต้นงาที่ออกดอกสูงขึ้นเรื่อยๆ นะจ๊ะ ขอให้ชีวิตคู่มีความสุข อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเลย”
เจียงซูหลันเอ่ยขอบคุณ
คุณยายฉวนฝูเก็บมือ ก่อนจะเก็บด้ายป่านเส้นนั้นไว้อย่างดี “ยายขอรับรองกับพวกเธอเลยนะ ว่าชีวิตคู่ของลูกสาวบ้านเธอในอนาคต จะต้องมีความสุขมากๆ แน่นอน”
ก็คนสวยขนาดนี้ ขนาดคนแก่อย่างยายที่ผ่านโลกมาทั้งชีวิตยังต้องตะลึง ไม่ต้องพูดถึงพวกหนุ่มๆ ที่เลือดลมกำลังพลุ่งพล่านหรอก แบบนี้มันห้ามใจไม่ไหวอยู่แล้ว รับรองว่าต้องรักต้องหลงซูหลันจนไม่รู้จะรักยังไงแล้ว
เจียงซูหลันหน้าแดงขึ้นมาทันที ครอบครัวเจียงกล่าวขอบคุณกันยกใหญ่ ก่อนจะเดินไปส่งคุณยายฉวนฝูที่หน้าประตูบ้าน
แม่เจียงยังอุตส่าห์นำไข่ไก่ 6 ฟอง ใส่ถุงให้คุณยายฉวนฝูติดมือกลับไปด้วย “ขอบคุณคำอวยพรของพี่นะคะ ฉันเองก็ไม่หวังอะไรมาก ขอแค่ให้ซูหลันมีชีวิตที่ราบรื่น ปลอดภัย มีความสุขเหมือนอย่างพี่ แค่นี้ก็พอใจแล้ว”
คุณยายฉวนฝูรับมาพร้อมรอยยิ้มและพยักหน้า
หลังจากส่งคุณยายฉวนฝูกลับไปแล้ว บรรดาแขกเหรื่อของครอบครัวเจียงก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึง
แขกที่มาล้วนเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี พวกผู้ชายชาวไร่พอมาถึงก็ไม่รอช้า เข้ามาช่วยงานทันที พวกเขาช่วยกันก่อเตาขนาดใหญ่สองเตาขึ้นในลานบ้าน แล้วยืมหม้อขนาดใหญ่สองใบมาตั้ง จากนั้นจึงจัดแจงตั้งโต๊ะสำหรับแขกอีกห้าหกตัว
สำหรับเรื่องอาหารการกินนั้น พวกเขาได้เตรียมการกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว พอรู้ว่าวันนี้เป็นวันแต่งงานของเจียงซูหลัน บรรดาพี่ชายและหลานชายของเธอก็แยกย้ายกันไปลงมือทันที พวกหลานชายมุ่งหน้าไปที่ริมแม่น้ำ จัดการเจาะน้ำแข็งแล้วหย่อนเบ็ดตกปลา แถมยังเรื่องมาก ไม่ยอมเอาตัวเล็ก ขอเลือกเฉพาะขนาดกลางๆ ที่พอดีคำเท่านั้น
ส่วนพี่ชายของเจียงซูหลันพากันขึ้นเขาไปวางกับดักล่าสัตว์กัน
ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ ต่อให้ตกอยู่ในยุคที่ยากจนที่สุดก็ไม่เคยมีใครอดตาย นั่นเพราะไม่มีที่ไหนจะดีเท่าที่นี่อีกแล้ว ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ภูเขาและแหล่งน้ำ จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหยื่อให้ล่ามากมาย
เพียงแค่วางกับดักทิ้งไว้ในตอนกลางคืน พอถึงตอนเช้าก็แค่เดินขึ้นเขาไปเก็บกู้เท่านั้นเอง ทว่าโดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่ไม่กล้าบุกเข้าป่าลึก เพราะเกรงว่าจะไปเจอกับสัตว์ร้ายเข้า
แต่พี่ชายทั้งหลายของบ้านเจียงไม่เคยกลัว พวกเขาล้วนมีฝีมือและใจกล้าบ้าบิ่น
ด้วยเหตุนี้ พอตั้งเตาเสร็จเรียบร้อย ไก่ที่ล่ามาได้ก็ถูกนำไปลวกน้ำร้อนเพื่อถอนขน ส่วนปลาก็นำไปขอดเกล็ดเตรียมทำอาหาร
สำหรับเนื้อสัตว์ พ่อเจียงต้องไปขออาศัยเส้นสายเพื่อซื้อเนื้อหมูมาครึ่งซีก ทั้งหมดก็เพื่อให้งานเลี้ยงในวันนี้ดูดีไม่อายใคร
บรรยากาศด้านนอกนั้นดำเนินไปอย่างวุ่นวายและคึกคัก
ขณะที่ภายในห้อง เจียงซูหลันซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นพิธีการกำจัดขนบนใบหน้าด้วยเส้นด้าย กำลังนั่งถือถ้วยไข่ตุ๋นค่อยๆ ตักกินทีละคำอย่างเชื่องช้า ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากกินอย่างอื่น แต่เป็นเพราะเธอกินอย่างอื่นไม่ได้
เนื่องจากเดี๋ยวเธอก็ต้องออกเดินทางแล้ว หากกินอะไรไม่ระวัง อาจจะต้องคอยหาห้องน้ำบ่อยๆ ซึ่งจะไม่สะดวกนัก ดังนั้นอาหารประเภทไข่ตุ๋นจึงเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุดในตอนนี้
บรรดาญาติผู้หญิง ทั้งป้าๆ น้าๆ ที่อยู่ในห้อง ต่างก็พากันมารายล้อมซูหลัน “ซูหลันสวยจริงๆ เลยนะ!”
“ใครได้เธอไปเป็นภรรยานี่ต้องบอกว่าโชคดีมากๆ เลย”
“เออจริงสิ ซูหลัน แล้วแม่เธอได้สอน...เรื่องนั้น...ให้รึยังล่ะ?”
คุณน้าคนหนึ่งเอ่ยถามพลางยิ้มอย่างล้อเลียน
เจียงซูหลันเบิกตากลมโตคู่สวย มองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ “เรื่องอะไรเหรอคะ?”
พอได้สบตากับดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์คู่นั้น คุณน้าที่ตั้งใจจะแกล้งก็เกิดแกล้งต่อไม่ลง รีบกลืนคำพูดกลับลงคอ “เอ่อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เดี๋ยวพอเธอแต่งงานไปเดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ” เธอพูดตะกุกตะกัก พลางรู้สึกอายขึ้นมาเสียเอง “ช่างมันเถอะ ฉันว่าฉันออกไปดูข้างนอกดีกว่าว่าเจ้าบ่าวมาถึงรึยัง”
พูดจบ คุณน้าคนนั้นก็รีบเดินหนีออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
ญาติอีกคนที่อยู่ข้างๆ เจียงซูหลันก็หัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัย “ซูหลันของเรายังใสซื่อไม่รู้อะไรเลยน่ะ แต่ว่านะ...ยายได้ยินมาว่าเจ้าบ่าวเป็นทหารใช่รึเปล่า?”
แม้จะไม่ได้มีคำพูดใดหลุดออกมาต่อ แต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็เข้าใจความหมายที่เหลือเป็นอย่างดี
เจียงซูหลันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก พวงแก้มของเธอพลันแดงระเรื่อขึ้นมาราวกับถูกแต้มด้วยชาด
ณ ที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูน มีรถจี๊ปคันหนึ่งจอดอยู่ บนกระโปรงรถมีดอกไม้สีแดงสดขนาดใหญ่ผูกประดับไว้ ดูเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
โจวจงเฟิงนั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับ เขายกกระติกน้ำขึ้นดื่มไม่หยุด สวี่เฉิงปิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นภาพนั้นก็อดที่จะแซวไม่ได้ “เหล่าโจว นายดื่มน้อยๆ หน่อยก็ได้มั้ง ถ้านายยังดื่มไม่หยุดแบบนี้ ฉันกลัวว่าคืนนี้ตอนเข้าหอ นายจะไม่สะดวกเอาน่ะสิ”
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่เป็นไรหรอก”
เขาเว้นช่วงไปอึดใจ ก่อนที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งปกติจะเยือกเย็นเสมอมา จะเอ่ยปากถามขึ้น “เฉิงปิง ตอนที่นายแต่งงาน...มันเป็นยังไงบ้างเหรอ?”
[จบบท]