บทที่ 77: อัจฉริยะผู้โชคร้าย
ด้วยเหตุนี้เอง เจียงซูหลันจึงรู้สึกผิดต่อพี่สี่เจียงมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ต้นเหตุหลักของอุบัติเหตุครั้งนั้น แต่การที่เธอขอให้เขาไปรับ ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เขาต้องประสบเคราะห์ร้ายจนขาพิการ ด้วยเหตุนี้เธอจึงพยายามชดเชยทุกอย่างให้เขา
ทว่าพี่สี่เจียงกลับไม่เคยคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย จุดประสงค์หลักของเขาในวันนั้นคือการเข้าเมืองเพื่อไปซื้อส้มกระป๋องมาบำรุงภรรยาที่กำลังตั้งท้อง ส่วนเรื่องที่เลยไปรับเจียงซูหลันที่เป็นน้องเล็กนั้น เป็นเพียงเรื่องที่เขาถือโอกาสทำไปพร้อมกันเท่านั้น
เพียงแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอธิบายอย่างไรเธอก็ไม่ยอมรับฟัง
ตลอดหลายปีที่เขาขยับตัวไม่สะดวกเพราะอาการบาดเจ็บ เสี่ยวเถี่ยตั้นผู้เป็นลูกชายก็แทบจะเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของเจียงซูหลันเป็นหลัก
ดังนั้นเมื่อพี่สี่เจียงได้ยินลูกชายอย่างเสี่ยวเถี่ยตั้นพูดออกมาว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงของเขา รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่สี่เจียงพลันจางหายไปหลายส่วน
“ใครพูดกับลูก”
สำหรับเขาแล้ว เสี่ยวเถี่ยตั้นไม่เคยเป็นตัวถ่วงเลย
เสี่ยวเถี่ยตั้นที่กำลังกินปลาทอดก้มหน้างุด ไม่ยอมพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มแฉ่ง “ไม่มีครับพ่อ ผมล้อเล่น”
เพราะการที่ไม่มีแม่ แถมพ่อยังพิการ ทำให้เสี่ยวเถี่ยตั้นเป็นเด็กที่รู้จักคิดและรู้ความมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันมาตั้งแต่เล็ก รอยยิ้มนั้นทำให้พี่สี่เจียงถอนหายใจโล่งอก เขาดันตะกร้ายาที่วางอยู่ไปไว้ข้างโต๊ะบนคัง แล้วอุ้มเสี่ยวเถี่ยตั้นขึ้นมานั่งบนคังอุ่นอย่างทะนุถนอม
“เถี่ยตั้น ลูกคือของขวัญล้ำค่าของพ่อนะ”
พี่สี่เจียงเป็นคนอารมณ์ดีเปิดเผยและตรงไปตรงมา เขาจึงไม่เคยตระหนี่ที่จะพูดคำพูดที่ฟังดูหวานเลี่ยนชวนเขินอายแบบนี้กับลูกชายเลย คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้เสี่ยวเถี่ยตั้นหน้าแดงก่ำ เด็กชายบิดตัวด้วยความเขินก่อนจะรีบวิ่งหนีออกไป
พอเสี่ยวเถี่ยตั้นวิ่งลับตาไป รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่สี่เจียงก็จางลงอีกครั้ง คราวนี้มันถูกแทนที่ด้วยความกังวลฉายชัด หากน้องเล็กซูหลันจากไปจริงๆ แล้วเสี่ยวเถี่ยตั้นที่คุ้นเคยกับอาเล็กคนนี้เหลือเกินจะทำยังไง
ในตอนที่พี่สี่เจียงกำลังกลุ้มใจอยู่นั่นเอง เจียงซูหลันก็ถือจานปลาทอดกรอบเดินเข้ามา เธอย่นจมูกสูดกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอบอวลในอากาศ
“พี่สี่ เสี่ยวเถี่ยตั้นเอาปลาทอดมาให้พี่กินเหรอคะ”
พี่สี่เจียงพยักหน้า ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ “เด็กคนนี้ไม่หวงของกินเลย”
เจียงซูหลันได้ยินดังนั้น ก็แกล้งทำเสียงเปรี้ยวๆ อย่างคนกำลังอิจฉา
“เสี่ยวเถี่ยตั้นนี่ยังไงนะ หนูอุตส่าห์เป็นคนเลี้ยงเขามากับมือแท้ๆ ไม่เห็นเขาจะคิดเก็บไว้ให้หนูบ้างเลย”
“เขาบอกแล้ว ว่าปลาตัวนึงแบ่งสามส่วน”
“ค่อยยังชั่วหน่อย”
เจียงซูหลันวางจานเคลือบที่ก้นจานมีปลาทอดกรอบวางอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นพอให้คลุมพื้นจาน ลงบนโต๊ะบนคัง “พี่สี่ พี่ลองชิมหน่อยสิคะ”
เนื่องจากขาของพี่สี่เจียงไม่สะดวก ทำให้ทุกคนในบ้านมักจะเก็บของกินดีๆ หายากไว้ให้เขาได้กินก่อนเสมอ
แต่พี่สี่เจียงไม่ได้แตะต้องปลาทอดในจานเคลือบแม้แต่น้อย ของกินแบบนี้ ในบ้านของพวกเขาหลายปีถึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสสักครั้งหนึ่ง ยังไงก็ควรเก็บไว้ให้เด็กๆ ได้กินมากกว่า
เจียงซูหลันกำลังจะเอ่ยปากคะยั้นคะยอต่อ แต่เสียงกรีดร้องแหลมคมอย่างตื่นตระหนกก็ดังมาจากด้านนอก
“เสี่ยวเถี่ยตั้น!”
เจียงซูหลันลืมสิ้นในสิ่งที่เธอกำลังจะพูด ร่างกายตอบสนองตามสัญชาตญาณด้วยการขยับพุ่งออกไปด้านนอก
ทันทีที่พ้นประตูห้อง เธอก็เห็นเสี่ยวเถี่ยตั้นกำลังยืนพิงโม่หินทรงกลมอยู่ เด็กชายอ้าปากกว้างพะงาบๆ พยายามสูดอากาศเข้าปอดอย่างหนักหน่วง ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด เสียงหายใจดังลั่นเหมือนเสียงเครื่องสูบลมที่ชำรุด ฟังดูแหบพร่าและน่ากลัว และใบหน้าของเขาก็กำลังเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ
ในอดีต ตอนที่แม่ของเสี่ยวเถี่ยตั้นได้ข่าวอุบัติเหตุของพี่สี่เจียง เธอก็ตกใจมากจนเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด แถมเด็กยังอยู่ในท้องนานเกินไปจนทำให้ขาดอากาศหายใจ เมื่อคลอดออกมาได้ไม่นาน เขาก็ป่วยด้วยโรคหอบหืดติดตัวมา
“หอบกำเริบ รีบไปเอายามา!”
พ่อเจียงเป็นคนแรกที่ได้สติ ในฐานะที่เขาเป็นหมอแผนจีนอาวุโสมานานหลายปี แถมหลานชายคนนี้ก็แทบจะอยู่ในความดูแลทางการแพทย์ของเขามาตลอด เขาตะโกนสั่งพลางรีบอุ้มเสี่ยวเถี่ยตั้นกลับไปวางบนคัง ถอดเสื้อผ้าของเด็กชายออกอย่างรวดเร็ว แล้วใช้นิ้วมือกดลงไปที่จุดถานจง และจุดเฟ่ยซู
แต่การทำเพียงคนเดียวดูจะช้าเกินไป เมื่อเหลือบไปเห็นเจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงที่วิ่งหน้าตาตื่นมาจากห้องข้างๆ ด้วยความกังวล พ่อเจียงจึงสั่ง
“ซูหลัน มานี่ มากดจุดเซิ่นซูของเสี่ยวเถี่ยตั้น”
เจียงซูหลันย่อมไม่ปฏิเสธ เธอเป็นคนดูแลเสี่ยวเถี่ยตั้นมาตลอด จึงคุ้นเคยกับจุดต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี เธอรีบเข้าไปกดที่จุดเซิ่นซูตามที่พ่อบอก โดยเริ่มจากการนวดคลึงเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มแรงกดให้ลึกและหนักขึ้นทีละน้อยอย่างชำนาญ
ด้วยความร่วมมือของทั้งสองคน อาการหายใจติดขัดและใบหน้าที่เริ่มเขียวคล้ำของเสี่ยวเถี่ยตั้นก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
พ่อเจียงถอนหายใจเบาๆ เขาดึงมือกลับ แล้วจัดผ้าห่มให้เสี่ยวเถี่ยตั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปลอบใจคนในครอบครัวที่ยืนล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วง
“เด็กคนนี้ตอนเล็กๆ ป่วยบ่อย พอโตขึ้นร่างกายแข็งแรงขึ้น โรคนี้ก็จะค่อยๆ หายไปเอง”
พูดกันตามตรง โรคนี้มันก็เป็นโรคที่คอยรังแกแต่คนอ่อนแอ พอร่างกายแข็งแกร่งขึ้น มันก็จะทำอะไรไม่ได้เอง
เมื่อเห็นลมหายใจของเสี่ยวเถี่ยตั้นกลับมาเป็นปกติ เจียงซูหลันก็พลอยถอนหายใจโล่งอก ทว่าลมหายใจนั้นยังไม่ทันสุด
วินาทีต่อมา เธอก็เห็นหน้าต่างข้อความปรากฏขึ้นเหนือหัวของเสี่ยวเถี่ยตั้น
【คุณปู่พูดไม่ผิดหรอก บางคนโชคดีก็หายเอง แต่เสี่ยวเถี่ยตั้นดันโชคร้ายน่ะสิ】
【ยังไม่เห็นตอนต่อไปเลย มันยังไงเหรอ บอกหน่อย】
【เสี่ยวเถี่ยตั้น! ไม่สิ ชื่อจริงเขาคือเจียงผิงอัน เขาเป็นอัจฉริยะด้านฟิสิกส์เลยนะ ตอนแค่มัธยมปลายก็ถูกโรงเรียนค้นพบพรสวรรค์ ส่งตัวเข้ามหาลัยแบบก้าวกระโดด แล้วก็ถูกรับตัวเข้าหน่วยงานวิจัยพิเศษเพื่อพัฒนาโครงการสำคัญ ถือเป็นคนเดียวในบ้านเจียงที่ได้ดิบได้ดี】
【เรื่องแรกที่เขาทำตอนที่เริ่มมีหน้ามีตาก็คือ ตั้งใจจะไปบ้านโจวเพื่อรับซูซูที่โดนรังแกกลับมาบ้านเจียง】
【เพราะในใจเจียงผิงอันน่ะ คุณอาเล็กไม่ใช่แค่คุณอา แต่เป็นเหมือนแม่ที่เลี้ยงเขามาตลอด คอยดูแลทุกอย่าง เขาเลยอยากจะช่วยซูซูในตอนที่ตัวเองเก่งแล้ว... แต่ผลลัพธ์... เฮ้อ...】
【ผลลัพธ์เป็นไง พูดเร็ว】
【ก่อนที่เขาจะไป โรคหอบหืดที่ไม่ได้กำเริบมาหลายปีก็กลับมาอีกครั้ง แถมยังรุนแรงมากด้วย】
【งั้นก็....】
【ก็อย่างที่พวกคุณคิดนั่นแหละ เขาตาย... แต่เชื่อมั้ยว่าก่อนจะขาดใจตาย วินาทีสุดท้ายเขาก็ยังห่วงว่าซูซูจะโดนบ้านโจวรังแกอยู่เลย】
【แต่เดี๋ยวนะ ถ้าเขาไปหาซูซู พอซูซูเห็นเขาหอบกำเริบ ก็ต้องช่วยสิ คงไม่มองดูเขาตายหรอก】
【แล้วถ้าซูซูไม่ได้อยู่ข้างๆ เขาล่ะ แต่เป็นคนอื่นที่อยู่ตรงนั้นแทน】
【หมายความว่าไง มีคนอยู่ข้างๆ? แต่ไม่ช่วยเขาเหรอ】
【ใคร? ตอนนั้นใครอยู่กับเขา ทำไมไม่ช่วย ปล่อยให้เขาตาย】
【ขนลุก น่ากลัวมาก คิดแล้วสยอง】
คนที่ส่งหน้าต่างข้อความแรกสุดกลับเงียบหายไป ไม่มีการตอบกลับใดๆ อีก
【ฉันไม่กล้าพูด กลัวโดนแฟนคลับถล่ม ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปย้อนดูตอนนี้กันเองเลย ไปดูว่าฉันโกหกรึเปล่า ในเรื่องเขาไม่ได้บอกโต้งๆ หรอก แต่ถ้าเก็บรายละเอียดดีๆ จะเห็นเลยว่าตอนนั้นมีคนอยู่บ้านจริงๆ】
[จบบท]